กต.ยันวิธีไทยแก้พิพาทไทย-เขมรได้

"กษิต" ยันมี 3 กรอบเจรจาไม่จำเป็นลงนามหยุดยิง ยันยังไม่ได้ลงนามแค่ทหารคุยกัน เตรียมร่อนหนังสือเชิญถกเจบีซี-จีบีซี เล็งเชิญตัวแทนรบ.อินโดฝังตัวจุดปะทะ พร้อมส่งผู้ช่วยทูตทหารไปดูปชช.ทุกข์ยากวันพรุ่งนี้

วันที่  20 ก.พ. นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงข้อเสนอที่ฝ่ายไทยเตรียมไว้สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ 22 ก.พ.นี้ ว่าตนยังไม่ขอเปิดในรายละเอียด พอถึงเวลาจะนำข้อเสนอของไทยวางบนโต๊ะเจรจา แต่มั่นใจว่าข้อเสนอของไทยเป็นแนวทางที่จะสามารถหาทางออกในประเด็นข้อพิพาทไทย - กัมพูชา ได้อย่างแน่นอน

กษิตชี้มี3แนวเจรจาไม่ต้องเซนต์หยุดยิง

เมื่อเวลา 14.20 น.นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงผลการประชุมหลังใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงว่า หัวข้อที่ประชุมคือปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในวันที่ 22 ก.พ. ที่กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ดังที่มีข้อเสนอว่าด้วยถ้อยแถลงของประธานอาเซียนเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยในการหารือมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน และมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และข้าราชการอาวุโส เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับท่าทีของไทยในการประชุมในวันนั้น

 นายกษิต กล่าวว่า โดยสรุปสั้นคือๆการดำเนินต่อเนื่องจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอสซี) ที่ขอให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาเจรจาแบบทวิภาคีกันต่อไปในประเด็นปัญหาของเขตแดน โดยมีอาเซียนเป็นพี่เลี้ยงคอยตะล่อมให้การเจรจาดำเนินการได้ ซึ่งในวันที่ 22 ก.พ. ตนยืนยันอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่กับกัมพูชา ทั้งกรอบเจบีซี ที่มีนายอัษฎา ชัยนาม เป็นประธานฯ ส่วนกรอบจีบีซีที่มีพล.อ.ประวิตร

และกรอบอาร์บีซีที่มีแม่ทัพภาค 2 เป็นผู้ดูแล โดยตนจะถือโอกาสนี้ชี้แจงว่าเรื่องกรอบเจรจาพวกนี้ในองค์รวมที่ผ่านมาเราไม่ได้นิ่งเฉยมีความคืบหน้าตลอด ฉะนั้นยังอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการต่อไปตามเจตนารมณ์ของยูเอ็นเอสซีและเจตนารมณ์ของฝ่ายไทยด้วย ซึ่งตนยืนยันว่าอาเซียนจะเป็นเพียงพี่เลี้ยงให้การเจรจสองฝ่ายคืบหน้าไปได้ซึ่งไม่ใช่การยกระดับของปัญหา แต่เป็นเรื่องที่ยูเอ็นเอสซีส่งกลับมาที่อาเซียน ส่วนผลเป็นอย่างไรก็จะมีการรายงานผ่านที่ประธานอาเซียน และส่งต่อไปยังยูเอ็นเอสซีต่อไป

 “ท่านทูตอัษฎา ทำหนังสือถึงกัมพูชาโดยให้กับนายฮอร์นัมฮง รมว.ต่างประเทศเพื่อเชิญกัมพูชามาประชุมเจบีซีที่กทม. ตามที่เคยเสนอไปให้มาประชุมวันที่ 27 ก.พ. ส่วนกรอบจีบีซีนั้นพล.อ.ประวิตร จะมีหนังสือถึงพล.อ.เตียบัน รมว.กลาโหมของกัมพูชา เพื่อให้กัมพูชาเป็นเจ้าภาพการประชุมส่วนจะจัดประชุมวันไหนก็อยู่ที่ฝ่ายกัมพูชา และหวังว่าจะมีประชุมจีบีซีของกระทรวงกลาโหมว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการปะทะ ซึ่งเราพร้อมหวังและว่าฝายกัมพูชาจะพร้อม“นายกษิต กล่าว

