"อภิสิทธิ์"แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหาร

“เฉลิม” แฉรัฐบีบหน่วยราชการ ท้า ทีพีไอ ตั้งทีมทนายฝีมือดีไว้ฟ้อง เผยให้เซ็นเอกสาร 40 แผ่นด้วยปากกา 20 ด้ามหนีความผิด อภิสิทธิ์แจงเหตุไม่ใช้ยศทหารหลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง

(19มี.ค.) ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีว่า อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ติดตามฟังว่าตนมีหลักฐานอะไร อย่ามาถามว่าเป็นข้อมูลเก่าหรือไม่ ยืนยันว่าเป็นข้อมูลใหม่กว่าสมัยพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายไม่ไว้วางใจนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกฯ สิ่งที่ตนอยากบอกคือ คนในรัฐบาลกำลังบีบบังคับหน่วยราชการให้ส่งคำให้การมาให้รัฐบาล ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่าไม่ผิด ชี้แจงได้แล้วทำไมต้องไปบังคับขู่เข็ญข้าราชการ

 “ก็ไหนรัฐบาลบอกว่าเก่ง แล้วทำไมต้องไปขู่เข็ญเขาตั้งแต่เมื่อคืน พอเขาไม่ให้ ตอนเช้าก็เอาอีกแต่เขาก็ไม่ให้ จะขอถ่ายเอกสารมา  ก็ไหนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มาตรฐานสูง ไหนว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต สะอาดกว่าพรรคการเมืองอื่น แล้วทำอย่างนี้ทำไม” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่บริษัททีพีไอ โพลีน ระบุว่าจะฟ้องตนถ้าอภิปรายพาดพิงนั้น อยากบอกว่าตนมีข้อมูลครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องเช็คที่ให้กับบริษัทเมสไซอะจำนวน 27 ใบนั้น ที่ถ่ายเอกสารมามันไม่ชัดเจนว่ามีหมายเลขอะไรบ้าง เพราะที่ถ่ายออกมาดูได้แค่16 ใบ จึงต้องถามว่าอีก 11 ใบอยู่เส้นทางสายไหน นำเงินไปไว้ที่ไหน และไปไว้กับใคร เรื่องนี้ตนมีข้อมูลครบถ้วน ดังนั้นถ้าบริษัททีพีไอจะฟ้องก็เชิญฟ้องได้เลย แต่ขอให้ตั้งทีมทนายดีๆ เพราะการบริจาคเงินครั้งนี้ไม่ใช่เงินบริจาคแต่เป็นเงินโจร เป็นเงินในตลาดหลักทรัพย์ที่มีบริษัทมหาชนถือหุ้น จึงไม่สามารถนำออกมาได้

 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องนี้ตนตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการรายงานว่านำเงินไปทำอะไร แต่มีการระบุว่านำไปใช้ 8 โครงการจำนวน 227 ล้านบาท และก่อนหน้านั้นก็มีการนัดพบกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์ มีการมอบเงินอีก 36 ล้านบาท ตนไม่เคยพูดว่า 258 ล้านบาทแต่จะบอกว่าเป็น 263 ล้านบาทและก็ยังมีอีก26.9 ล้านบาท แต่ที่เป็นประเด็นคือโครงการต่างๆต้องมีกรรมการ 2 ใน 9 เซ็นต์อนุมัติ แต่ปรากฏว่ามีการเซ็นต์อนุมัติเพียงคนเดียวทำให้สัญญาเป็นโมฆะ

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยงานใดที่รัฐบาลบังคับให้ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายมาให้ ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่บอกว่าเป็นหน่วยงานใด แต่ขอให้ฟังข้อมูลที่ตนจะอภิปรายให้ดี เรื่องนี้ตนเชื่อว่าสื่อมวลชนและประชาชนจะเข้าใจ ซึ่งหลังจากการอภิปรายในช่วงเช้าแล้วตนจะเก็บตัวอยู่ที่ห้องประธานวิปฝ่ายค้าน ส่วนรัฐบาลบังคับให้หน่วยราชการส่งข้อมูลให้อย่างไร ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2551 ที่มีพยานมาทวงถามสิทธิที่ควรจะได้รับ แต่ปรากฏว่าไม่ให้เขาแล้วยังหลอกให้เซ็นชื่อในเอกสาร 40 แผ่น ด้วยปากกา 20 ด้ามที่มีน้ำหมึกของปากกาไม่เหมือนกัน เพื่อหวังว่าจะไม่มีความผิด แต่อยากบอกว่าเข้าใจผิด เพราะการตรวจพิสูจน์หลักฐานสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นใครจะดูหมิ่นดูแคลนตนว่าเป็นข้อมูลเก่าต้องฟังให้ดี

 ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการบางคนระบุว่าฝ่ายค้านอภิปรายเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผลเพราะประชาชนยังให้โอกาสรัฐบาลอยู่นั้น ร.ต.อ. เฉลิม กล่าวว่า ไม่ได้บอก ว่าจะไม่ให้โอกาส นักวิชาการออกมาวิจารณ์นั้นตนก็ไม่เคยให้แต้มอยู่แล้ว ทั้งนี้ส่วนตัวแล้วก็รักใคร่ชอบพอกับนายอภิสิทธิ์ ดังนั้นถ้านายอภิสิทธิ์ชี้แจงได้ก็ไม่มีปัญหา

อภิสิทธิ์แจงเหตุไม่ใช้ยศทหารหลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง

นายอภิสิทธิ์ ได้ลุกขึ้นชี้แจง หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม ถึงกรณีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ กว่า 258 ล้านบาท ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตามที่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวหา อีกทั้งที่ผ่านมาการแจ้งเงินบริจาคกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็เป็นไปอย่างถูกต้อง ซึ่ง กกต.มีการซักถามข้อสงสัยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่า ไม่มีประเด็นที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายในวันนี้แต่อย่างใด พร้อมทั้งปฏิเสธว่า เมื่อคืนนี้ไม่มีคำสั่งเข้าแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ เพราะตั้งแต่ทำงานการเมืองมาไม่เคยมีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าว

 นายอภิสิทธิ์ ยังชี้แจงประเด็นการได้มาของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เป็นไปอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย และการไม่ใช้ยศทหารในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องการสร้างความเสื่อมเสียให้แวดวงทหารหลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง

ส.ส.เพื่อไทยร่วมยินดีหลัง"เฉลิม"

ภายหลัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจบ โดยใช้เวลา 3 ชั่วโมงเต็ม ส.ส.พท.หลายคนต่างทยอยกันเดินเข้ามาจับมือกับ ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ว่าจะเป็น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยาและประธานวิปฝ่ายค้าน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ ฯลฯ

ทั้งนี้ นางสาวชินณิชา บุตรสาวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีถึงกับกล่าวเสียงดังลั่นห้องประชุมว่า “อาสุดยอดมาก” ทั้งนี้ หลังจากอภิปรายเสร็จ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เดินทางกลับทันที โดยไม่รอฟังคำชี้แจงจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องกล่าวเหน็บว่า ถ้าร.ต.อ.เฉลิมสงสัยอะไรแล้วอยู่ฟังก็จะได้ความรู้มากขึ้น


"จตุพร"จวก"อภิสิทธิ์ "อุ้ม พธม.แก้ กม.ลดโทษยึดสนามบิน

เมื่อเวลา 13.00 น.นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปรายเป็นคนที่ 2 ของฝ่ายค้าน ต่อจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในประเด็นกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปูนบำเหน็จให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยการแก้กฎหมายยึดสนามบิน โดยลดโทษการยึดสนามบินสุวรรณภูมิจากโทษประหารชีวิต ให้เหลือเพียงเสียค่าปรับ 500 บาท ถึง 10,000 บาท ทั้งที่ผลกระทบจากการยึดสนามบินที่ตามมาเสียหายหลายหมื่นล้านบาท กรณีนี้จึงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

