เด้งผกก.เมืองกาฬสินธุ์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

ข่าวทั่วไป  :  16 เม.ย. 2561

เด้งผกก.เมืองกาฬสินธุ์ เซ่นไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ช่วงสงกรานต์ ด้านประชาชนทยอยเข้ากรุงหลังฉลองเทศกาลปีใหม่ไทย ถนนสายหลักติดขัดหนัก ขนส่งเพิ่มเที่ยวรถ

     เมื่อวันที่ 15 เมษายน มีรายงานเปิดเผยว่า เมื่อเวลา 23.00 น.ที่ีผ่านมา (14 เม.ย.) พล.ต.ต.มนตรี จรัญพงศ์ ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ ได้ออกคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ 229/2561 ให้ย้าย พ.ต.อ.รัชพล เสริมศรัณย์ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยให้ไปรายงานตัวในวันที่ 15 เมษายนก่อนเวลา 16.00 น. ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และ ข้อ 8 (3) แห่งระเบียบสำนังานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์รับผิดชอบจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

เด้งผกก.เมืองกาฬสินธุ์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

     พล.ต.ต.มนตรี เปิดเผยว่า ได้คำสั่งดังกล่าวจริงโดยออกคำสั่งไปตั้งแต่เวลา 01.30 น.เนื่องจากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกับ ททท.และจังหวัดกาฬสินธุ์จัดงานสงกรานต์ในชื่อ “สงกรานต์ดีโน่สินธุ์ ถิ่นคนน่ารัก” ณ บริเวณวงเวียนโปงลาง หน้าวัดสว่างคงคา ไปจนถึงการรณรงค์ให้ประชาชนเล่นน้ำสงกรานต์บนถนนสายอนรรฆนาคตลอดสายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จนเมื่อเวลา 21.00 น. คณะผู้จัดงานโทรมาแจ้งตนว่ามีเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาทถึงสองจุดจึงได้เดินทางไปตรวจสอบก็พบว่านอกจากจะมีการทะเลาะวิวาทแล้ว บริเวณจัดงานโดยรอบเกิดปัญหาด้านการจราจรติดขัดมากจึงได้เข้าคลี่คลายเหตุการณ์พร้อมกับเพิ่มกำลังตำรวจจากเดิมที่มีอยู่เพียง 13 นาย ก็สั่งการให้มาช่วยกันจนทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จากนั้นจึงได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พ.ต.อ.รัชพลว่าอยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้บอกว่าไปกินข้าวกับเพื่อนที่จ.ขอนแก่น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ไม่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจนทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางจังหวัดกาฬสินธุ์

     ด้านพ.ต.อ.รัชพล ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์ว่า ยินดีจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาทุกประการซึ่งเมื่อคืนไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหารถติดและวัยรุ่นทะเลาะกันได้ ซึ่งในเย็นวันนี้ก็จะเข้าไปรายงานตัวยังศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ต่อไป

     ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบนถนนทางหลวงหมายเลข 24 สายโชคชัย-เดชอุดม ช่วงระหว่าง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เริ่มมีปริมาณรถหนาแน่นขึ้นเนื่องจากประชาชนนักท่องเที่ยวบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับกรุงเทพและจังหวัดปริมณฑลก่อนสิ้นสุดวันหยุดยาวเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดด้านการจราจรอย่างไรก็ตามถึงแม้ปริมาณรถหนาแน่นขึ้นแต่ยังไม่ติดสะสมมากยังเคลื่อนตัวได้เรื่อยๆใช้ความเร็วได้ไม่มากนักแต่คาดว่าวันที่ 16 เมษายนซึ่งเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์จะมีรถสัญจรกลับเข้ากรุงหนาแน่นมากที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นางรอง ได้บูรณาการทุกภาคส่วนอำนวยความสะดวกและระบายรถไม่ให้ติดสะสมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะผู้เมาแล้วขับเพื่อป้องกันอุบัติเหตบนท้องถนนในช่วงที่มีรถสัญจรหนาแน่น

     พ.ต.อ.ภควัต ธรรมดี ผกก.สภ.นางรอง กล่าวว่า ช่วงเดินทางขากลับได้วางแผนการระบายรถไว้เรียบร้อยแล้วทั้งการเปลี่ยนการควบคุมสัญญาณไฟจราจรตามปริมาณรถและปิดจุดกลับรถจุดเสี่ยงและใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยระบายรถด้วยสัญญาณมือเป็นระยะพร้อมกวดขันวินัยจราจรควบคุมไปด้วย

