"บิ๊กโจ๊ก" ไม่ได้แจ้งข้อหา "พ่อแม่สันธนะ"

ข่าวทั่วไป  :  17 พ.ค. 2561

"บิ๊กโจ๊ก" เผย คดี "สันธนะ" ใกล้จบแล้ว ยันไม่กลั่นแกล้ง ไม่มีขัดแย้ง ยันจับโต๊ดเถื่อนในสนามม้าทุกราย ไม่ได้มองคู่กรณีเป็นมาเฟีย แจง ไม่ได้แจ้งข้อหาพ่อแม่สันธนะ

 

          เมื่อวันที่ 17 พ.ค.61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวถึงการดำเนินคดี พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ ว่า ใกล้จะจบแล้ว ตนขอยืนยันว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนผู้เสียหายให้ครบถ้วนก่อน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของอัยการและศาลที่จะต้องดำเนินการต่อ พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้มีปัญหาขัดแย้ง

 

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า แม้ว่า พ.ต.ท.สันธนะ จะมีชื่อติดอยู่ 1 ใน 3 นายพลตำรวจที่ถูกกล่าวอ้างก็ตาม ซึ่งตนเคยไปจับโต๊ดเถื่อนในสนามม้าในอดีต โดยตนจับทุกราย มีสถิติจับกุมชัดเจน อาจทำให้มีคนไม่พอใจบ้าง แต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ ตนขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไปทะเลาะกับพ.ต.ท.สันธนะ เพราะไม่เคยคุยกันเลย ไม่มีเลือกปฏิบัติ

 

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า โดยหลักของการทำงาน ไม่ได้มองเรื่องของ พ.ต.ท.สันธนะ เป็นประเด็นหลัก แต่จะทำอย่างไรให้ตลาดใหม่ดอนเมืองแข็งแรง เช่น รายได้ต้องเข้ารัฐครบถ้วน ได้จากการเช่าที่ดินก็จะต้องเข้ากรมธนารักษ์ การเสียภาษีต้องถูกต้อง พ่อค้าและแม่ค้าต้องขายสินค้าที่ถูกต้องและมีอ.ย. ดังนั้น เมื่อออกจากตลาดนี้ไป ตลาดจะต้องมีความสมบูรณ์ ไม่มีการต่อเติมอาคาร ที่สำคัญจะต้องไม่มีการบุกรุกคลองเปรมประชากร ดังนั้นการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดจะต้องทำให้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเมื่อออกไปแล้วก็เปรียบเป็นแขนและขาขาด ไม่ใช่เพียงการดำเนินคดีอย่างเดียว แต่จะต้องทำให้ทุกส่วนสมบูรณ์

 

          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อไปว่า สำนักงานเขตดอนเมืองจะต้องปิดประกาศให้ครบเมื่ออาคารได้ต่อเติมผิดก็จะต้องมีการรื้อถอนภายใน 30 วัน หากรื้อถอนไม่ทันเวลาก็จะต้องเลื่อนเวลาออกไป ส่วนกรณีบุกรุกคลองเปรมประชากรจะต้องทุบทิ้งทั้งหมด สำหรับค่าเช่าที่ราคาสูงนั้น ทางอธิบดีกรมธนารักษ์ก็จะต้องมาดูว่าถูกต้องหรือไม่ ราคาสูงกว่าความเป็นจริงหรือไม่  ซึ่งตนเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะเสร็จสิ้น ถ้ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะต้องดำเนินคดี โดยจะต้องมีผู้เสียหายมาทำการฟ้องร้อง

 

          เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมอง พ.ต.ท.สันธนะ เป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่นั้น พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ไม่ได้มองเป็นผู้มีอิทธิพลเลย เพราะวันนี้เรามองว่าไม่มีผู้มีอิทธิพล แต่เป็นเพียงการกระทำความผิดเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลเท่านั้น มาเฟียก็ไม่มี เราไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงส่วนนี้ส่วนเดียว ซึ่งเราจะต้องดูทุกส่วนให้ครบถ้วน 


          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ตำรวจออกหมายเรียก พ.ต.อ.สมชาย ประยูรรัตน์ วัย 91 ปี บิดา พ.ต.ท.สันธนะ ฐานให้ที่พักพิงผู้ต้องหา นั้น ตนได้สอบถามไปยังผู้กำกับสน.โชคชัยแล้ว เป็นเพียงการตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งหลังจากการตรวจสอบพบว่าไม่เข้าข่ายการกระทำผิดก็ไม่มีอะไรจึงไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นการพูดกันไปเอง ซึ่งเราจะเน้นเพียงผู้กระทำผิดเท่านั้น ใครผิดก็จะต้องดำเนินคดีกับคนนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องพ่อแม่เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

          "ส่วนที่ภรรยา พ.ต.ท.สันธนะ ไปยื่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนนั้น ก็ถือว่าเป็นสิทธิสามารถทำได้ ผมพร้อมให้ตรวจสอบทุกส่วนอยู่แล้ว ว่าเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่อย่างไรบ้าง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นบุคคลสาธารณะ เมื่อเราทำหน้าที่แล้วก็ต้องพร้อมให้สังคมตรวจสอบ ถ้าทำดีหรือไม่ดีสังคมก็ต้องรับรู้ ซึ่งการทำงานในครั้งนี้มีหลายหน่วยงานทำงานร่วมกัน และผมเชื่อว่าไม่มีใครกล้าแตกแถว อยากให้มีการตรวจสอบเยอะๆ จะได้โปร่งใส  ซึ่งการจะดำเนินคดีใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิทธิ์และเสรีภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการจะไปดำเนินคดีกับใครนั้นจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน และผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว.