ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง "ยุติธรรม" มีอยู่จริง กว่าไปถึงยากยิ่ง

ข่าวทั่วไป  :  14 ก.ค. 2561

ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง ความยุติธรรมมีจริง แต่ขั้นบันไดสู่ความยุติธรรมนั้นยากมาก ต้องใช้เงิน 2 ล้าน ประกันตัวพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ด่านต่อไปคืนความเป็นธรรมให้ผู้ตาย


             สำนักงานกลางคริสเตียน -14 ก.ค.61-ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง ความยุติธรรมมีจริง แต่ขั้นบันไดสู่ความยุติธรรมนั้นยากมาก ต้องใช้เงิน 2 ล้าน ประกันตัวพิสูจน์ความบริสุทธิ์ วันนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดียาเสพติด ด่านต่อไปคืนความเป็นธรรมให้ผู้ตาย แม่แฉทหารเจรจาจ่าย 3 แสน จบเรื่อง ด้านทนายยังเดินหน้าขอเทปกล้องวงจรปิด ลุ้น 26 ก.ค.ฟังคำสั่งไต่สวน อะเบ แซ่หมู่

           เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแส และ อะเบ แซ่หมู่ พร้อมภาคีเครือข่าย 10 องค์กร ได้จัดเสวนาวิชาการและนิทรรศการศิลปะ เรื่องวิสามัญฆาตกรรมและปริศนาความยุติธรรมทางอาญาที่ยังไม่เกิด : คดีชัยภูมิ ป่าแส และอะเบ แซ่หมู่ โดยเปิดเวทีให้กลุ่มญาติและทนายความมาพูดคุยถึงความคืบหน้าล่าสุดของคดีวิสามัญชัยภูมิ ป่าแส และอะเบ แซ่หมู่ โดยภายในงานมีการจัดแสดงภาพถ่ายและการแสดงดนตรีของชนเผ่าเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิต           

 

    ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง "ยุติธรรม" มีอยู่จริง กว่าไปถึงยากยิ่ง

            นายไมตรี จำเริญสุขสกล ญาตินายชัยภูมิ กล่าวถึงความรู้สึกในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนายชัยภูมิและครอบครัวว่า ครอบครัวของตนไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย หลังจากที่นายชัยภูมิถูกยิงจนเสียชีวิต ก็มีการตั้งข้อหากับญาติของนายชัยภูมิอีก 2 คน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง ดังนั้นการต่อสู้จึงลำบาก ความยุติธรรมมีอยู่จริง แต่บันไดไปสู่ความยุติธรรมแต่ละขั้นและแต่ละก้าวยากมาก ต้องใช้เงิน 2 ล้านบาท เพื่อประกันตัวพิสูจน์ตัวเอง. เราไม่รู้เลยว่ามีช่องทางของยุติธรรมจังหวัด แนะนำช่องทางของกองทุนยุติธรรม ซึ่งยุติธรรมจังหวัดก็ให้ความช่วยเหลือ แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เพราะกลัวหลบหนี สุดท้ายคนที่ไม่มีความผิดต้องอยู่ในเรือนจำถึง1 ปีเต็มๆ ตอนนี้คนเหล่านั้นได้ออกมาแล้ว โดยศาลให้ความยุติธรรม ยกฟ้องทั้ง 2 คน ทั้งนี้หวังว่าคดีของนายชัยภูมิจะสร้างพื้นที่ยืนให้กับคนชนเผ่า. ขอให้ตะหนักถึงสิทธิความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าซึ่งถือเป็นคนไทยเช่นกัน

   ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง "ยุติธรรม" มีอยู่จริง กว่าไปถึงยากยิ่ง

            "เราเสียพื้นที่ เสียชื่อเสียง เสียความรัก กล่าวหาว่าญาติของเราเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ค้นบ้าน. จับคนของเราไปทั้งที่ไม่มียาเสพติดแม้แต่น้อย. ขณะที่ฝ่ายทหารไม่ถูกดำเนินคดี หลักฐานกล้องวงจรปิดก็ไม่ถูกเปิดเผย อยากถามว่าถ้าเหตุการณ์กลับกันเป็นลาหู่ยิงทหาร ลาหู่จะยังอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ผมจะทวงความยุติธรรมให้นายชัยภูมิให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องกล้องที่ถือเป็นพยานสำคัญ และไม่เชื่อว่าภาพจากกล้องวงจรปิดจะหาย ซึ่งครอบครัวอยากเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในเช้าวันนั้น หากนายชัยภูมิผิด. เราก็ทำใจยอมรับได้ แต่ถ้าเขาไม่ผิดจะทำอย่างไร. แม่เขาที่ป่วยยังมีชีวิตอยู่ไม่มีใครดูแล พ่อที่เป็นโรคประสาทไม่ได้ไปหาหมอ น้องเขาไม่ได้เรียนหนังสือ เขาจะรับผิดชอบให้กับเราอย่างไรได้บ้าง"นายไมตรีกล่าว

            ด้านนางอะหมี่มะ แซ่หมู่ มารดาของนายอะเบ กล่าวว่า ตนมีลูกทั้งหมด 6 คน แต่อะเบเป็นกำลังหลักของครอบครัว. ตนรู้เพียงว่าลูกชายถูกทหารยิงตายโดยไม่รู้สาเหตุ ในถุงสัมภาระที่มีข้าว ขนม และโทรศัพท์ก็ถูกยึดไปทั้งหมด ตนเดินทางไปขอความช่วยเหลือที่อำเภอ นายอำเภออ้างว่ายังไม่ว่าง จึงไปที่ศูนย์ดำรงธรรมเจ้าหน้าที่ก็ไม่รับคำร้องปากเปล่า ต้องเขียนคำร้องแต่พวกตนเขียนหนังสือไม่เป็น และทราบข่าวว่าก่อนหน้าที่ลูกชายจะถูกยิงตายก็เคยมีการยิงละหู่ตายไปแล้ว 1 คน ตนจึงต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกชายเพื่อไม่ให้เขาต้องตายฟรี. หบังเกิดเหตุมีทหารมาติดต่อให้เงิน 3. แสนบาทเพื่อให้จบเรื่องได้หรือไม่. แต่ตนไม่ตกลงเพราะลูกต้องมาตายไปทั้งคน แม้ตนจะไม่มีเงินแต่ไม่คิดค้ายาบ้า พกระเบิด ถ้ารับเงิน 3 แสนบาทไว้. ทหารจะได้ใจไปฆ่าคนอีก

            "ตอนนี้ทุกที่ในบ้าน มองไปทางไหนก็คิดถึงลูกมาก ในสวนบริเวณบ้านก็ไม่อยากเดินผ่าน เพราะคิดถึงลูกชาย ที่ทำกินบริเวณบ้านก็ยกให้คนอื่นไปแล้ว เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบกระเทือนใจ เศร้าและเสียใจที่สุด. ไม่มีวันไหนที่ไม่เสียใจ ไปไร่ก็เห็นแต่รอยเท้าของลูก เสียใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่เสียลูกไปก็ไม่มีสมาธิในการทำงานบางครั้งได้ยินเสียงซึง เสียงร้องเพลงของคนอื่น. ก็คิดถึงลูกและอยากให้เขาได้รับความเป็นธรรมจากการตายในครั้งนี้"มารดาของนายอะเบกล่าว

          ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง "ยุติธรรม" มีอยู่จริง กว่าไปถึงยากยิ่ง

            ขณะที่นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความในคดีของนายชัยภูมิ และนายอะเบ กล่าวว่า ปัญหาที่พบ คือในชั้นไต่สวนหาความจริงในชั้นศาล พยานสำคัญหลายอย่าง อัยการไม่ได้นำเข้ามาใช้ในการไต่สวนให้การในศาล โดยในคดีของนายชัยภูมิ มีประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ว่านายชัยภูมิถูกทหารทำร้ายร่างกาย และเมื่อนายชัยภูมิสะบัดลุกขึ้นหนี ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ก่อนที่นายชัยภูมิจะเสียชีวิต จึงไม่มีเหตุว่านายชัยภูมิใช้อาวุธมีดฟันเจ้าหน้าที่ทหาร หรือพกพาระเบิดตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีครูและนักเรียนที่ร่วมโรงเรียนเดียวกับนายชัยภูมิ ที่ยืนยันความประพฤติของนายชัยภูมิว่าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติก และเป็นจิตอาสา ซึ่งข้อคิดเห็นของเหล่านี้ถือเป็นประโยชน์ต่อพฤติการณ์ของผู้ตายว่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่

