
นักวิชาการ อัด กฎหมายสื่อยุค 0.4 ไม่ใช่ 4.0
นักวิชาการ ชี้ร่างกฎหมายสื่อย้อนยุค ผิดมาตั้งแต่ต้น เหมารวมคนธรรมดาเป็นสื่อด้วย
27 เม.ย.60 - หลังคณะกรรมาธิการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่กำลังจัดทำร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ออกมาระบุว่า ตามร่างกฎหมายนี้เพจดังต่างๆ ในเฟซบุ๊กก็ถือว่าเป็นสื่อที่ต้องมีใบอนุญาตด้วย
ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ผิดมาตั้งแต่การให้คำนิยามคำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” แล้ว เพราะทำให้ความหมายของสื่อมวลชนผิดไป ไม่ได้หมายถึงแค่สื่อมวลชนอาชีพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประชาชนคนธรรมดาทั่วไป ที่ใช้สื่อแล้วได้ค่าตอบแทน ซึ่งเป็นการกำหนดคำนิยามที่กว้างเกินไป ไม่สอดคล้องกับธุรกิจสื่อที่แท้จริง
สื่อออนไลน์ฉงน ‘ก.ม.ตีทะเบียน’ (อ่านต่อ...)
ทั้งนี้ในร่างกฎหมายที่คณะกรรมาธิการฯ กำลังจัดทำอยู่นั้น กำหนดคำนิยาม “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ว่าหมายถึง บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลาง เพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น ไม่ว่าทั้งทางตรงและทางอ้อม
ดร.มานะ กล่าวว่า การกำหนดคำนิยามที่ทำให้เกิดการเหมารวมแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะเพียงถ้าจะเอาเรื่องรายได้เข้ามาเป็นตัววัด ก็จะทำให้เหมารวมไปได้อีกมาก นอกจากเพจดังต่างๆแล้ว ยังจะหมายถึงเว็บไซต์ต่างๆ เช่น kapook.com sanook.com ไปจนถึงบล็อกเกอร์ต่างๆ และ youtube ด้วย การรีวิวสินค้าต่างๆ ก็จะถูกเหมารวมว่าเป็นสื่อมวลชนด้วย
คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวต่อว่า หากกำหนดกฎหมายออกมาเช่นนี้ จะส่งผลต่อการควบคุมดูแลของภาครัฐอย่างแน่นอน เพราะจะไม่สามารถดูแลได้ครอบคลุมทั้งหมด กลายเป็นการออกกฎหมายแล้วไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง
โลกโซเชียล รุมอัด!! ไอเดีย "ตีทะเบียนแฟนเพจ" (อ่านต่อ...)
ถามว่าทางผู้จัดทำกฎหมายบอกว่า เป็นการออกกฎหมายที่เป็นมาตรฐานสากล ไม่ล้าหลัง ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาประเทศให้เป็นยุค 4.0 ดร.มานะ กล่าวว่า “ผมว่าตรงกันข้าม กฎหมายนี้เหมือนย้อนหลังกลับไป เหมือนเป็นการทำกฎหมายในภูมิทัศน์สื่อแบบเก่า ผมว่าเป็นยุค 0.4 ไม่ใช่ 4.0”
ดร.มานะ กล่าวด้วยว่า ทางคณะกรรมาธิการ สปท.ได้เชิญตนไปให้ความคิดเห็นด้วย แต่ดูเหมือนทางคณะกรรมาธิการจะมีธงอยู่ในใจแล้ว เพราะข้อเสนอจากเขาไม่ปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายนี้แม้แต่น้อย
"เรื่องนี้ถือว่ามาผิดทางตั้งแต่ต้น คือการให้คำนิยาม หากยังจะเดินหน้าแบบนี้ต่อไปอีกก็จะขัดกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเรื่องเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างแน่นอน ซึ่งสุดท้ายก็คงจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกัน" ดร.มานะ กล่าวทิ้งท้าย
ดร.มานะ ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ ด้วยว่า “อยากบอกคนร่างกฎหมาย "ควบคุมสื่อ" จังว่า ท่านกำลังวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์อยู่
พวกท่านนายพลคิดว่าออกกฎหมายมาแล้วทุกสื่อจะมีระเบียบเรียบร้อย ซ้ายหัน ขวาหัน เป็น "เด็กดี"
ตื่นเหอะ...
"จริยธรรมวิชาชีพ" มันไม่ได้เกิดขึ้นได้จากกฎหมาย ไม่ได้เกิดจาก "ความกลัว" แต่มันต้องเกิดจากการร่วมใจ พร้อมใจของคนในวิชาชีพนั้นๆ จะวางกรอบ วางกฎกติกา และควบคุมดูแล จัดแถวกันเอง
สิ่งที่ "รัฐ" ควรทำคือสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริม ให้ความรู้ประชาชนในการตรวจสอบ "สื่อ" ให้เท่าทันสื่อ
แน่นอนครับ มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วพริบตา ต้องค่อยๆ สั่งสมเรียนรู้กันไป”



