"ยอดนักอ่าน" เหนือกาลเวลา...

บทความสะท้อนความรักความผูกพันของ "ลูก" ที่มี "แม่" ผู้ที่เธอยกให้เป็น "ยอดนักอ่าน" จนทำให้เธออยากทำสิ่งนี้ให้แม่อีกครั้ง...

 

              นอกจากจะสะท้อนถึงความรักความผูกพันของแม่ลูกที่มีต่อกันแล้ว บทความนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “ยอดนักอ่าน” ที่ลูกซึมซับจากผู้เป็น “แม่” ด้วย

              "น้ำผึ้ง หัสถีธรรม" ได้เขียนเรื่องราวความผูกพันของเธอกับผู้เป็นแม่ ที่เพิ่งจากเธอไปด้วยวัย 80 ปี ผ่านเฟซบุ๊ก Namphueng Hastheetham  และด้วยความที่แม่ชอบอ่านหนังสือ เธอจึงเลือกให้ "หนังสือ" เป็นของที่ระลึกในงานการจากไปของแม่  

              "คมชัดลึกออนไลน์" เห็นว่าเป็นข้อเขียนที่น่าประทับใจ จึงนำมาเสนอต่อ

"ยอดนักอ่าน" เหนือกาลเวลา...

              นี่คือข้อความที่เธอบันทึกไว้...

              "เรื่องหนังสือนี้มีที่มาด้วยความเป็นนักอ่านของแม่สนาน แม่เป็นชาวฝั่งธน บ้านเดิมอยู่ข้างวัดอนงค์ แม่เล่าว่าตอนเด็กๆ ไปหาบน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยา เคยวิ่งหนีตอนระเบิดมาลงแถวสะพานพุทธ แม่สนาน จบ ประถม ๔ ที่ วัดพิชัยญาติ แต่อ่านหนังสือเก่ง คิดเลขได้ ขายของทำบัญชีได้หมด อาชีพของแม่คือ แม่ค้าขายอาหาร ทั้งข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว กระเพาะปลา ก๋วยจั๊บ ข้าวขาหมู แม่ทำผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และไม่หยุดที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ จำได้ว่าแม่ยังเคยขายเต้าหู้ทอดเผือกทอด เคยหัดทำขนมกุ้ยช่าย จนแป้งเลอะไปทั้งครัว นึ่งแล้วไส้แตกไม่เป็นท่า เป็นอย่างเดียวที่แม่ยอมแพ้

"ยอดนักอ่าน" เหนือกาลเวลา...

              ในวัยเด็กเล็กขนมที่แม่ทำให้กินเป็นประจำคือมันเชื่อมทำแต่ละครั้งเต็มกระทะ ยังมีขนมรังนก ที่ขูดมันและเผือกเป็นเส้นๆ มาทอดจับเป็นรังนกและเคลือบน้ำตาลกรอบหวานอร่อย และขนมที่ข้าพเจ้าประทับใจที่สุดคือ ซ่าหริ่ม ที่แม่ใช้ให้เดินไปซื้อเทียนอบถึงตลาดบางพลีเพื่อมาอบน้ำกะทิ

              เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าภูมิใจในฝีมือทำอาหารของแม่มากที่สุด คือตอนมัธยมปลาย ที่โรงเรียนมีนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ข้าพเจ้าแกะสลักฟักทอง จำไม่ได้หรอกว่าแกะออกมาสวยงามมั้ย แต่ที่ทำให้หัวใจฟูฟ่องที่สุดคือ แม่ทำแกงไตปลา ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน เพื่อมาใส่ในลูกฟักทองใช้โชว์ในนิทรรศการ เป็นความภูมิใจสุดๆ ของข้าพเจ้า

              หลังจากพ่อจากไปตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๙ แม่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงลูกสองคนโดยลำพัง กิจกรรมที่แม่รักที่สุด (รองจากรำพัด) คือการอ่านหนังสือ จำความได้ก็เห็นแม่อ่านหนังสือทั้งนวนิยายและหนังสือพิมพ์ ข้าพเจ้าก็พลอยทำท่าอ่านไปด้วย และหัดอ่านครั้งแรกจากหนังสือพิมพ์และปกหนังสือนิยายของแม่นี่เอง