            "ในคดีนายชัยภูมิมีคำให้การของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ระบุว่า มีกล้องวงจรปิดใช้ได้ 6 ตัว ชำรุด 3 ตัว แต่อัยการก็ไม่ได้นำพยานเหล่านี้เข้าไต่สวน แต่ฮาร์ดดิสก์ที่นำส่งศาลเปิดแล้วไม่มีภาพใดๆ ทำให้ประเด็นไม่ชัดเจนว่านายชัยภูมิทำร้ายเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่. ที่สำคัญคดีของนายชัยภูมิและนายอะเบเหมือนกันตรงมีระเบิดอยู่ในมือขวาของศพ. แต่คดีของนายอะเบทำไม่เนียนเพราะผู้ตายเป็นคนถนัดซ้าย และมีพยานคือนายอดิศร แซ่เฉิน ซึ่งเป็นผู้ขี่มอเตอร์ไซค์ที่รอดชีวิต เบิกความในศาลว่าขณะที่รถสวนกับทหาร ทหารเรียกให้หยุดรถและดึงถุงผ้าของนายอะเบ พวกเขาตกใจจึงขับรถหนี. จากนั้นทหารจึงยิงปืนใส่ที่ด้านหลังของผู้ตาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การต่อสู้ขัดขวาง ผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ห่อบรรจุยาเสพติดไม่มีดีเอ็นเอของผู้ตายติดอยู่เลย ของกลางในคดีจึงไม่เชื่อมโยงกับผู้ตาย"ทนายความระบุ

ญาติเยาวชนอาข่ารำพึง "ยุติธรรม" มีอยู่จริง กว่าไปถึงยากยิ่ง

            นายรัษฎา กล่าวถึงความคืบหน้าหลังจากยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการทหารบกเพื่อขอข้อมูลภาพจากกล้องวงจรปิดในคดีของนายชัยภูมิเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า หลังจากที่ยื่นหนังสือไป. 1 วัน กองทัพบกมีหนังสือให้แม่ทัพภาค 3 ดำเนินการแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหนังสือตอบมาจากแม่ทัพภาค 3 แต่อย่างใด หากในสัปดาห์หน้ายังไม่มีการตอบกลับเป็นหนังสือ อาจจะต้องมีหนังสือทวงถามไปยังผบ.ทบ.อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งในสำนวนไต่สวนการตายจะส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี. อย่างไรก็ตา คดีดังกล่าวจะต้องขึ้นศาลทหาร ญาติผู้ตายไม่มีสิทธิในการตั้งทนายความเป็นโจทก์ร่วม. ในประเด็นี้จึงควรปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เพราะเป็นการกระทำของทหารต่อประชาชน. ไม่ใช่การฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา

            "โดยส่วนตัวเห็นว่าควรมีการจัดเวทีพูดคุย เพื่อมองปัญหาร่วมกันทุกฝ่ายทั้งตัวแทนของผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานตำรวจ นิติเวชศาสตร์ มาร่วมกันเพื่อมาดูว่าบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย เราได้ทำสมบูรณ์ครบถ้วนดี หรือมีข้อบกพร่องอะไรหรือไม่ เพื่อพัฒนาแก้ไข หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ถ้ากฎหมายดีอยู่แล้ว แต่มีปัญหามาจากการปฏิบัติของบุคลากร เราคงต้องดูกันว่าหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์หรือไม่ การไต่สวนการตายจึงควรได้คำตอบว่า พฤติการณ์ใดทำให้เขาตาย. กรณีตายใบมีคนตายกว่า 80 ศพ ควรจะมีคำตอบที่ดีกว่าขาดอากาศหายใจ. ถึงเวลาต้องทบทวนว่าคนในกระบวนการยุติธรรมทำงานกันเต็มที่ คุ้มค่ากับเงินเดือนแล้วหรือไม่"นายรัษฎากล่าว