royal coronation
วันที่ 25 สิงหาคม 2562
การเมือง

3 บก.ทุบโต๊ะ ใครหนักแผ่นดิน ยุบ-ไม่ยุบ ทษช. อนาคตใหม่มาแรง?

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 - 22:28 น.
3 บก,ผบทบ,การเมือง,ทษช,หนักแผ่นดิน,อนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,เจ๊หน่อย สุดารัตน์
Shares :
เปิดอ่าน 3,401 ครั้ง

3 บก.ทุบโต๊ะ ใครหนักแผ่นดิน กางขั้นตอนยุบ-ไม่ยุบ ทษช. จับตาอนาคตใหม่มาแรงจริงหรือไม่? พร้อมถกเรื่องงบประมาณกลาโหมฯ

คลิปที่ 1

        เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 18.00 น. นายสมชาย มีเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nation Group นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และนายบากบั่น บุญเลิศ บรรณาธิการอำนวยการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดรายการ ผ่านทาง Facebook Live ที่แฟนเพจ คมชัดลึก ได้มีการพูดถึงประเด็นร้อนของสังคมว่า ใครกันที่หนักแผ่นดิน พร้อมกางขั้นตอนยุบ-ไม่ยุบทษช. และจับตาอนาคตใหม่มาแรงจริงหรือไม่

     3 บก.ใหญ่ เครือเนชั่น ได้ทุบโต๊ะประเด็นแรกถึงวาทกรรม “หนักแผ่นดิน” ที่กำลังเป็นกระแสสังคมว่ามาจากการที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้บอกให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน โดยเหตุการณ์ที่มานั้นเกิดจากการที่ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามพล.อ.อภิรัชต์ถึงการดูแลสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหาเสียงขณะนี้ โดยพล.อ.อภิรัชต์ย้อนถามกลับว่า “เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้” ซึ่งนักข่าวตอบว่า รักปอนๆ แต่ทางด้าน พล.อ.อภิรัชต์ ก็ตอบสวนกลับมาว่า “หนักแผ่นดิน" โดยผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามต่อถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวปราศรัยเสนอนโยบายตัดงบกลาโหม 10 เปอร์เซ็นต์ และยกเลิกการเกณฑ์ทหารว่าคิดเห็นอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์  ได้กล่าวว่า “ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน" ซึ่งทางด้านของ คุณหญิงสุดารัตน์ ก็ได้ออกมาโพสต์เฟสบุ๊คโต้กลับถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า “ต้องเพิ่มงบทหารหรือถึงจะไม่หนักแผ่นดิน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่หยิบยกมาจากโพสต์ของคุณหญิงสุดารัตน์

     นายสมชาย ได้อธิบายถึงที่มาของเพลงหนักแผ่นดินว่า เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นพ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก เมื่อ พ.ศ. 2518 ขับร้องโดย ส.อ.อุบล คงสิน และศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เพื่อใช้เปิดปลุกใจให้รักชาติ ในการต่อสู้ทางการเมืองกับขบวนการคอมมิวนิสต์ และหลังจากนโยบาย 66/23 เพลงนี้ก็หายไปในสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้ามาเป็นรัฐบาล ก่อนที่เพลงนี้จะกลับมาดังอีกครั้งตอนปี พ.ศ. 2549 ที่ม็อบพันธมิตรได้ออกมาประท้วงขับไล่ “ทักษิณ” ซึ่งได้นำเอาเพลงหนักแผ่นดินมาเปิดและร้องเพื่อปลุกใจ โดยใช้เป็นเพลงนำของกลุ่มในขณะนั้น มาจนถึงบัดนี้เพลงหนักแผ่นดินก็ได้กลับมาดังอีกครั้ง จากกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ ได้ไล่ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินข้างต้น โดยได้มีการเปิดเพลงนี้ในสถานีวิทยุของทหารทั้ง 126 สถานีด้วย แต่ก็ไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ว่ามีการสั่งการให้เปิด เพราะจริงๆเพลงนี้ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่ถูกเปิดเพื่อปลุกใจทหารเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งก็ถูกเปิดแค่เพียงช่วงเที่ยงเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดกระแสมากๆ ในตอนเย็นเพลงนี้ก็ได้ถูกสั่งปิดไปไม่ให้เปิดอีก

     โดยนายวีระศักดิ์  ได้ระบุว่า ตอนนี้มีประเด็นที่ทางกองทัพโดนโจมตีอยู่ 4 เรื่อง คือ 1. เรื่องงบของทหาร ที่ถูกเสนอให้ตัดงบออกมา 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาฟื้นฟูสตาร์ทอัพที่คุณหญิงสุดารัตน์เสนอ 2. เรื่องทหารเกณฑ์ 3. เรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และ 4. เรื่องการปฏิรูปกองทัพ