              ในส่วนของพี่หนุ่ย Strategic Man พี่ชายคนเดียวที่อายุห่างกัน ๙ ปี ยิ่งเป็นนักอ่านและเป็นผู้วางรากฐานการอ่านหนังสือให้ข้าพเจ้า ในบ้านเราจะมีแคร่ไม้ไผ่ตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยกองหนังสือของพี่ชาย บ้านเราไม่มีโทรทัศน์ ยามว่างนอกจากฟังวิทยุ เล่นขายของและกระโดดหนังยาง ข้าพเจ้าอาศัยอ่านหนังสือของพี่ชายนี่เอง ที่จำได้คือหนังสือเรียนวรรณวิจักข์ ที่มีเรื่องสั้น อย่างธรณีนี่นี้ใครครอง และที่ติดตรึงใจที่สุด คือเรื่อง "มอม" จนตั้งชื่อหมาของตัวเองว่า มอม นอกจากนี้เมื่อพี่ชายทำงานมีเงินเดือน พี่ก็จะซื้อหนังสือให้ข้าพเจ้าทุกสิ้นเดือน เล่มแรกๆ คือ ต้นส้มแสนรัก และโต๊ะโตะจังเด็กหญิงข้างหน้าต่าง ยังมีเณรน้อยแตงโม ที่ได้จากแผงหนังสือสนามหลวง ระหว่างพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

"ยอดนักอ่าน" เหนือกาลเวลา...

              เมื่อครั้งข้าพเจ้าเป็นเด็ก แม่พาย้ายจากบางนาไปสร้างบ้านอยู่ที่อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการ หน้าวัดบางพลีใหญ่กลาง ตอนนั้นอายุเท่าบ๊วยตอนนี้เห็นจะได้ มีหน้าที่หลักนอกเหนือจากการเรียนหนังสือ ช่วยงานบ้านและงานขายของ และอีกหน้าที่มีกินเวลายาวตั้งแต่ประถมปลาย และตลอดไปจนมัธยมคือการเดินเท้าไปห้องสมุดประชาชนอำเภอบางพลี

              ข้าพเจ้าเดินออกจากหมู่บ้านข้ามถนนลัดเข้าวัดบางพลีใหญ่กลาง วัดนี้มีพระนอนองค์ใหญ่ องค์พระมีประตูเข้าด้านหลัง คนสามารถเข้าไปชมภายในซึ่งมีภาพจิตรกรรมพุทธประวัติ เข้าไปลึกด้านในจนถึง หัวใจ ขององค์พระได้เลยที่เดียว ซึ่งข้าพเจ้าเข้าไปชมอยู่เป็นประจำ

              ที่วัดบางพลีใหญ่กลางนี่เอง เวลามีงานศพครั้งใดก็ถือเป็นโอกาสสำคัญของเราแม่ลูก เพราะในงานศพเจ้าภาพก็มักจะจ้างหนังกลางแปลงมาฉาย หรือลิเก โขนสด และอย่างดีมากที่ข้าพเจ้ามีโอกาสดูอยู่ครั้งหนึ่ง คือ โขนหลวง หรือโขนจากกรมศิลปากร ครั้งแรกครั้งนั้น ยังจำได้แม่น มีพระฤๅษี แสดงโดย อาจารย์เสรี หวังในธรรม การแสดงงดงามสมเป็นโขนหลวง เป็นความประทับใจตั้งแต่นั้นมา โอกาสของแม่ก็จะมาขายก๋วยเตี๋ยว มีข้าพเจ้าเป็นพนักงานเสิร์ฟ ลูกค้าก็เป็นผู้คนมากมายที่มาดูหนังกลางแปลงหรือการแสดงในงานศพนั้นเอง

