royal coronation
วันที่ 20 กรกฎาคม 2562
การเมือง

"ประวิตร" จ้องคุมพลังงาน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2562 - 09:00 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,คลัง,พลังงาน,สมคิด จาตุศรีพิทักษ์,อนุทิน ชาญวีรกุล
Shares :
เปิดอ่าน 4,979 ครั้ง

ที่มา : หน้า 1 หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562

 

 

          ครม.ใหม่ยังแบ่งงานไม่ลงตัว เผยระดับรองนายกฯ ส่อขัดแย้ง เหตุ “ประวิตร” ต้องการคุมกระทรวงพลังงาน อ้างเป็นเรื่องความมั่นคง ด้าน “สมคิด” ยังมั่นใจบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางพรรคร่วมได้ มุ่งแก้ปัญหาฐานราก กระทรวงคลังหัวหอก พร้อมสั่ง “อนุทิน” ดันโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่องรัฐบาลก่อน  ม.หอการค้าไทย แนะรัฐบาลใหม่ เร่งอัดฉัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท ดันจีดีพีโตเพิ่ม 0.7%

 

 

          ภายหลังโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา นับเป็นความชัดเจนบุคคลที่จะร่วมงานกับรัฐบาลประยุทธ์ 2 แต่ยังมีขั้นตอนการแบ่งงานของ ครม.ใหม่ในแต่ละกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีรัฐมนตรี 4 คน จาก 4 พรรคการเมือง ยังไม่ลงตัว แต่ไม่มีความขัดแย้งเท่ากับการแบ่งงานของรองนายกรัฐมนตรี


          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีปัญหาในการแบ่งงานในระดับรองนายกรัฐมนตรี 3 คน คือนายวิษณุ เครืองาม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยังไม่มีข้อสรุปและมีแนวโน้มจะขัดแย้งกัน โดยเฉพาะระหว่าง พล.อ.ประวิตรและนายสมคิด แม้จะมีความชัดเจนว่านายวิษณุ เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ แต่เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้ควบ รมว.กลาโหม เหมือนสมัยรัฐบาลประยุทธ์ 1 จึงต้องการจะเอากระทรวงพลังงานมากำกับดูแลเอง


          “แม้จะเป็นกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจที่น่าจะอยู่ในกำกับดูแลของนายสมคิด แต่ พล.อ.ประวิตรอ้างว่าพลังงาน เป็นเรื่องของความมั่นคง พร้อมยกตัวอย่างในรัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น”

 

          ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลประยุทธ 1 กระทรวงพลังงานไปอยู่ในการดูแลของ พล.อ.อ.ประจิน เนื่องจากเมื่อเดือน ก.ย.2558 มีการปรับ ครม.กันใหม่ โดยก่อนหน้ากระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นกระทรวงทางด้านเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ตามสายงาน


 


          กระทั่งมีการปรับ ครม.เมื่อเดือน ก.ย.2558 ให้นายสมคิดเข้ามาทำหน้าที่แทน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ส่วน พล.อ.อ.ประจินถูกโยกจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม ไปเป็นรองนายกฯ จึงแบ่งงานกันใหม่ให้ พล.อ.อ.ประจินเป็นรองนายกฯ คุมกระทรวงพลังงานด้วย


          สำหรับกระทรวงพลังงานปีงบประมาณ 2562 แม้จะมีงบ 2,300 ล้านบาท กับเงินนอกงบประมาณ 8,500 ล้านบาท รวมแล้วเพียง 10,800 ล้านบาท แต่ยังมีขุมทรัพย์และผลประโยชน์มาหศาล อาทิ นโยบายเปลี่ยนเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า IPP ถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ อำนาจการอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตนำเข้าก๊าซ LNG มูลค่า 1 แสนล้านบาท การให้เอกชนเสนอค่าไฟฟ้าต่ำโดยไม่ต้องประมูล IPP อีก 8 โรง 6,900 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 1 แสนล้านบาท รวมทั้งโครงการก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 รออนุญาตการนำเข้าและจำหน่าย LNG ของเอกชน มูลค่า 5.5 หมื่นล้านบาท เป็นต้น


          สมคิด” สั่ง “อนุทิน” ดันเมกะโปรเจก
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าในการบริหารงานเศรษฐกิจจะสามารถทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ เนื่องจากนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมีความคล้ายกันในหลายเรื่องโดยเฉพาะการทำให้เศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็งมีความสามารถในการแข่งขัน และช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากมีความแข็งแรงมากขึ้น 


          ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจฐานรากกระทรวงการคลังก็เตรียมงบประมาณไว้พร้อมแล้ว เพื่อให้นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายซึ่งไม่เฉพาะฐานหลักแต่จะเป็นมาตรการเป็นการทั่วไปด้วย


