คุก 7 เดือน "เสี่ยขาว" เจ้าของซานติก้าผับ เลี่ยงภาษีเหล้า

ข่าวทั่วไป  :  14 มี.ค. 2561

ศาลฎีกา พิพากษาจำคุก 7 เดือน ไม่รอลงอาญา "เสี่ยขาว" ไม่ยื่นเสียภาษีเหล้ากว่า 85 ล้าน ชี้ เป็นเจ้าของซานติก้าผับ มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต

            ที่ห้องพิจารณา 904 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 14 มี.ค.61 เวลา 09.30  น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.4050/2553 ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ หรือเสี่ยขาว อายุ 50 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส์ (2003) จำกัด ผู้บริหารซานติก้าผับ ย่านเอกมัย เป็นจำเลย ในความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิต ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 25 48, 136, 148, 164, 165 ,167
     
             ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.53 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 13 พ.ย.46 - 31 ธ.ค.51 "นายวิสุข หรือเสี่ยขาว" จำเลยกับพวก ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ต่อเจ้าพนักงานสรรพสามิต ในการขอใบอนุญาตขายสุรา ยาสูบ และไพ่ โดยจำเลยกับพวกมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิต ซึ่งจำเลยกับพวกไม่ยื่นแสดงแบบรายการภาษี และไม่ชำระภาษีสรรพาสามิต ต่อกรมสรรพสามิต รวมยอดเงินทั้งสิ้น 85,382,470.67 บาท เหตุเกิดที่แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา , แขวงถนนนครไชยศรี และเขตดุสิต กทม.เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธสู้คดี 
 
           โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 เม.ย.57 ว่า "เสี่ยขาว" จำเลย มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีฯ จริงตามฟ้อง จึงให้จำคุก 4 กระทงๆละ 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จ และข้อหาอื่นๆ ให้ยกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความ

            ต่อมา "เสี่ยขาว" จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง ซึ่งมีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อปลายปี 2558 โดย "ศาลอุทธรณ์" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตประจำเดือน ม.ค.48 - ธ.ค.51

            อัยการโจทก์ จึงยื่นฎีกา เพื่อให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย

          โดยวันนี้ "นายวิสุข หรือเสี่ยขาว" สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสีดำ เดินทางมาศาลกับทนายความ พร้อมฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามกำหนดนัด ซึ่งมีผู้ติดตามมาให้กำลัง 2-3 คนด้วย ขณะที่ "เสี่ยขาว" มีสีหน้าเรียบเฉย

            ทั้งนี้ "ศาลฎีกา" ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว เห็นว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมารับฟังประกอบกันฟังได้ว่า แม้บริษัทไวท์แอนด์บราเธอร์ส (2003) จำกัด จะจดทะเบียนเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจจากจำเลย เป็นบุคคลอื่นแล้ว แต่จำเลยยังคงเข้าไปดูแลกิจการของสถานบริการซานติก้าผับแต่เพียงผู้เดียวทั้งด้านบริการลูกค้าและด้านการเงิน การจ่ายเงินเดือนพนักงานร่วมกับผู้ถือหุ้นอื่นด้วย และยังสั่งจ่ายเงินจากบัญชีบริษัทเป็นค่าใช้จ่ายสถานบริการซานติก้าผับ โดยเมื่อมีรายได้จากการดำเนินงานก็จะนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลย  

              จึงแสดงให้เห็นว่า จำเลยยังคงเป็นเจ้าของสถานบริการซานติก้าผับ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการ ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 จำเลยจึงต้องมีหน้าที่ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต และชำระภาษีสรรพสามิต การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิด

              ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการซานติก้าผับ หรือร่วมกับ บริษัทไวท์ แอนด์บราเธอร์ส (2003) จำกัด และไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตและชำระภาษีสรรพสามิตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

             จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4 ,48(2) , 164 ฐานไม่ยื่นแบบภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิต ให้จำคุก 4 กระทง โดยจำคุก 1 เดือน สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในปี 2558 ตามที่อัยการโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษฐานการไม่ยื่นแบบรายการภาษีและไม่ชำระภาษีของเดือน พ.ย.และ ธ.ค. ส่วนความผิดอีก 3 กระทงฐานไม่ยื่นแบบภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 7 เดือน ขณะที่การกระทำของจำเลยนั้นไม่สมควรรอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

           ทั้งนี้เมื่อฟังคำพิพากษาฎีกาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็เตรียมนำตัว "เสี่ยขาว" ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดแล้วต่อไป

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ "นายวิสุข หรือเสี่ยขาว" นอกจากคดีหลบเลี่ยงภาษีแล้ว ก่อนหน้านี้ได้รับโทษจำคุก 3 ปีฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ที่เป็นบทหนักสุด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้ว ในคดีที่ถูก "อัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้" ยื่นฟ้องเป็นจำเลย ร่วมกับพนักงานดูแลสถานบันเทิงดังกล่าว และนักร้องกับบริษัทรับจ้างติดตั้งไฟและจัดดอกไม้เพลิง รวม 7 คนต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ กรณีเกิดเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ย่านเอกมัย คืนวันที่ 31 ธ.ค.51 จนเป็นเหตุให้มีผู้ถึงแก่ความตาย 67 คน บาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัส 103 คน