"ไพบูลย์"ย้ำจุดยืนพรรค หนุน"บิ๊กตู่"เป็นนายกฯ

การเมือง  :  8 ก.ย. 2561

"ไพบูลย์"ประชุมตั้งสภาประชาชนปฏิรูป พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ หวังตั้งครบ 77 จว. มั่นใจกกต.รับรองพรรค 19 นี้ ยังคงย้ำจุดยืนหนุน"บิ๊กตู่"เป็นนายกฯต้านนอมินีคนนอกรธน.

 

          พลาซ่า The Coast บางนา -  8 ก.ย. 2561 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวภายหลังการประชุมจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอุตรดิตถ์ ว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้ขออนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว โดยมีภาคประชาชน 200 คนเข้าร่วมประชุม โดยคาดหวังให้ สภาประชาชนปฏิรูปเป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นกลไกในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยตั้งเป้าจัดตั้งให้ครบ 77 จังหวัด เพื่อให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างแท้จริง ในหลักการประชาธิปไตยทางตรงไม่มีการชุมนุมประท้วงสร้างความวุ่นวายแต่จะใช้วิธีการประชุมเพื่อเสนอความคิดเห็นไปตามขั้นตอน

          นายไพบูลย์ กล่าวถึงการจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูปว่า  ในขณะนี้เอกสารทุกอย่างได้ยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาครบถ้วนแล้ว โดยคาดว่าจะได้รับอนุมัติจัดตั้งพรรคการเมืองในวันที่ 19 ก.ย. นี้ เพื่อดำเนินการจัดประชุมพรรครวมถึงการหาสมาชิกเพิ่มในทุกจังหวัด หลัง คสช.คลายล็อคทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนยังขอแสดงจุดยืนสนับสนุนนายกฯที่เป็นคนในรัฐธรรมนูญ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่ามีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 และมาตรา 272 สามารถเป็นนายกฯได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา แต่ตนจะไม่สนับสนุนคนนอกรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะคนที่อยู่นอกประเทศ หรือคนในประเทศที่มีฐานะเป็นนอมินีเป็นนายกฯ

          นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวยังเชื่อว่าการเลือกตั้งเกิดในวันที่ 24 ก.พ.62 เว้นเสียแต่พรรคการเมืองขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกเพื่อให้มีเวลาหาเสียงมากกว่า 60 วัน สำหรับพรรคเรามั่นใจว่าเวลา 60 วันเพียงแล้ว และเป็นกรอบเวลาการหาเสียงที่มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา การเลือกตั้งในประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาหาเสียงแค่ 15 วัน อย่างไรก็ตาม ขอฝากไปถึงกลุ่มบางพรรคที่ประกาศว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญ และจัดทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ โดยขอให้ไปศึกษารัฐธรรมนูญก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ การทำประชามติ ทำได้ต่อเมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาเสนอให้แก้ไข เมื่อสภาฯเห็นชอบจึงจะทำประชามติ หากทำประชามติไปก่อนถือเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ. อีกทั้งการทำประชามติต้องใช้เงินจำนวนมาก ผลที่ได้คือจะต้องถูกฟ้องทางแพ่งและดำเนินคดีทางอาญาด้วย

          “คำว่าฉีกรัฐธรรมนูญ ผมได้ยินตั้งแต่ปี 51 คำพูดดังกล่าวสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นภายในประเทศ ตั้งแต่ปี 51 ถึงปี 57 เชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการสังคมที่มีความขัดแย้ง ผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการชุมนุมทางการเมือง กฎหมายพรรคการเมือง ม.28 และ ม.29 ระบุว่า สมาชิกของพรรคการเมืองใดสนับสนุนให้เกิดเหตุความวุ่นวายไม่สงบในบ้านเมือง หรือสนับสนุนทางการเงินให้เกิดการชุมนุมสร้างความไม่สงบมีโทษจำคุก 10 ปีและตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีพ ดังนั้นการชุมนุมสร้างความไม่สงบจึงไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป  มั่นใจว่าหลังการเลือกตั้ง ปี62 ประเทศไทยจะเป็นนิติรัฐอยู่ภายใต้กฎหมาย เศรษฐกิจสามารถเดินต่อไปได้”นายไพบูลย์กล่าว