     นายสมชาย กล่าวว่า ซึ่งตอนนี้ฝ่ายการเมืองกำลังขย้ำกองทัพใน 4 ประเด็นนี้อยู่ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ที่ได้อาศัยจังหวะนี้ออกมากลับคำพูดของตนที่เคยบอกไว้ว่าจะหยุดการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งหลังจากที่โดนคดียุบพรรคไปว่าต้องขอหยุดการปราศรัยหาเสียงเพราะอยู่ในช่วงที่อ่อนไหว แต่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กลับอาศัยจังหวะนี้ออกมาประกาศว่าจะกลับมาหาเสียงอีกครั้ง และขอทำนายได้เลยว่าประเด็นแรกจะมีธงนำคือ การต่อต้านทหาร ส่วนทางด้านหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคนั้นยังไม่มีความเคลื่อนไหว เพราะกำลังต่อสู้คดีอยู่ และก็มีอีกหนึ่งพรรคที่ออกมาขย้ำกองทัพด้วยก็คือ พรรคเพื่อชาติ แต่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร โดยตอนนี้กองทัพก็เป็นเหมือนกับแพะรับบาป จากการที่ถูกพรรคการเมืองออกมาโจมตีในประเด็นดังกล่าว เชื่อว่าหลังจากนี้ในทุกเวทีปราศรัยจะมีการหยิบประเด็นเหล่านี้มาใช้ในการหาเสียงแน่นอน 

     ทั้งนี้ได้มีการกล่าวถึง กรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.พรรครักประเทศไทย โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก เรื่อง “ทหารกับนักการเมือง” ว่า ตราบใดที่นักการเมืองยังทะเลาะกัน ก็หนีทหารไม่พ้น นี่แค่ปล่อยให้หาเสียงก็เริ่มตีกันเสียแล้ว เข้าสภาไป เดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก เมื่อโจทย์ไม่ได้แก้ คำตอบก็ยังเหมือนเดิม รัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเราไม่รู้จักจำ...”  และได้ระบุด้วยว่า “หากจะกันทหารออกจากการเมือง เพื่อไทยต้องเลิกใช้อำนาจเกินเลย ประชาธิปัตย์ต้องไม่เล่นเกมนอกสภา” ซึ่งนายสมชาย บอกว่า นี่น่าจะเป็นคำอธิบายที่ลงตัวถึงเรื่องการเมืองกับทหาร เพราะถ้าพรรคการเมืองที่กำลังดำเนินการอยู่ในสภาไม่สร้างเงื่อนไขให้กองทัพออกมา กองทัพก็ไม่สามารถออกมาได้ 

        นายบากบั่น ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ประชาชนต่างกังวลจากบรรยากาศที่ดูตึงๆ ทางการเมือง เหมือนกับว่าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาฯ จะมาไม่ถึง โดยนายวีระศักดิ์ ได้กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ตนมีความรู้สึกว่า คนที่อยากเลือกตั้งกำลังสร้างกระแสว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง 

     นายสมชาย กล่าวว่า อย่างในวันนี้ก็มีกลุ่มคนสองกลุ่มเดินทางไปที่ด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) คือ กลุ่มของนายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง และนายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ พร้อมด้วยตุ๊กตาหมีขนาดใหญ่ ได้มาเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นกลางทางการเมือง โดยนายเอกชัยได้นำเชือกมาพันรอบคอตุ๊กตาหมีเตรียมพร้อมไว้ ต่อด้วยการเปิดเพลง “ประเทศกูมี” จากเครื่องขยายเสียงที่นำติดตัวมาด้วย จากนั้นสมาชิกในกลุ่มก็ได้เตรียมนำตุ๊กตาหมี ขึ้นผูกบนต้นไม้ แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาหยุดการกระทำกิจกรรมดังกล่าว

        และอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พร้อมพวกซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนนักศึกษาประมาณ 4 คน เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึก ถึงพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพื่อขอให้ยกเลิกการเปิดเพลงหนักแผ่นดินในสถานีวิทยุเครือกองทัพบก และเสียงตามสายในหน่วยทหาร ซึ่งก็ได้โดนปรับไป เพราะว่าไปชุมนุมโดยไม่ได้ขออนุญาติ ซึ่งก็เป็นการกระทำที่ส่งผลต่อความกังวลว่าจะไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าจริงๆแล้วกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง อยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ถ้าอยากให้มีก็อย่าพยายามสร้างสถานการณ์อะไรเลยจะดีกว่า อย่าไปแหย่รังแตน เพราะ ถ้าไปรุกมากเกินไป จากบรรยากาศทางการเมืองที่กำลังดีๆ กำลังจะคลี่คลายไปสู่ระบอบประชาธิปไตยก็จะน่าเป็นห่วงอีก

