ดีเอสไอสอบเพิ่มคดี "โอ๊ค" ฟอกเงินเสร็จแล้ว

สัปดาห์หน้า "ดีเอสไอ" จ่อส่งสำนวนสอบเพิ่มคดีฟอกเงิน "พานทองแท้" กับพวก หลังอัยการสั่งสอบเพิ่ม 2 ประเด็น มั่นใจหลักฐานพอฟ้อง

               เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 61  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับเครือกฤษดามหานคร ซึ่งมีธุรกรรมการเงินจำนวน 26 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีเงินฝากกลุ่มของ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวก ว่า

 

 

 

               ภายหลังพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้สั่งให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมใน 2 ประเด็น คือ 1 อัยการสอบถามถึงคดีฟอกเงินอื่นๆ จากการทุจริตอนุมัติปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดาธานนท์ ซึ่งคดีทั้งหมดดีเอสไอได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องไปให้อัยการเกือบทั้งหมดแล้ว ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอีก 2 สำนวน ได้แก่ กรณีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เซ็นเช็คบริจาคให้กับมูลนิธิแห่งหนึ่ง จำนวน 100,000 บาท และกรณีเซ็นเช็คค่าจัดเลี้ยงรุ่นวปอ. ที่บุคคลอื่นสำรองจ่ายไปให้ก่อน จำนวน 200,000 บาท

               แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า ส่วนประเด็นที่ 2 อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มว่า นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัยได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจด้านในบ้าง มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อจำหน่ายรถยนต์หรูหรือรถยนต์ซูเปอร์คาร์ บ้างหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้สอบสวนเสร็จแล้ว ในสัปดาห์หน้าจะส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมให้กับอัยการฝ่ายคดีพิเศษ

               แหล่งข่าวระบุอีกว่า สำหรับคดีดังกล่าวดีเอสไอสรุปสำนวนมีความเห็นสั่งฟ้องนายพานทองแท้ , นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ , นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของนางกาญจนาภา เป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน ซึ่งดีเอสไอเริ่มต้นสอบสวนตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นำชี้ธุรกรรมการเงิน

 

 

 

               นอกจากนี้ ในการสอบสวนคดี มีพนักงานอัยการจากสำนักการสอบสวน ร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวน และยังเชิญพนักงานอัยการจากฝ่ายคดีการฟอกเงิน และตำรวจที่เป็นผู้สอบสวนคดีมาแต่ต้น เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษ รวมทั้งเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัย ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบัญชี มาเป็นที่ปรึกษาคดีพิเศษด้วย นอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังได้สอบปากคำกรรมการ คตส. ไว้เป็นหลักฐานในสำนวนคดี จึงมั่นใจว่าสำนวนคดีที่สอบสวนและมีความเห็นสั่งฟ้อง ดำเนินการด้วยความรอบคอบรัดกุม มีหลักฐานสมบูรณ์เพียงพอที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหา ในส่วนของ นางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภาซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ไม่น่าเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด พนักงานสอบสวนก็มีความเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้อง