"จตุพร"จวก"อภิสิทธิ์"หนีเกณฑ์ทหาร

นายจตุพร  กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ยังได้หนีการเกณฑ์ทหาร โดยไม่เข้ารับการตรวจเลือกตั้งแต่ปี 2530 - 2536 จนกระทั่งอายุครบ 29 ปี ไม่ทราบว่า มีผู้ใหญ่ที่สนิทกับอดีตผู้นำคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) คนหนึ่งอาจแนะนำให้นายอภิสิทธิ์ใช้ช่องนี้ขอรับราชการเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย สอนระดับชั้น ม.1 แต่ปรากฏว่าการที่พลเรือนชายไทย จะเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อย จะต้องแสดงหลักฐานสำคัญทางการทหาร แต่นายอภิสิทธิ์ไปขอใบสำคัญทางการทหารจากสัสดีใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานเท็จ นายอภิสิทธิ์จึงไม่มีสิทธิ์เข้ารับราชการ

 "ผมยังไปจับเลย ขนาดเป็นครูดอยลงมา ลุ้นจะตาย เพราะเรารู้เราเป็นดี 1 ประเภท 1 กะเทยยังไปจับเลย เป็นหน้าที่ของชายไทยในการรับใช้ชาติ แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นใคร จึงไม่ได้ไปใช้สิทธิ์จับใบดำใบแดง" ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าว

 "ทุกคนที่เป็นนายกฯ ที่มียศ เขาจะใช้ยศ และจะพูดถึงยศด้วยความภูมิใจ แต่มีท่านคนเดียว สิ่งที่บอกเบื้องลึกของท่าน เพราะการใช้ สด.9 ออกเป็นเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสดง สด.43 เป็นการหลีกเลี่ยงแผลในใจ ท่านจึงไม่ใช้ยศว่าที่ร.ต." นายจตุพร กล่าว

อภิสิทธิ์แจงกรณีการไม่เกณฑ์ทหาร

นายอภิสิทธิได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า  ในประเด็นการปิดสนามบินนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในครม.เรามีความเห็นว่า การปกป้องพื้นที่สนามบินจำเป็นต้องเข้มงวดกวดขัน ตนให้นโยบายกระทรวงคมนาคมว่าช่วยดูว่าจะมีนโยบายอย่างไรต่อเรื่องนี้เพราะเห็นเป็นเรื่องสำคัญ พอกระทรวงคมนาคมได้รับและไปคิด ก็รายงานกลับมายังครม. ครม.จึงได้ออกมาตรการด้วยการเพิ่มจุดตรวจต่างๆบริเวณจุดเข้าออกสนามบิน กับ 2.ครม.ก็วิตกว่าอำนาจหน้าที่ของจนท.ที่เกี่ยวข้องของการท่าฯ ยังไม่เพียงพอ  เมื่อเป็นเชนนั้นก็ไปยกร่างกม.ขึ้นมาว่าการจะไปทำอะไรในสนามบินเป็นความผิด และเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ พอครม.ยกร่างเสร็จก็ให้กฤษฎีกาไปดูว่าโทษเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับกม.เดิมที่มีอยู่  ผู้ที่กระทำความผิดเขาก็ยังต้องมีความรับผิดตามกม.เดิมอยู่  ผมจึงไม่เข้าใจว่าท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร เพราะความผิดตามกม.เดิมมีอยู่ ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆจากกม.ใหม่เลย

 นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เรื่องประวัติของตน ก็อยากกราบเรียนว่าถ้าไม่มีอคติต่อกัน การสอบถามข้อเท็จจริงก็สามารถทำได้ และใช้สามัญสำนึกได้  ตนลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก 22 มี.ค.2535 สมัยนั้นยังไม่มี กกต. แต่ก็มี รธน.บังคับอยู่ว่าใครจะลงสมัคร ส.ส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตนก็นึกไม่ออกว่าใครจะลงสมัครโดยไม่เป็นสมาชิกพรรค แล้วกรมการปกครองที่ดูแลการเลือกตั้งสมัยนั้นจะปล่อยให้สมัครได้   ท่านพยามยามทำให้คนเข้าใจว่าตนจะมีสิทธิ์เหนือคนอื่น แต่มันเป็นไปไม่ได้

 ตนรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนสิ้นปี 253434 ขณะนั้นกำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบกับตนคิดจะตัดสินใจทำงานการเมืองมานานแล้ว เลยได้ลาออกจากมธ. มาสมัครเป็นสมาชิกปชป.ตั้งแต่ต้นปี 2535  พรรคก็ออกบัตรสมาชิกให้ (เอาบัตรมาโชว์) ตนก็มีอยู่ในมือ  บัตรประจำตัวมีรูปตน มีเลขที่สมาชิก ชื่อ-ที่อยู่ มีการลงนามหน.พรรค ชวน หลีกภัย วันที่ออก 15 ม.ค.2535