 

เรื่องการตัดงบประมาณของกลาโหมฯ จากพรรคการเมืองต่างๆ 

     ได้ระบุว่า ทุกคนได้ตัวเลขเหมือนกันทุกพรรค แต่ต่างกันตรงที่วิธีการอธิบาย ว่าใครจะหยิบมาอธิบายอย่างไร โดยเริ่มจากทางพรรคไทยรักษาชาติ ที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ได้ออกมาอธิบายโดยใช้อัตราการขยายตัวของงบประมาณประจำปีระหว่างกลาโหม และกระทรวงศึกษาธิการ มาประกอบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความต่างของอัตราการเพิ่มลดของงบประมาณ ที่งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการมีการชะลอตัว และลดลงอย่างต่อเนื่องคือ -0.6% ในปี2560 -1.2% ในปี2561และ-4% ในปี2562 มาเทียบกับงบที่เพิ่มขึ้นของกลาโหม  


    จากเพจ “ลุงตู่ตูน” ก็นำเสนอโดยเอาสัดส่วนของงบประมาณกลาโหมมาเปรียบเทียบกับสัดส่วนงบประมาณโดยรวม ซึ่งพบว่ารัฐบาลที่ให้งบกับกลาโหมฯ สูงที่สุดก็คือรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลกราฟฟิกจากเพจนี้ไม่เป็นความจริง

     

        โดยด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ Korn Chatikavanij เกี่ยวกับข้อเท็จจริงเรื่องงบกระทรวงกลาโหม โดยระบุว่า ไม่มีเจตนาจะปกป้องหรือกล่าวหาใคร แต่หากดูจากตารางจะเห็นว่า 

1. งบทหารเพิ่มขึ้น(เกือบ) ทุกปีจริง แต่ตามจริงงบทุกกระทรวงก็เพิ่มขึ้นตาม GDP ที่สูงขึ้นเหมือนกัน

2. ปีเดียวที่กล้าปรับลดงบทหารลงไปคือ ในสมัยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตรเป็นรมว. กลาโหม)

3. หากวัดจากสัดส่วนต่อ GDP เราจะเห็นว่างบทหาร ไม่ได้ผิดปกติ และลดลงต่อเนื่องในยุค คสช.

4. แต่ละประเทศจะมีการจัดสรรงบทหารตามความเหมาะสมตามสถานการณ์ของตน ปกติจะใช้วิธีเปรียบเทียบกับขนาดของเศรษฐกิจ (GDP) ซึ่งจะเห็นว่ามีทั้งตํ่ากว่าและสูงกว่าเรา พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงงบกลาโหม โดยนำสัดส่วนมาเทียบกับจีดีพีออกมาเป็นกราฟด้วย

         ส่วนที่ทางฐานเศรษฐกิจเองก็ได้ทำกราฟฟิกออกมาให้เห็นเช่นกันว่า งบกลาโหมฯนั้น มีการเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะจับข้อมูลใดมาใช้ในการอธิบาย ไปเปรียบเทียบกับอะไร เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ตัวเองอยากจะบอก 

     เมื่อนายบากบั่นถามว่า เห็นด้วยกับการตัดลดงบประมาณของกองทัพหรือไม่

       นายสมชาย ตอบว่า ต้องไปดูในเนื้อแท้ว่าจริงๆแล้ว เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำเท่าไหร่ รายจ่ายประจำถ้าคุณตัดก็คือไล่คนออก ซึ่งหากจะลดขนาดกองทัพก็มีวิธีคือ การไม่รับคนเพิ่มก็จะทำให้งบค่อยๆทยอยลดลงได้ แต่ถ้าไปประกาศโครมจะลดลง 10 % นั้นไม่สามารถทำได้ และการลดจำนวนนายพลลงก็ลดได้ ซึ่งจะทำให้กองทัพเล็กลง ทั้งยังสอดคล้องกับยุคสมัยด้วย เพราะสมัยนี้ใช้ระบบของไอทีมากขึ้น กองทัพอาจจะรบด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น

