ฎีกายกคำขอ"สุพจน์"ขอเพิ่มเอกสารสู้คดี

ข่าวทั่วไป  :  13 ก.ย. 2560

ทนายไม่ห่วงศาลฎีกายกคำร้อง"สุพจน์"อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ขอส่งเอกสารบัญชีทรัพย์สินเพิ่มเติมสู้คดีแพ่งชั้นฎีกา อัยการขอทรัพย์ 64 ล้านร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน

          13 ก.ย.60  ศาลนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา ที่ทนายความของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ยื่นคำร้องขอส่งเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่เคยถูกตรวจสอบในชั้น ป.ป.ช. ในการยื่นฎีกาสู้คดีหมายเลขดำ ปช.1/2555 ที่อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 55 ขอให้ทรัพย์สินของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้คัดค้านและครอบครัวรวม 7 คน เช่น เงินสด , เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 9 บัญชี , เงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์กรมทางหลวง ,โฉนดที่ดินทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด , บ้านพัก , รถยนต์ , ห้องชุด รวมทรัพย์สิน 19 รายการ มูลค่ากว่า 64,998,587 บาทพร้อมดอกผลนั้นตกเป็นของแผ่นดิน  ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 และมาตรา 80(2) เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบทรัพย์สินแล้วชี้มูลความผิดว่า นายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินต่างๆได้  

           โดยวันนี้นายทิวา การกระสัง ทนายความของนายสุพจน์ เดินทางมาฟังคำสั่ง ส่วนนายสุพจน์ ไม่ได้เดินทางมาเนื่องจากเป็นคดีแพ่งสามารถมอบอำนาจให้ทนายความดำเนินการแทน

          เมื่อถึงเวลาศาลได้อ่านคำสั่งศาลฎีกา ที่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีไม่มีเหตุสำคัญในคดี ซึ่งฝ่ายนายสุพจน์ ผู้คัดค้านก็ไม่ได้นำมาสืบในศาลชั้นต้น คำร้องของผู้คัดค้านจึงไม่มีผลต่อการพิจารณาคดี ดังนั้นก็ให้ยกคำร้อง

           ภายหลังฟังคำสั่งแล้ว นายทิวา ทนายความของนายสุพจน์ กล่าวว่า การฟังคำสั่งวันนี้เป็นเรื่องที่เราขอยื่นเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายสุพจน์เมื่อปี 2544 -2550 ที่เคยยื่นตรวจสอบไว้ต่อ ป.ป.ช.ซึ่ง ป.ป.ช.เคยวินิจฉัยไว้ว่าถูกต้องและเป็นทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการดำรงตำแหน่ง แต่ทั้งนี้ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารดังกล่าวถือว่านายสุพจน์ทราบอยู่แล้วแต่ก็ไม่ได้ดำเนินการยื่นไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นศาลฎีกาจึงให้ยกคำร้องที่จะขอส่งเอกสารเพิ่มเติม โดยตนเพิ่งเข้ามาเป็นทนายความคดีแพ่งนี้ในชั้นศาลฎีกา ส่วนศาลชั้นต้นนั้นเป็นทนายความอีกคนหนึ่ง ซึ่งการขอเอกสารที่เป็นบัญชีการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินนั้นเคยขอจาก ป.ป.ช.แล้วแต่ขณะนั้นป.ป.ช.ไม่ได้ให้เอกสารมา จึงทำให้ไม่ได้ยื่นต่อศาลไปตั้งแต่แรก

            ต่อข้อถามที่ว่า ศาลยกคำร้องไม่ให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินเพิ่มเติมแล้วจะมีผลการพิจารณาคดีแพ่งหลักในชั้นฎีกาหรือไม่ นายทิวา ทนายความ กล่าวว่า ไม่มีผลอะไรเป็นการยื่นตามสิทธิ์ก็เข้าใจว่าศาลอาจจะไม่รับก็ได้ ซึ่งหลังจากนี้ก็คงต้องรอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป

           นายทิวา ยังกล่าวถึงคดีที่ ป.ป.ช. ฟ้องนายสุพจน์ ยื่นทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำตัดสินในวันที่ 26 ก.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ด้วยว่า เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินในส่วนของเงินสด 17 ล้านบาทที่นายสุพจน์ถูกโจรปล้นไปจากบ้านแต่ไม่ได้ยื่นไว้กับป.ป.ช. เพราะนายสุพจน์เห็นว่าเป็นเงินค่าสินสอดของบุตรสาวเท่านั้นแต่ป.ป.ช.ไม่เชื่อ อย่างไรก็ดีนายสุพจน์ ก็จะต้องเดินทางไปฟังคำพิพากษา โดยไม่ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงอะไร ส่วนผลจะลงโทษหรือรอลงอาญาหรือไม่ขึ้นกับดุลยพินิจของศาลว่าจะเห็นอย่างไร ขณะที่ระหว่างพิจารณาคดีนายสุพจน์ ก็ได้รับการประกันตัว          

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาคดีแพ่งหลักที่ให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 พ.ย.58 ให้ริบทรัพย์สินตกของนายสุพจน์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ตกเป็นของแผ่นดิน รวม 64,998,587.52 บาท

   


เปิดอ่าน