 "ผมเข้าใจว่าท่านอาจตรวจสอบจากคอมพิวพิวเตอร์  ผมก็สันนิษฐานว่า ฐานข้อมูลอิเลคทรอนิคส์ อาจพิมพ์ข้อมูลผิด ก็เป็นไปได้  ผมต้องให้พรรคไปค้นในโกดังมา (โชว์สมุดบัญชีหน้าปกสีน้ำเงิน) สมุดบัญชีเล่มนี้คือ เวลาเขารับสมัครสมาชิกพรรค ถ้าท่านสงสัยมาตรวจดูได้ เขตสาธร เขตบางซื่อมีชื่อผม ลงวันที่ 15 ม.ค.2535 เหมือนกัน  ก็กราบเรียนว่า เรื่องเมื่อกี้ผมไม่แน่ใจว่าท่านเข้าใจหรือไม่เข้าใจ  แต่เรื่องนี้ท่านตรวจสอบได้  ใครจะมาสมัครส.ส.โดยไม่ได้เป็นสมาชิกมันเป็นไปไม่ได้หรอก  ผมไม่เข้าใจว่าท่านหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาให้เสียเวลาสภาทำไม" นายอภิสิทธิ์แจง

 นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงประเด็นถัดมา คือเรื่องการการหนีทหารว่า เป็นประเด็นที่เป็นข้อกล่าวหาหนักหนาสาหัสมากนั้น  ตนก็จะขอพูดเรื่องรับราชการทหาร พร้อมจะชี้แจงเรื่องกม. และคุณธรรมจริยธรรมด้วย

 "ท่านประธานที่เคารพ ผมทราบดีว่าชายไทยทุกคนมีหน้ที่รับราชการทหาร  สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมไปศึกษาต่อต่างประเทศตั้งแต่อายุ 11 และศึกษาต่อจนเรียนจบป.ตรี ประมาณอายุ 22-23 นั่นแหละ  ในการรับราชการทหารต้องทำความเข้าใจนะ การรับราชการทหารมันมีช่องทางหลักก็คือ ผ่านการเกณฑ์ทหาร ตามพรบ.รับราชการทหารปี 2497 ซึ่งอันนั้นเป็นช่องทางหนึ่ง ขณะเดียวกันกม.ก็เขียนชัดเจนว่า ถ้าไม่ได้เป็นไปตามกม.ฉบับนั้นก็สามารถไปรับราชการทหาร ตามระเบียบรัชราชการทหารปี 2521 ได้

 ผมจบจากอ๊อกฟอร์ดในปี 2529  ผมก็เข้าใจว่า เมื่อผมเป็นนักเรียนในการดูแลของก.พ. ก็จะมีารผ่อนผันให้ แต่เมื่อผมกลับมาก็ไปขึ้นทะเบียนในเดือน ก.ค.2529 ซึ่งผมเองก็ได้ดำเนินการตรงนั้น ส่วนที่ล่าช้าไปก็คงเกิดขึ้นกับหลายคน มีการเสียค่าปรับก็ว่ากันไป  ประเด็นก็คือว่าเมื่อผมกลับมา ผมก็คิดว่าน่าจะได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือบ้านเมือง พร้อมกับรับราชการทหาร  ขณะเดียวกันยุคนั้นก็มีความต้องการให้คนที่จบมาไปเป็นอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยกันมาก  และผมก็คิดว่าเอาความรู้ที่ได้มาทั้งเป็นประโยชน์ต่อราชการ และพร้อมกันนั้นผมก็มีความคิดที่จะไปเรียนต่อด้วย มันก็จำเป็นต้องทำสองทางพร้อมกันไป ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่เลย