เด้งผกก.เมืองกาฬสินธุ์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

     เช่นเดียวกับช่วงเช้าวันนี้(15 เม.ย.)ที่สถานีรถไฟจังหวัดสุรินทร์ มีประชาชนจำนวนมากเริ่มเดินทางทยอยกันกลับไปประกอบอาชีพทำงานที่กรุงเทพและต่างจังหวัดกันเป็นจำนวนมาก โดยมารอขบวนรถไฟบริเวณชานชลาของสถานีรถไฟสุรินทร์ ส่วนที่สถานีขนส่งบขส.สุรินทร์ ก็มีผู้โดยสารจำนวนมากเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯโดยสถานีขนส่งได้เตรียมเสริมเที่ยวรถเพื่อรองรับไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง

     นายวัลลภ ศรีสง่า นายสถานีเดินรถ บขส.สุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้เฉพาะวินปกติ สุรินทร์-กรุงเทพจะมีรถวันละ 41 เที่ยวและยังเสริมได้อีกประมาณวันละ 15 เที่ยว และสำรองรถรองรับผู้โดยสารไว้อีก 20 คัน โดยวันที่ 16 เมษายนคาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางกลับมากกว่านี้ และรองรัได้เพียงพอแน่นอน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น.ที่บริเวณถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักกลับจากภาคอีสานเข้าสู่กรุงเทพฯมีการจราจรคับคั่งหนาแน่น ตั้งแต่ช่วงบริเวณ อ.เนินสูง จ.นครราชสีมา เช่นเดียวกับบริเวณถนนสายเอเชียมีรถจำนวนมากเดินทางกลับกรุงเทพฯจนทำให้ช่วงจ.สิงห์บุรี และอ่างทอง มีการจราจรติดขัดไปด้วยส่วนการเดินทางจากภาคใต้เข้ากรุเทพฯก็พบว่าการจราจรคับคั่งบริเวณทางหลวงหมายเลข 4 แยกวังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

     ด้าน พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ สุริวงศ์ ผบก.จร. พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธีระ เถระพัฒน์  ผกก.1 บก.จร. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ธนธัช  ปานวงศ์  รอง ผกก1. บก.จร. พ.ต.ต.คริษฐ์ ปริยะเกตุ  สว.งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. ลงพื้นที่ภายในสถานีขนส่งกรุงเทพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์

     พ.ต.ต.คริษฐ์ เปิดเผยว่า ในวันนี้คาดว่าจะมีประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มทยอยกันเดินทางจากภูมิลำเนาเพื่อเข้ามาในกรุงเทพฯเพื่อเตรียมกลับมาทำงานและเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะงานด้านจราจรทั้งภายในและภายนอกสถานีตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยได้จัดรถตู้ฟรีไว้คอยบริการประชาชนออกจากพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต  ซึ่งมีจำนวน 20 คัน ตั้งแต่เวลา 04.00–20.00 น. โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง 04.00–09.00 น. และ 16.00–20.00 น. ซึ่งนำส่ง 2 จุด คือสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต  และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

     นอกจากนี้ทาง บก.จร. ยังได้จัดระเบียบรถแท็กซี่ให้เข้าคิวรอรับผู้โดยสารที่เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัด จำนวน 3 จุดด้วยกัน คือบริเวณหน้าสะพานลอยฝั่งตรงข้ามสถานีขนส่ง, ทางเข้าสถานีขนส่ง ถนนกำแพงเพชร 2 และทางเข้าสถานีขนส่ง ถนนกำแพงเพชร 6 ทั้งนี้ได้ทำการบูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งและจิตอาสาในการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาใช้บริการ เพื่อรับส่งประชาชนออกจากพื้นที่สถานีขนส่งได้อย่างรวดเร็ว

เด้งผกก.เมืองกาฬสินธุ์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

     วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2561 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่สี่ของการรณรงค์ “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เกิดอุบัติเหตุ 603 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 57 ราย ผู้บาดเจ็บ 626 คน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 43.62 ขับรถเร็ว ร้อยละ 25.70 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.58 ส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 65.17 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 43.62 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 32.84 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 – 20.00 น. ร้อยละ 30.68 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 22.11

     สำหรับสรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 4 วัน ตั้งแต่ 11–14 เมษายน เกิดอุบัติเหตุ 2,449 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 248 ราย ผู้บาดเจ็บ 2,557 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต 8 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ระนอง ลพบุรี สตูล สมุทรสงคราม หนองคาย หนองบัวลำภู และอ่างทอง จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 99 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 17 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 109 คน 

     นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย 4 จังหวัด 8 อำเภอ 15 ตำบล 40 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 192 หลัง แยกเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด ได้แก่ เลย นครราชสีมา และสุรินทร์ ส่วนภาคเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ในช่วงวันที่ 15-18 เมษายนจะเกิดพายุฤดูร้อนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ ปภ.จึงได้ประสานจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือพายุฤดูร้อนโดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย รวมถึงตรวจสอบสิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้บริเวณริมถนนและพื้นที่ชุมชนเพื่อป้องกันการล้มทับก่อให้เกิดอันตรายได้

เด้งผกก.เมืองกาฬสินธุ์ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

     ด้านพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. พอใจบรรยากาศสงกรานต์โดยรวมทั่วประเทศเป็นไปด้วยดี โดยประชาชนให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยมากขึ้นตามการรณรงค์ของภาครัฐและกระแสของละครอิงประวัติศาสตร์ รวมทั้งยังได้รับรายงานด้วยว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลงกว่าปีที่ผ่านๆมา ทั้งนี้นายกฯแสดงความเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของประชาชนที่ออกไปเล่นน้ำติดต่อกันหลายวัน เพราะอาจเป็นโรคลมแดดหรือปอดบวมได้ ไม่สาดหรือฉีดน้ำใส่ใบหน้าของผู้อื่นโดยตรงเพราะเสี่ยงต่อโรคตาแดง และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะเล่นน้ำ เพราะทำให้หัวใจทำงานหนักในช่วงอากาศร้อนจนส่งผลให้ช็อกหรือเสียชีวิตได้

     ส่วนการก่อเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงสงกรานต์จนถึงเป็นคดีอาชญากรรมทำร้ายร่างกาย กรณีกลุ่มวัยรุ่นใน จ.ศรีสะเกษ ก่อเหตุเมื่อค่ำวานนี้ (14 ม.ย.) บนถนนขุขันธ์ อ.เมืองศรีสะเกษ โดยกลุ่มวัยรุ่นได้ยกพวกไล่ตะลุมบอลชกต่อยกันและใช้อาวุธปืนยิงคู่อริจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือนายธนภัทร์ สารธรรม อายุ 17 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 5 ต.ธาตุ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ และบาดเจ็บอีก 1 คน คือนายวัชศักดิ์ เกสร อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 บ้านหนองคู หมู่ที่ 5 ต.ธาตุ อ.วังหิน จ.ศรีสะเกษ โดยโลกออนไลน์ได้แชร์คลิปวีดิโอเหตุการณ์ไล่ชกต่อยและยิงจนคู่อริล้มลงและยังตามไปกระทืบซ้ำจนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมดังกล่าว

     นายวัชศักดิ์ เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะที่กำลังเล่นน้ำสงกรานต์ก็จะขอสาดน้ำขอปะแป้งทั้งชายและหญิงแต่มีกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมาก็จะขอเข้าปะแป้งแต่ถูกปฎิเสธ แถมดุด่าใส่ซึ่งพวกตนก็ถอยออกมาแต่กลุ่มดังกล่าวกลับชักมีดดาบยาวออกมาไล่ฟันพร้อมร้องตะโกนถามว่าใช่พวกที่มีเรื่องกับพวกกูเมื่อสักครู่ใช่ไหมทางตนก็บอกไปว่าไม่ใช่แต่มีคนหนึ่งที่ถือปืนวิ่งตามมาและยิงมาถูกที่แขนทะลุเข้าไปลำตัวและเห็นเพื่อนวิ่งอ้อมรถไปถูกยิงเข้าจากด้านหลังล้มลงและยังมีอีกคนที่วิ่งเข้าไปกระทืบซ้ำหลายครั้งก่อนทั้งหมดจะวิ่งหลบหนีหายไป

     ล่าสุด พ.ต.อ.วันปิติ พฤทธิกุล ผกก.สภ.เมืองศรีสะเกษ เรียกระดมกำลังสายสืบเพื่อเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทในงานเทศกาลสงกรานต์ เทศบาลเมืองศรีสะเกษ ซึ่งใช้ปืนกระหน่ำยิงผู้ที่มาร่วมเล่นสาดน้ำเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตตามที่กล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ชัดเจน

ฉบับ นสพ.คมชัดลึก