บัญญัติ : “ ถ้าจะอภิปราย ต้องมาอภิปรายผมสิถึงจะถูก”

"พรรคการเมืองหรือบุคคลใด สมคบหรือรู้เห็นเป็นใจ ทำให้บุคคลอื่น หรือ กกต.มีความเชื่อหรือสำคัญผิดว่าพรรคการเมืองการใด มีความผิดถึงขั้นต้องถูกยุบพรรค บุคคลนั้นต้องได้รับโทษ และพรรคการเมืองนั้นก็มีสิทธิถูกยุบพรรคเช่นเดียวกัน จึงอยากให้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ระมัดระว

 ดูเหมือนว่าเป้าของศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เที่ยวนี้ จะพุ่งไปที่งบบริจาค 258 ล้านบาท กับงบจากองทุนพัฒนาการเมือง 23 ล้านบาท ที่ฝ่ายค้านมือใหม่หัดขับอย่างพรรคเพื่อไทย ตั้งใจจะใช้เป็นหมัดน็อกรัฐบาลกลางสภา
 ท่ามกลางปมร้อนที่เกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะต้นสายปลายเหตุ ดันไปเกิดขึ้นในยุคที่ “ทศวรรษใหม่” ผงาด “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ขึ้นคุมบังเหียนค่ายสะตอ
 แต่วันนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี แกนนำกลุ่ม “ผลัดใบ” ก้าวเข้ามาบริหารประเทศใน และตกเป็นเป้าล่อให้พรรคฝ่ายค้านจ้องซักฟอก “บัญญัติ บรรทัดฐาน” จึงยอมเปลือยใจแบบหมดเปลือกกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
 เมื่อพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เราพร้อมให้ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่เงื่อนไขการอภิปรายจะต้องมีน้ำหนักเพียงพอ เพราะการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีถือเป็นมาตรการขั้นร้ายแรงที่สุดในทางการเมือง เพราะฉะนั้นจะทำให้พอผ่านไม่ได้
 เท่าที่ติดตามข่าวขณะนี้ก็มีเพียง 2-3 คน คือ และเชื่อว่าจะมีมากกว่านี้ เพราะเอาให้มากเข้าไว้ ข้อมูลจะได้เยอะๆ เพราะรู้ว่าพรรคฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลอะไรที่จะนำมาอภิปรายรัฐบาลได้ ผมฟังคุณเสนาะ (นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช) แล้วรู้สึกว่าเข้าท่า หากไม่มีข้อมูลก็ไม่ควรที่จะออกมาซ้ำเติมให้เกิดความขัดแย้งในสังคมเกิดขึ้น

วันนี้พูดได้เพราะเป็นรัฐบาล แต่ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายหรือไม่ ?
 ไม่นะ จะเห็นได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์มีมาตรฐาน เห็นได้จากการอภิปรายรัฐบาลนายสมัคร สนุทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ก็รอให้รัฐบาลได้ทำงานผ่านไปก่อน 6 เดือน จนเห็นความบกพร่องมากมายของรัฐบาล จึงมั่นใจว่าจะสามารถยื่นอภิปรายได้ จึงตัดสินใจยื่นในที่สุด ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์หนีการตรวจสอบ แต่อยากให้ฟังเสียงอย่างรอบด้าน เพราะขณะนี้หลายฝ่ายยังอยากให้เวลารัฐบาลในการบริหารประเทศ ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกในสังคม

ดูเหมือนว่าฝ่ายค้านจะยังไม่มีข้อมูลในการอภิปราย แต่ได้พยายามเอาข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับเงินบริจาค 258 ล้านบาท และเงินจากกองทุนพัฒนาการเมืองจำนวน 23 ล้านบาท เอาไว้เป็นหมัดน็อกรัฐบาล ?
 เรื่องนี้คนที่เกี่ยวข้องได้มาชี้แจงหมดแล้ว แต่เข้าใจว่ามีความพยายามจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงจนนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต และพยายามที่จะหาเหตุมาอภิปราย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรมากมาย แต่เกิดการหยิบเอาประเด็นนั้นประเด็นนี้มาปะปนกันจนทำให้เกิดความสับสน เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า บริษัททีพีไอมาว่าจ้างให้บริษัท แมสไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เพื่อเป็นค่าจ้างโฆษณา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ว่างจ้างบริษัทนี้ในการจัดทำโฆษณาเช่นเดียวกัน เพื่อจัดทำป้ายแนะนำตัวผู้สมัคร ส.ส.และป้ายหาเสียง ก่อนหน้านี้พรรคก็จ้างหลายบริษัท แต่เห็นสมาชิกหลายคนมาจ้างบริษัทนี้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเลยมาจากบริษัทเดียวกันซะ จะได้ไม่ยุ่งยาก จึงเห็นเจ้าของบริษัท นายประจวบ สังข์ขาว เดินเทียวเข้าเทียวออกภายในพรรค เพราะมีความรู้จักสนิทสนมกับคนในพรรค โดยก่อนหน้านี้ก็มี ส.ส.ของพรรคร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคด้วยคือ นางสุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง ลูกสาวนายสุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง แต่ได้ลาออกตั้งแต่ปี 2543-2544 แล้ว
 ที่มีชื่อของ นายนิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สัดส่วน อดีตรองเลขาธิการพรรค เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น นายนิพนธ์มีการชี้แจงไปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างพรรคประชาธิปัตย์ทำอย่างโปร่งใส เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ผมเป็นหัวหน้าพรรค หลังจากเกิดข่าวนี้ขึ้นผมก็กลับมาพลิกดูเอกสารที่เกี่ยวข้องและแฟ้มเก่าๆ อีกครั้ง ก็ไม่พบว่าอะไรที่ผิดปกติ และจากการตรวจสอบของ กกต.ก็ไม่พบว่าบริษัททีพีไอบริจาคเงินให้แก่พรรคประชาธิปัตย์มากถึง 258 ล้านบาท แต่บังเอิญว่าเราไปว่าจ้างบริษัทโฆษณาเดียวกันก็เท่านั้น และเหตุการณ์มันเกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวที่ผมเป็นหัวหน้าพรรคเมื่อปี 47-48 กับนายอภิสิทธิ์
 ผมจำได้ว่า หลังจากพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งในปี 2548 พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ผมได้ประกาศลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค และมีการตั้งหัวหน้าพรรครักษาการขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่แทนคือนายอภิสิทธิ์ และหลังจากที่พรรคได้จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคขึ้นมาใหม่ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรค จึงมีการรายงานงบต่างๆ ให้ กกต.ทราบ ความจริงถ้าฝ่ายค้านจะอภิปรายต้องยื่นอภิปรายผมสิ ถึงจะถูกต้อง ไม่ใช่อภิปรายนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญผมไม่ได้มีตำแหน่งใน ครม. จึงต้องหาคนที่เกี่ยวข้องในช่วงคาบเกี่ยวกันมาทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเรื่องนี้เข้าใจว่าคนที่เกี่ยวข้องรวมถึงบริษัททีพีไอ ก็ออกมาชี้แจงหมดแล้ว และหากจะมีการพูดถึงเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายอีก บริษัททีพีไอ ก็ประกาศว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย สุดท้ายเรื่องนี้ก็จบไป