          “ขณะนี้ตัวแทนของพรรคต่างๆอยู่ระหว่างการจัดทำนโยบายร่วมกัน โดยในส่วนของพรรคพลังประชารัฐทำนโยบายเสร็จแล้วอยู่ระหว่างการหารือกับพรรคร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาอย่าไปคิดอะไรมากมาย เพราะการทำงานมันว่างมาครึ่งปี แต่ครึ่งปีหลังในเมื่อเรารู้ว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ก็ต้องหันมาเน้นที่ภายในประเทศมองว่าสิ่งที่จะช่วยเศรษฐกิจภายในประเทศได้คือเรื่องของโครงการลงทุนโครงการต่างๆ”


          นายสมคิดกล่าวด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน ในครึ่งปีหลังแม้การเมืองไทยจะมีความชัดเจนขึ้นแต่เศรษฐกิจโลกก็ยังไม่ดีโดยการที่ธนาคารโลก (world bank) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้เหลือ 3.5% จากเดิม 3.8% ว่าเป็นตัวเลขที่ถือว่าน่าพอใจในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเป็นแบบนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวมากกว่าที่ธนาคารโลกคาดการณ์ได้หากทุกฝ่ายช่วยกัน


          ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายหลังครม.ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว เรื่องแรกที่ทีมเศรษฐกิจจะเดินหน้า นายสมคิด กล่าวว่า ตนไม่มีทีมเศรษฐกิจ มีแต่พี่ๆ น้องๆ ที่กระจายตามกระทรวงต่างๆ ซึ่งคิดว่าตนสามารถประสานกับน้องๆทุกคนได้ ซึ่งร่วมถึงรัฐมนตรีจากต่างพรรคด้วยเพราะรู้จักกันหมด


          “ได้หารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคมให้ช่วยเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆให้รวดเร็วไม่ให้ติดขัด” นายสมคิดกล่าว


          ใช้ประธานอาเซียนเสริมจุดแข็ง
          นายสมคิดย้ำว่า จะพยายามสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อ โดยไม่อยากให้ประเทศไทยเสียโอกาส จะใช้ความเป็นประธานอาเซียน เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้โชว์ตัวเอง แต่ที่ผ่านมาข่าวอาเซียนถูกกลบด้วยข่าวการเมือง การเป็นประธานอาเซียนเชื่อว่าไทยค่อนข้างโดดเด่นในภูมิภาคนี้


          ม.หอการค้าแนะอัดเงินกระตุ้น ศก.
          นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรเศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะทำให้ จีดีพี ในครึ่งปีหลังโต 3.5-4% ได้ เนื่องจากฐานในปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งหากรัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วใน 4 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. เร่งใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้งบประมาณ 5 หมื่น – 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากใช้เม็ดเงิน 5 หมื่นล้านบาท ก็จะกระตุ้นให้จีดีพีเติบโตได้ 0.2-0.3% หากใช้เม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท ก็จะทำให้จีดีพีโตได้ 0.5-0.7%


          2. เร่งดำเนินการประกันราคาสินค้าเกษตรในกลุ่มพืชผลหลักของประเทศ จะเป็นมาตรการสำคัญที่จะเห็นผลอย่างทันที 3. การเติบเงินให้กับประชากรฐานรากและท้องถิ่น โดยการส่งเสริมให้หน่วยงานราชการและเอกชน จัดประชุมสัมมนา และจัดกิจกรรมต่างๆในต่างจังหวัด รวมไปถึงการใส่เงินลงไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


          4. ดำเนินนโยบายค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ เพราะค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นมากทำให้กระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและภาคเอกชนมาก และ5. เร่งผลักดันแผนการลงทุนต่างๆภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้รวดเร็วตามเป้าหมาย


          ถกนโยบายรัฐบาลจ่อแถลง23ก.ค.
          วานนี้ (11 ก.ค.) มีการประชุมตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรค มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมในการจัดทำนโยบายรัฐบาล เป็นประธาน มีการหารือการกำหนดนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยพรรคพลังประชารัฐได้เร่งบรรจุนโยบายของพรรคที่มีทิศทางเดียวกัน ให้ได้โครงร่างนโยบายที่เห็นพ้องต้องกันทุกฝ่าย ก่อนจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


          ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร แจ้งในที่ประชุมสภารับทราบร่วมกันถึง พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ครม.และแจ้งในที่ประชุมว่า รัฐบาลอาจจะขอแถลงนโยบายในวันที่ 23-24 ก.ค.นี้ สำหรับสถานที่ที่จะใช้แถลงนโยบายนั้น จะใช้ที่รัฐสภาชั่วคราว อาคารหอประชุมใหญ่ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน).

Shares :
เปิดอ่าน 4,979 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