 ท่านสมาชิกเคยพูดในหลายที่ว่า เมื่อรับสด.9 มาแล้ว ผมไม่ยอมไปเกณฑ์ทหาร และจะหาทางลบล้างความผิดยังไง  ที่จริงท่านทราบดีว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น  เพราะเอกสารที่ท่านนำมามันบอกเองว่าผมสมัครก่อนครบหนดเกณฑ์ คือเกิดก่อน 30 เม.ย.30 ทั้งสิ้น  แล้วท่านก็มาบอกว่าเอาเอกสารเท็จ  เพราะเขารับผมเข้าทำงานในกลางปี 30 แต่เอกสารของท่านมันออกปี 31 ผมจะเอาเอกสารเท็จไปยื่นก่อนได้อย่างไร

 ที่จริงผมไม่เคยมีข้อสงสัยเรื่องรับราชการทหารของผมเลย  ผมก็แปลกใจเพราะว่าฝ่ายท่านเป็นรัฐบาลมานาน ถ้ามีอะไรไม่ถูกคงมีการดำเนินคดีไปแล้ว  ผมเห็นว่าคนที่ท่านพาดพิงมาว่าเขารับโทษต่างๆนานานั้น เพราะทำเอกสารให้ผมนั้น ผมก็ยืนยันว่าบุคคลทั้งสองไม่เคยได้รับโทษแต่อย่างใด  และเอกสารที่ท่านอ่าน ก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นเอกสารในขั้นตอนไหน อย่างไร  เพราะยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นอย่างไร  แต่กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ท่านก็ได้ยอมรับว่า ผมได้สมัครรับราชการทหาร และได้รับบรรจุตั้งแตปี 2530 

 ขณะเดียวกันท่านก็บอกว่า 1.ถ้าอายุไม่ถึง 21 ก็เอาสด.9 ไปสมัคร และ 2.ถ้าเกินกว่า 21 ปี ต้องมีทั้งสด.9และสด.43 หรือมีหนังสือผ่อนผัน เมื่อมีการสงสัยเรื่องนี้ ในที่สุดผมก็ไปค้นพบเอกสาร แล้วก็มีชื่อผมอยู่ในฐานะผู้ได้รับการผ่อนผันปี 30-32 เพราะผมมีความตั้งใจจะไปศึกษาต่อ  นี่จึงเป็นเหตุผลว่าจปร.ให้ผมได้รับการบรรจุอย่างถูกต้อง

 ช่วงแรกผมเข้าไปเป็นขรก.พลเรือนกลาโหม พรบ.รับราชการทหารปี 2521 ก็อธิบายครอบคลุมว่าขรก.ทหารหมายถึงขรก.กลาโหมพลเรือนด้วย  เพราะฉะนั้นผมก็เริ่มรับราชการทมหารตั้งแต่กลางปี 2530 ด้วย

 ท่านก็อาจไม่ทราบว่าในช่วงที่ผมสอนอยู่โรงเรียนนายร้อย ในช่วงแรกยังไม่มียศ เพราะยังไม่ได้รับการฝึก  วิธีการของเขาก็คือเขาจัดให้มีการฝึก ซึ่งเขาจะมีเป็นรอบๆเหมือนกับการฝึกอบรมของส่วนราชการอื่นๆ เขาจะจัดเป็นรุ่น ผมก็ฝึกเหมือนกับเพื่อนฝึกรด.แหละ  แต่ความต่างก็คือท่านฝึกรด.ก็ไปสัปดาห์ละครึ่งวัน แต่ของผมฝึกต่อเนื่อง มีการไปเขาชนไก่เหมือนกัน  (โชว์รูปที่ฝึกทหารมาโชว์ 3 รูป)  ไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อน แล้วก็เข้าไปรับราชการทหาร  ท่านถามว่าผมมีลูกศิษย์มั้ย  ผมได้พาคณะไปเยี่ยม 3จว.ใต้ มีนายทหารวิ่งเข้ามาหาผม บอกว่าเป็นลูกศิษย์ผม