เห็นพรรคฝ่ายค้านออกมาระบุว่าข้อมูลทั้งหมดอยู่ในการตรวจสอบของดีเอสไอ และข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือของพรรคฝ่ายค้านแล้ว ?
 ยิ่งเป็นเรื่องดี ที่ดีเอสไออยู่ในระหว่างการตรวจสอบ และควรจะให้ดีเอสไอตรวจสอบให้เสร็จก่อน ฝ่ายค้านจะไปรู้ดีกว่าดีเอสไอได้อย่างไร และขั้นตอนการยุบพรรคการเมืองก็ไม่ใช่ว่าจะยุบกันได้ง่ายๆ ต้องมีคนไปยื่นให้นายทะเบียนพรรคการเมือง คือ กกต.ตรวจสอบ จากนี้ กกต.ก็เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยุบพรรคต่อไป ผมอยากฝากไปยัง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า พรรคการเมืองหรือบุคคลใด สมคบหรือรู้เห็นเป็นใจ ทำให้บุคคลอื่น หรือ กกต.มีความเชื่อหรือสำคัญผิดว่าพรรคการเมืองการใด มีความผิดถึงขั้นต้องถูกยุบพรรค บุคคลนั้นต้องได้รับโทษ และพรรคการเมืองนั้นก็มีสิทธิถูกยุบพรรคเช่นเดียวกัน จึงอยากให้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ระมัดระวังด้วย เดี๋ยวจะต้องถูกยุบพรรครอบ 2 รอบ 3 เสียบุคลากรทางการเมืองไปอีก เพราะการจะอภิปรายต้องเอาข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งหมดมาอภิปรายกันเท่านั้น และผมเห็นว่าขณะนี้รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศได้เพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น จึงไม่สมควรที่จะยื่นอภิปราย

สิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังคืออะไร ?
 สิ่งที่รัฐบาลต้องระมัดระวังในขณะนี้มี 3 เรื่อง ที่ผมเรียกว่า 3 ยุ่ง ยุ่งแรกก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบทั่วโลก ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย และต้องยอมรับว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในสภาวะที่ไม่ปกติ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้นการบริหารงานของรัฐบาลต้องทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเดินหน้าไปด้วย หากทำไม่ได้ก็จะกลายเป็นเรื่องยุ่ง ยุ่งที่สองคือ เกมป่วนในสภา เพราะขณะนี้มีการเล่นเกมป่วนอย่างหนักในสภา เพราะรู้แล้วว่าเจ้าของพรรคตัวจริงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณมี 5 มี ที่จะเดินเกมป่วน มีแรกคือ ทุน ซึ่งทุกคนรู้ดีว่ามีเงินเป็นจำนวนมาก สอง มีพรรคในสภา อย่างที่เห็นชัดว่า ขณะนี้มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีสามคือ เครือข่ายคนเสื้อแดง ที่ขณะนี้เห็นได้ประจักษ์ชัดว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกับพรรคเพื่อไทย และเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีสี่คือ ดี สเตชั่น มีห้าคือ มีแนวร่วมสื่อ ในการขยายเกมปั่นป่วนให้เกิดขึ้นทั้งในและนอกสภา รัฐบาลจึงต้องระมัดระวังเรื่องนี้ ไม่ควรที่จะประมาทเป็นอันขาด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังหวังที่จะกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้ง เพราะคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าตัวเองทำถูกมาโดยตลอด แต่คนอื่นเป็นคนผิด

บัญชา แข็งขัน
เสถียร วิริยะพรรณพงศา


เปิดอ่าน