"ศรีสุวรรณ" ร้อง "ป.ป.ช." สอบเพิ่ม"บิ๊กป้อมนาฬิกาหรู"

การเมือง  :  12 ก.ย. 2561

 "ศรีสุวรรณ" ร้อง "ป.ป.ช." สอบเพิ่ม"บิ๊กป้อมนาฬิกาหรู" หวังปิดทางดิ้นปมรับประโยชน์เกิน 3 พัน ระบุ แม้เจ้าตัวบอกคืนเจ้าของหมดแล้ว แต่ใช่พ้นผิด

 

          สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  - 12 ก.ย.61- "ศรีสุวรรณ" ร้อง "ป.ป.ช." สอบ "บิ๊กป้อม" เพิ่ม "ปมนาฬิกาหรู" ระบุ แม้เจ้าตัวบอกคืนเจ้าของหมดแล้ว แต่ใช่พ้นผิด ชี้ เข้าข่ายรับประโยชน์เกิน 3 พัน ลั่นต้องยื่นเรื่อง หวังปิดทางดิ้น แถมดักคอ "ป.ป.ช." ใช้เป็นข้ออ้างเกียร์ว่าง       

 

          นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. โดยกล่าวหาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ป.ป.ช. เพิ่มเติม หลังจากก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว 2 ข้อกล่าวหา คือ 1.จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.อันเป็นเท็จ และ 2.กรณีการร่ำรวยผิดปกติ 

          โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมาพล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับการครอบครองนาฬิกาหรูหลายเรือนมูลค่าหลายล้านบาทโดยไม่แจ้งหรือปรากฎอยู่ในบัญชีหนี้สินและทรัพย์สินซึ่งต้องรายงานหรือแจ้งต่อ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายบัญญัติว่า "นาฬิกาไม่ใช่ของผม เพราะยืมเขามา และใส่มาเป็น 10 ปี จนใส่กี่เรือนต่อกี่เรือน ตอนนี้คืนเขาไปหมดแล้ว" อย่างไรก็ตาม คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการยอมรับความจริงต่อสาธารณะว่า พล.อ.ประวิตร มีและครอบครองนาฬิการาคาแพงดังกล่าวจริง และแม้ในคำให้สัมภาษณ์จะอ้างว่าได้คืนเจ้าของไปแล้ว ก็หาได้พ้นความผิดไปไม่ เพราะความผิดดังกล่าวถือว่าสำเร็จแล้วตามกฎหมาย และถือได้ว่าเป็นการได้รับประโยชน์จากบุคคลอื่น หรือ การรับประโยชน์อื่นใด ที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ซึ่งขัดต่อ มาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 หรือ มาตรา 128 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ 2543 โดยตรง

          นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ดังนั้น แม้พล.อ.ประวิตร จะใช้ข้ออ้างว่าได้คืนนาฬิกาให้กับเจ้าของไปแล้ว ก็หาได้พ้นความผิดในมาตราดังกล่าวไปได้ไม่ แต่เพื่อปิดทางดิ้นออก และไม่ให้ ป.ป.ช. ใช้เป็นข้ออ้างว่าไม่มีข้อกล่าวหาดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจึงต้องมายื่นคำร้องนี้ดักทางไว้ และเป็นการเร่งให้ ป.ป.ช.รีบสรุปสำนวน เพื่อส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำเนินการอื่นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเร็วต่อไป