 ผมก็สอนหนังสือตามปกติ ทีนี้พอถึงช่วงปี 2531 พอฝึกเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องเข้าสู่การขอพระราชทานยศ ก็มีการมาขอเอกสารหลักฐานที่ใช้ รวมถึง สด.9  ก็ปรากฏว่ามันหาย เลยไปขอใบแทนออกมา ซึ่งก็ไม่ได้มีผลใดๆทั้งสิ้นต่อการรับราชการ และการรับพระราชทานยศ ถัดมาในปี 2531 เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยประสานมา ผมก็ตัดสินใจว่าต้องไปเรียนต่อ และก็จะไปสอนหนังสือด้วย  ผมก็ได้ทำเรื่องลาและได้รับการอนุมัติถูกต้องทุกประการ  ถ้าถามว่าผมทำหน้าที่รับราชการหรือยัง ก็ต้องบอกว่าการรับราชการทหารในระเบียบปี 21 ทีท่ให้ทำเป็นเวลาหนึ่งปีเป็นอย่างน้อยนั้น  ผมก็ทำเกินหนึ่งปีแน่นอน  ไม่ได้มีอะไรเป็นการสร้างมาตรฐษนใหม่ของประเทศไทย  ทุกเรื่องไม่มีสองมาตรฐานและผมก็ได้รับการตรวจสอบและยินดีที่จะชี้แจงตามที่ท่านมีข้อสงสัย 

 ที่ท่านมาบอกว่าผมต้องเดินบนความหวาดกลัวกองทัพ เป็นเรื่องไร้สาระ  ผมไม่ทราบว่าท่านกลัวใครบ้างแต่ผมไม่กลัว ไม่ว่าเรื่องภาคใต้ หรือการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพก็ตาม  ท่านไม่เคยได้ยินหรอกนะครับว่า ถ้ามีบุคคลของกองทัพทำไอะไรผิดต้องได้รับโทษ แต่ผมพูด และได้รับการขานรับอย่างดีจากท่านผบ.ทบ. ไม่ว่าจะเป็นกรณีโรฮิงญา หรือการปฏิบัติหน้าที่ของทหารใน 3 จว.ใต้  ผมทำบนมาตรฐานที่ชัดเจน หลายเรื่องท่านต้องทราบ แต่ท่านก็มองข้าม ไม่ไปดูหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ทางกระทรวงก็เคยมาชี้แจงต่อกมธ.ทหาร ก็ยืนยันว่าการบรรจุผมมีระเบียบที่แน่ชัด

 จากนั้นนายจตุพร ได้ลุกขึ้นตอบโต้นายอภิสิทธิ์ โดยพยายามซักถามต่อว่า ใช้หลักฐานอะไรในการสมัครเป็นอาจารย์ ร.ร.นายร้อยจปร. เพราะหลักฐานที่ต้องนำมานั้น มันต้องใช้สด.9 สด.8 และหลักฐานการผ่อนผันอื่น เพราะท่านนายกฯมาสารภาพกลางสภาเองว่าได้รับการบรรจุ 7 ส.ค.30 ท่านไม่ได้ให้สด.9 ไปแสดง ท่านไปเป็นทหารได้อย่างไร เพราะมีเอกสารต้องแสดง 16 รายการ ท่านจะมาขอสด.9 ใบแทน ซึ่งออกเอกสารใบแทนปี 31 ได้อย่างไร

 นายจตุพรยังตั้งคำถามาต่อไปว่า ในปี 2530 นายอภิสิทธิ์ ไม่เข้ารับการตรวจเลือก  และถ้าได้รับการผ่อนพันจริง ทำไมถึงปรากกชื่อในบัญชีคนขาดใน 32-33-34 ตนไม่ได้กล่าวหานายอภิสิทธิ์โดยปราศจากหลักฐาน เพราะผลการสอบของกองทัพ รวมถึงผลการตรวจสอบ ท่านไม่มีสิทธิ์ได้รับการบรรจุในวันที่ 7 ส.ค.30 เพราะท่านยอมรับว่าสด.9 หาย แต่ไปขอวันที่ 8 เม.ย.ปี 31 

 นายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นใช้สิทธิ์ชี้แจงกลับไปว่า ตนไม่เคยพูดว่าสมัครเข้าไป เพราะตนไม่มีสด.9  ท่านพูดเอง  เอกสารที่เรียกร้องเพิ่มเติมคือหลักฐานการผ่อนผัน  ตนเข้าใจว่าเป็นกระบวนการภายในเมื่อเขาตรวจผมแล้วเขาถึงบรรจุ  ส่วนเรื่องบัญชีผ่อนผันมันเป็นคนละเรื่อง  ส่วนการแทงบัญชีขาดนั้น ก็อาจเป็นไปได้ว่าในการแก้เอกสารอาจไม่ได้แก้