       ทางด้านนายวีระศักดิ์ ตอบว่า วันนี้ที่ดีเบตเหมือนเป็นการดีเบตจากส่วนปลาย จะต้องเริ่มที่การปฏิรูปกองทัพก่อน มาคุยกันให้ตกในเรื่องนี้ ว่าจะปฏิรูปกองทัพให้เป็นอย่างไร กองทัพควรมีขนาดจิ๋วแต่แจ๋วขนาดไหน และค่อยไปดูว่านโยบายที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นมีความสอคล้องกับการปฏิรูปของกองทัพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการที่คุณหญิงสุดารัตน์ ออกมาเสนอให้ตัดงบกลาโหมฯ 10% ไปช่วยสตาร์ทอัพนั้นก็ไม่ถูกต้อง เพราะปัญหาของสตาร์ทอัพไม่ได้อยู่ที่งบที่การเงิน แต่อยู่ที่ไอเดีย  ซึ่งถ้าพูดถึงในเรื่องนี้ตนเห็นด้วยกับการตัดลดงบกลาโหมฯ แต่ต้องไปเริ่มที่การปฏิรูปกองทัพด้วยว่าจะมีการปรับลดอย่างไร จะมีหรือไม่มีการเกณฑ์ทหาร

 

กางขั้นตอนยุบ-ไม่ยุบพรรคทษช.

       ซึ่งในวันนี้ได้มีการยื่นเอกสารไปแล้ว โดยพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ได้ยื่นไปทั้งหมด 8 ประเด็น ในการแก้ข้อกล่าวหายุบพรรค ว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรยุบพรรคทษช. และได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค 14 คนและพยานคนกลางซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอีก 4 ปาก ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นใคร โดยขั้นตอนก็คือ ในวันที่ 20 นี้ทางพรรคได้มีการส่งคำแก้ข้อกล่าวหาไปแล้ว ต่อไปก็ต้องรอว่าในวันที่ 27 กุมภาฯ ศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน จะพิจารณาออกมาอย่างไร โดยจะดูว่าเอกสารที่ทางพรรคส่งมามีความเพียงพอหรือไม่ และมีประเด็นอะไรที่ติดขัดต้องมีการเรียกสืบพยานหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นศาลก็จะมีการนัดวันพิพากษาออกมา ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะเป็นวันที่ 6 มีนาฯนี้ ที่ศาลจะนัดลงมติตัดสินคดี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเรื่องนี้ควรตัดสินก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง ถ้าไม่ยุบพรรคทษช.ก็จะได้ลงสนาม ถ้ายุบก็จะได้ไม่ต้องลงสนาม คะแนนเสียงที่ประชาชนไปเลือกก็จะไม่เสียเปล่า 

จับตาอนาคตใหม่มาแรงจริงหรือไม่

       ถือว่าพรรคอนาคตใหม่กระแสตอนนี้กำลังมาแรง จากกลุ่มสาวๆ และเด็กรุ่นใหม่ และในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการออกมาโจมตี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในหลายๆประเด็น ซึ่งกะท้อนยิ่งทุบก็ยิ่งหวาน “ธนาธร” ก็เลยยิ่งดัง คนก็เลยยิ่งอยากจะรู้จัก และคะแนนจะมาหรือไม่นั้นก็ไม่อาจรู้ แต่ที่รู้แน่ๆคือเสียงดัง โดยตอนนี้ก็มีคนที่ออกมาปะฉะดะกับคุณธนาธรเลยก็คือ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่ออกมาท้า “ธนาธร” ว่ากล้า “ปฏิญาณ” จงรักภักดี ชาติ ศาสนา สถาบันฯไหม?” เพราะ ธนาธรนั้นถือเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของหนังสือนิตยสารฟ้าเดียวกัน และะก็รู้กันว่านิตยสารนี้ได้มีการให้ร้ายกับสถาบันฯ

          และอีกท่านหนึ่งคือ นายสุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์บทความเรื่อง "ความย้อนแย้งของปรากฏการณ์สลายขั้ว" ซึ่งได้บอกไว้ด้วยว่านโยบายของพรรคอนาคตใหม่จะทำให้ประเทศชาติเจ๊ง กับ 2 นโยบายนี้ คือ 1.คัดค้านเรื่องการเกณฑ์ทหาร ให้ใช้งบประมาณจ้างผู้สมัครใจแทน 2.ให้ประชาชนมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเทียบเท่ากับข้าราชการ โดยตอนท้ายของบทความได้ระบุด้วยว่า"...พรรคอนาคตใหม่ที่ควรทำหน้าที่เป็นตัวแทนของขบวนการคนเสื้อแดงสายอุดมการณ์ในสภา แต่น่าเสียดายที่ธนาธรหัวหน้าพรรคกลับรีบออกมาปฏิเสธผ่านสื่อทีวีว่า ตัวเขาไม่ใช่คนเสื้อแดง ซึ่งพูดไม่ตรงกับใจอย่างชัดเจน”

Shares :
เปิดอ่าน 3,401 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