หาเสียง - หาสมาชิก คนละเรื่อง !!

"วิษณุ" ชี้ รมว.กระทรวงวิทย์ฯ ยังไม่ถึงเวลาพ้นตำแหน่ง ไม่อยากต่อปาก "สมเจตน์" ชี้ ปมปลดล็อก หาเสียง - หาสมาชิก คนละเรื่อง

               30 ส.ค. 61  ที่ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขึ้นใหม่ จำเป็นต้องให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงออกจากตำแหน่งก่อนหรือไม่ ว่า

 

 

 

               ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่ถึงจุดหนึ่งก็คงต้องทำเช่นนั้น ส่วนจำเป็นต้องปรับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงหรือไม่นั้น เป็นธรรมดา เพราะเมื่อควบรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับบางส่วนของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ต้องหายไป และเมื่อตัวกระทรวงหายไป ตัวรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงฯ ก็ต้องหายไปเช่นกัน จึงต้องไปว่ากันเมื่อกฎหมายจะออก ซึ่งจะกินเวลาอีกหลายเดือน คงเป็นช่วงปลายรัฐบาล

               เมื่อถามว่า หากถึงเวลานั้นจำเป็นต้องตั้งรัฐมนตรีใหม่ ใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ไม่จำเป็น เพราะสามารถแต่งตั้งให้มีการรักษาการได้ และไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพราะมีวิธีการอื่นอยู่ โดยรูปแบบจะคล้ายกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่กระทรวงนั้นทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม เปลี่ยนเพียงชื่อ แต่ครั้งนี้เป็นการดึงกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงศึกษาธิการบางส่วนมาตั้งเป็นกระทรวงใหม่

               นายวิษณุ กล่าวถึงกรณี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งคำถามถึงการปรับเปลี่ยนการทำไพรมารีโหวตของ สนช. ว่าเป็นเพราะแนวคิดปฏิรูปของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ว่า

 

 

 

               ตนรับทราบ เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.สมเจตน์ ได้ส่งบันทึกมายังรัฐบาลแล้ว แต่ตนไม่อยากไปต่อปากต่อคำ ซึ่งการปฏิรูปการเมืองเกิดขึ้นตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้สมาชิกพรรคซึ่งเป็นผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกจ่ายค่าสมัครและพรรคตอบรับให้มีส่วนร่วมในการเลือกผู้สมัคร จากเดิมที่กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครเอง ซึ่งแค่นี้ถือเป็นการปฏิรูปแล้ว เพียงแต่ที่ สนช. ร่างมานั้นไปไกลถึงขั้นมีไพรมารีโหวต และ คสช. ก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว แต่คิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่การเลือกตั้งครั้งแรกน่าจะใช้วิธีอื่นที่ง่ายกว่า แล้วต่อไปจึงจะใช้ไพรมารีโหวต อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้ชี้ขาดไปร้อยเปอร์เซ็นต์ คสช. ยังขอดูอะไรเพิ่มเติมอยู่ แต่ถ้ายึดตามแนวทางที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนด ก็ถือว่าปฏิรูปแล้ว เพราะพัฒนาจากการให้กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เลือก ซึ่งใช้กันมากว่า 80 ปี

               เมื่อถามว่า การประชุมพรรคการเมืองเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค จะทำได้ทันทีหลังมีการคลายล็อกหรือไม่ นายวิษณุ ตอบว่า ใช่ เพราะบางพรรคจำเป็นต้องรีบเลือกหัวหน้าพรรค เลือกกรรมการบริหารใหม่ แก้ข้อบังคับพรรค ตั้งสาขา รวมถึงการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้เลย ไม่จำเป็นต้องรออะไร แต่ที่ตนระบุให้ทำในช่วง 30 วันสุดท้ายนั้น เป็นการคาดการณ์ไว้ให้ เพื่อให้เวลาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แบ่งเขตการเลือกตั้ง 60 วัน ถ้าจะทำก่อนก็ทำได้ เพียงแต่จะรู้หรือว่าเขตเลือกตั้งเป็นอย่างไร

 

 

 

               นายวิษณุ กล่าวถึงกรณี นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ระบุ การที่ คสช. เตรียมคลายล็อกให้พรรคการเมืองหาสมาชิกได้ แต่ห้ามหาเสียง ทั้งที่การหาสมาชิกต้องอาศัยการนำเสนอนโยบาย ซึ่งทำให้คาบเกี่ยวกับการหาเสียง ว่า

               การหาเสียงกับการหาสมาชิกเป็นคนละเรื่องกัน เพราะการหาเสียงคือพูดกับประชาชนเพื่อให้มาเลือกตัวเอง แต่การหาสมาชิกนั้นไม่จำเป็นต้องไปหา เพราะสามารถใช้วิธีอื่นได้ แต่ตนไม่อยากชี้โพรงให้กระรอก

               ต่อข้อถามว่า นายนิกรต้องการให้ คสช. หามาตรการรองรับในเรื่องนี้ นายวิษณุ ตอบว่า “ก็ต้องถามว่าแล้วที่หากันมาได้แล้วนั้น คุณไปหากันอย่างไร ทั้งที่เขาไม่ให้หาเสียง ก็หาอย่างนั้นล่ะ แต่การเปิดเวทีปราศรัยพูดกับประชาชนนั้น ไม่สามารถทำได้ เพราะอาจมีการแทรกซ้อนตามที่ คสช. กังวล”

               เมื่อถามอีกว่า การลงพื้นที่ไปตามหมู่บ้าน สามารถทำได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อย่าให้ตนพูดดีกว่าว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ เพราะคำตอบของตนอาจไม่ตรงกับเจ้าหน้าที่ จึงควรไปปรึกษาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะดีกว่า รวมถึงระมัดระวังกันเอง แต่โดยสรุปคือถ้าทำเป็นก็ทำได้ ที่ทำไม่ได้เพราะเขาทำไม่เป็น หรือทำเป็นแต่ไม่อยากจะทำอย่างนั้น แต่ตนก็เห็นทำกันอยู่โครมๆ เมื่อถามย้ำว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองถือว่าทำเป็นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่ทราบ เขาอาจจะทำเป็น แต่ผมพูดไม่เป็น”

 

 

 

หาเสียง - หาสมาชิก คนละเรื่อง !!