 นายจตุพร ยังได้ลุกขึ้นตอบโต้อีกครั้งว่า ขอถามย้ำอีกครั้งว่าเมื่อวันที่  7 ส.ค.ที่ท่านสมัครเป็นอาจารย์รร.นายร้อยจปร. ท่านได้แสดง สด.9 หรือไม่  ถ้าท่านไม่แสดง เขารับท่านได้อย่างไร เพราะท่านหนีทหาร 7 เม.ย.30 แสดงว่าโรงเรียนนายร้อยจปร.ทำสด.9 ท่านหายใช่หรือไม่ แล้วการออกสด.9 ใบแทน แล้วลงวันผิด ทำไมท่านไม่ทักท้วง

 นายอภิสิทธิ์ชี้แจงอีกว่าวันที่ตนสมัคร เอกสารสด.9 มี และตรวจสอบได้ เพราะมีต้นขั้วอยู่  ส่วนการผ่อนผันก็มีตามหลักฐานที่เอามาให้ดู เวลาที่ออกใบแทน เขาก็เขียนใบแทนใบที่หาย และลงวันที่วันนั้น เขาจะไปออกลงวันที่ย้อนหลังให้ได้อย่างไร

 อย่างไรก็ตาม นายจตุพรไม่ลดละ ยังได้ลุกขึ้นตั้งคำถามกลับไปอีกว่าที่ท่านนายกฯอธิบายความก็คือใบแทน 8 เม.ย.31 ที่ท่านไปขอใบแทนถูกต้อง แต่ในการกรอกรายละเอียดเข้าบัญชีทหารกองเกินวันที่  มันต้องเป็น 4 ก.ค.29 แต่นี่ใส่วันที่ 8 เม.ย.31 จึงกลายเป็นเอกสารเท็จไป เพราะท่านไปขึ้นทะเบียนคือ 4 ก.ค.29  ที่ผมถามก็คือวันที่ 7 ส.ค.นั้นท่านได้แสดงใบนั้นหรือไม่ เพราะหนังสือ 8 เม.ย.31 นั้นถูกต้อง แต่วันที่ขึ้นทะเบียนไม่ถูก เพราะฉะนั้นการเป็นอาจารย์รร.นายร้อยของท่านจึงเป็นโมฆะแต่ต้น

 นายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้ง โดยบอกว่าการออกใบแทนอันนี้ ไม่ได้มีผลหรือความหมายกับการรับราชการทหารเลย เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากรับตนเข้ารับราชการมาแล้วครึ่งปี ส่วนเอกสาร 4 ก.ค.29 นั้นก็มีเรียบร้อยแล้ว และเขาใช้ใบนั้นในการรับตนเข้าไปแล้ว

 

พผ.กลุ่ม"ประชา"ขอฟังข้อมูลก่อนโหวต

นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน กลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กล่าวว่า จุดยืนของ ส.ส.ในกลุ่มยังเหมือนเดิม คือ ไม่ร่วมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนการลงมติจะฟังข้อมูลของพรรคเพื่อไทย หากไม่มีหลักฐานถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นในการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะใช้วิธีงดออกเสียง และเห็นว่า ข้อมูลที่จะใช้ในการอภิปรายฯ ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

"กษิต”อารมย์ดีมั่นใจแจงอภิปรายฉลุย

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานเปิดโครงการจัดทำข้อเสนอประเทศไทยเพื่อผลักดันเป็นข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฎิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการโดยไม่ใช้การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้ยืนยันต่อคณะทูตานุทูตที่เข้าร่วมงานกว่า 39 ประเทศ ว่าไทยจะให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงและจะผลักดันในเวทีโลกด้วย

 จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มถึงการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ว่า ขอฟังฝ่ายค้านก่อนและขอขอบคุณในความห่วงใยของประชาชนต่อตนเอง และมั่นใจข้อมูลที่เตรียมไว้ชี้แจงทุกข้อกล่าวหาเพราะเป็นข้อเท็จจริง

 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าจะหาเวลาลงพื้นที่เตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 กับประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ แน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนได้


เปิดอ่าน