              ผ่านวัดบางพลีใหญ่กลางออกไปด้านหลังจะเป็นถนนคอนกรีตไม่กว้างนัก เป็นเส้นทางไปที่ว่าการอำเภอบางพลี ที่ถ่ายบัตรประชาชนครั้งแรกในชีวิตของข้าพเจ้า เลยไปอีกก็คือทางไปวัดบางพลีใหญ่ในหรือวัดหลวงพ่อโต ที่มีประเพรณีโยนบัว-รับบัวทุกปี ข้าพเจ้าต้องเดินออกหลังวัดเลี้ยวซ้าย แล้วไปแยกขวาอีกทีเพื่อเข้าไปที่ว่าการอำเภอบางพลี ซึ่งด้านหน้าเป็นคลองสำโรงและตลาดเรือนแถวไม้โบราณบางพลี ที่เต็มไปด้วยความทรงจำวัยเด็ก ทั้งร้านรวง อาหาร ขนม ร้านหมอที่เคยรักษาประจำ เมื่อครั้งได้ยินข่าวว่าไฟไหม้ตลาดหลายปีก่อนก็อดใจหายไม่ได้

 

"ยอดนักอ่าน" เหนือกาลเวลา...

              ห้องสมุดประชาชนอำเภอบางพลีตั้งอยู่ก่อนถึงตัวที่ว่าการ เป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ หน้าที่สำคัญของข้าพเจ้าคือคืนและยืมหนังสือให้กับแม่สนาน หนังสือที่แม่อ่านก็คือหนังสือนวนิยาย ยืมครั้งละ 3-4 เล่ม และข้าพเจ้าต้องเดินเท้าไปห้องสมุดคนเดียวสัปดาห์ละครั้ง ระยะเวลา 5-6 ปีที่ข้าพเจ้าทำหน้าที่นี้ หนังสือนวนิยายในห้องสมุดแห่งนี้ทุกเล่มผ่านสายตาแม่สนานไปจนหมด หลังๆ ข้าพเจ้าต้องเจรจากับป้าบรรณารักษ์เพื่อขอต่อคิวหนังสือเล่มใหม่ๆ ที่เพิ่งรับเข้าห้องสมุด ซึ่งจะยืมไม่ได้ง่ายๆ

              แน่นอนว่าตัวข้าพเจ้าเองก็ต้องได้หยิบจับและอ่านหนังสือไปด้วย หนังสือนิทาน วรรณกรรมเยาวชน ตำราอาหาร นวนิยายแบบยายบ้าง นวนิยายจีนบ้าง ที่ยังจำได้ติดตาติดใจ คือ หนังสือวรรณคดีเรื่อง อิเหนา ที่มีภาพประกอบของ อ.เหม เวชกร ได้อ่านบทร้อยกรองมันไพเราะจับหัวใจข้าพเจ้าในวัยนั้น หน้าที่พนักงานยืม-คืนหนังสือนี้มาสิ้นสุดลงเมื่อข้าพเจ้าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยและแม่ย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่จ.ราชบุรี อีกทั้งแม่ก็ถึงวัยที่แว่นตาไม่สามารถเกื้อหนุนการอ่านได้แล้ว

              นี่จึงเป็นเสี้ยวหนึ่งของความทรงจำของลูกและแม่สนาน เป็นที่มาที่ตั้งใจทำบุญหนังสือเพื่ออุทิศแด่ "คุณแม่สนาน นักอ่านตัวยง ผู้อ่านหนังสือจนหมดห้องสมุด" และเลือกเป็นหนังสือของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่มีผลงานวาดภาพประกอบของ Lolutayee น้องสาวที่เกื้อหนุนข้าพเจ้าตลอดมา ขอบพระคุณ เพื่อน พี่ น้อง ชมรมอาสาลาดกระบัง เจ้าภาพหนังสือในครั้งนี้ด้วย

              แม่จ๋า อ่านให้สนุกนะจ๊ะ 
              ที่ระลึกการจากไปของคุณแม่สนาน หัสถีธรรม
              ๖ ก.พ. พ.ศ.๒๕๖๑ "

              แน่นอน ความรักความผูกพันของแม่ลูกที่มีต่อกันนั้น เป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา 

"ยอดนักอ่าน" เหนือกาลเวลา...