 ส่วนประเด็นกองกำลังในเขตแดนที่มีการลงนามหยุดยิงนั้น นายกษิต ยืนยันว่าเป็นการพบกันของทหารของสองฝ่ายแต่ไม่ใช่เป็นการเจรจาเป็นเพียงการปรึกษาหารือเพื่อนำเรื่องต้องเสนอไประดับสูงต่อไป เป็นเพียงการทอร์ค(พูดคุย) เป็นการปรึกษาเหมือนตนส่งลูกน้องไปแล้วเขาก็กลับมารายงาน เป็นการพูดคุยกัน หรือเหมือนเป็นการจีบสาว เขาต้องรายงานไปที่เจ้านายของเขา

 นายกษิต กล่าวอีกว่า ในวันที่ 22 ก.พ.ในความพร้อมของฝ่ายไทยนั้นจะขอให้ประเทศอินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มาอยู่กับกองกำลังของฝ่ายไทยในจุดที่มีการปะทะกันเพื่อเป็นสักขีพยานว่าเราไม่ได้ทำและไม่ประสงค์ที่จะให้มีการสู้รบและไม่ได้เป็นฝ่ายยิงก่อน โดยเราหวังว่ากัมพูชาก็จะยืนยันด้วยเช่นกันในการที่จะมีตัวแทนรัฐบาลอินโดนีเซียไปอยู่ฝ่ายเขา เพื่อว่าการหยุดยิงจะเป็นการหยุดยิงที่จริงจังถาวร

 นอกจากนี้นายกษิตยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องมีการลงนามหยุดยิงเพราะเพราะมีกลไกเจบีซี และจีบีซีอยู่แล้ว รวมทั้งมีหลายช่องทางดำเนินการ และถ้ากัมพูชาไม่รับขอเสนอตนก็ไม่ทราบ แต่ถ้ากัมพูชามุ่งหวังให้มีสันติภาพก็มีกลไกทวิภาคีอยู่แล้ว เพราะการสู้รบกันไม่ใช่แก้ปัญหา อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้กระทรวงกลาโหมจะเชิญผู้ช่วยทูตทหารไปในชายแดนแต่ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ที่สู้รบ แต่จะดูรอบๆว่ามีอะไรเกิดขึ้นและดูว่าในฝ่ายพลเรือนของไทยเสียหายอย่างไรบ้าง

 รมว.ต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า กรณีที่นายกรัฐมนตรีสนทนาทางโทรศัพท์กับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกนั้น โดยทั่วไปยูเนสโกเห็นพ้องกับท่าทีของฝ่ายไทย ในการที่ไม่ควรจะมีกองกำลังทหารอยู่ในปราสาทพระวิหารเพราะไม่ถูกต้องและขัดอนุสัญญากรุงเบิร์น ส่วนการที่ยูเนสโกจะส่งผู้แทนพิเศษมานั้นในหลักการก็ตอบรับได้ แต่ต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการว่ามีภาระหน้าที่อย่างไร ก็จะมาปรึกษากับไทยที่กทม.เท่านั้น

กมม.ขวางข้อตกลงหยุดยิงหวั่นทำเสียดินแดน

 นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ แถลงถึงกรณีไทย -กัมพูชา ลงนามหยุดยิงเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบตกเป็นเบี้ยล่างของกัมพูชา อาจสูญเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นการถาวร แท้จริงแล้วกองทัพ-รัฐบาลควรจะหาทางผลักดันกองกำลัง และชุมชนชาวกัมพูชาออกไปก่อนแล้วค่อยทำข้อตกลง

 "การลงนามในขณะที่กัมพูชายังตรึงกำลังอยู่ในพื้นที่4.6 ตร.กม.เป็นส่วนใหญ่เท่ากับไปยอมรับว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของกัมพูชา และกัมพูชาสามารถนำไปเป็นข้ออ้างในที่ประชุมกรรมการมรดกโลกได้ว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารสงบแล้ว  พรรคการเมืองใหม่ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะตัวแทนกองทัพไทยได้ชี้แจงรายละเอียด และเหนืออื่นใดรัฐบาลจะต้องรีบทบทวนยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวให้เร็วที่สุด" นายสุริยะใสกล่าว

 


เปิดอ่าน