"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

การเมือง  :  7 มิ.ย. 2561

'ประยุทธ์' ลั่นไม่ปลดล็อกการเมืองหมด เหตุไม่มีใครรับประกันหาเสียงจะไม่ตีกัน ศาลรับฟ้อง 'ทักษิณ' คดีทีพีไอโดยไร้อำนาจ ขณะที่ สนช.ถกงบ 3 ล้านล้าน 7 มิ.ย.นี้

     เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 6 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลต่อการปลดล็อกทางการเมืองหรือไม่ว่า ในเมื่อผลวินิจฉัยออกมาแล้วไม่ผิดแล้วเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องการปลดล็อกเป็นเรื่องที่จะพิจารณา หากจะปลดก็ต้องปลดเป็นกิจกรรมไป ถ้าปลดล็อกทั้งหมดรับรองได้หรือไม่ว่าจะไม่มีปัญหา แต่เดี๋ยวก็จะปลดล็อก ซึ่งต้องพิจารณาหารือกันว่าจะปลดล็อกอย่างไรบ้าง ไม่ใช่ให้อิสรเสรีแล้วใครจะรับรองได้ว่าจะไม่เกิดเหตุเดิมขึ้นอีก

    “มันด่ากันตามถนนหนทางเดินกันทั่วไปหมด รับได้หรือไม่ ถ้าสื่อรับไม่ได้ก็ต้องช่วยผม ให้ทุกคนออกมารับประกันว่าการหาเสียงจะต้องประกาศนโยบายที่ตรงตามกฎหมายกำหนด ไม่ใช่มองว่ากฎหมายที่ออกมาเป็นการบังคับ มาตัดสิทธิ มาเพิ่มภาระ แล้วที่ผ่านมาไม่มีเรื่องพวกนี้แล้วเป็นอย่างไร ก็ลองมีเสียบ้างไม่ได้หรือ ประเทศนี้ต้องมีกฎเกณฑ์ มีกฎหมาย กติกา ผมถึงบอกว่าผมมีความเป็นมนุษย์ และความเป็นมนุษย์ของผมคือ ผมคิดและทำ และขับเคลื่อน โดยเอาทุกปัญหามาคลี่ มันถึงหนัก" นายกฯ กล่าว

ยันไม่ยอมให้เกิดความรุนแรง

     อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวไม่คิดจะบ่น เพราะเข้ามาแล้ว แต่การจะอยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพิจารณาอยากอยู่ต่อเพื่อมีอำนาจ ไม่เคยคิดว่ามีอำนาจ ถ้าพูดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ กลายเป็นทุกคนเหลวแหลกไปหมด ไม่เช่นนั้น ทุกคนที่อยู่ในการเมืองก็ต้องมีอำนาจและผลประโยชน์ แล้ววันหน้าจะเป็นอย่างนั้นอีกหรือ ฉะนั้นกฎกติกาทั้งหมดไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก ถ้าต้องการรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง ต้องระมัดระวังความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะทำให้เกิดปัญหา ทั้งการจราจร ความขัดแย้ง การปลุกระดมประชาชน สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น นั่นคือหน้าที่ของสื่อมวลชนและประชาชนทุกคน

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จากนั้นเป็นเรื่องการปลดล็อกที่จะหาเสียงอะไรต่างๆ ขอถามว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรในการหาเสียง มีหาเสียงในสิ่งที่ดีๆ หรือไม่ ด่ากันโจมตีกันไปมา แทนที่จะพูดในสิ่งที่พรรคจะทำอะไร ตัวเองจะทำอะไร ถ้าเป็นแบบนี้มันไปไม่ได้ จะกลายเป็นว่าเริ่มบรรทัดฐานตั้งแต่การเลือกตั้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเข้าไปเป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายค้าน ขอถามว่าพื้นที่ฝ่ายค้านจะได้อะไร ฉะนั้น บางอย่างต้องมีการร่วมมือกันทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด ซึ่งวันนี้รัฐบาลคิดงบประมาณ และจัดทำงบประมาณเฉลี่ยไปถึงภาค กลุ่มจังหวัด และจังหวัด รวมถึงชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สอดประสานการทำงานแบบประชารัฐ ซึ่งเป็นคำที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คำของตน เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน นั่นคือประชารัฐ ส่วนเรื่องไทยนิยม คือการทำความดีของคนไทยในทุกโอกาส มันผิดตรงไหน

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

เผยพรรคหาเสียงต้องขออนุญาต

    เมื่อถามว่า การนัดพูดคุยกับพรรคการเมืองจะต้องมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีเงื่อนไข อยากคุยก็มาคุย การคุยทำไมต้องมีเงื่อนไข ถ้าไม่มาก็อย่ามา ไม่ได้ง้อให้ใครมา ถ้าไม่มาประชาชนและสื่อก็ตัดสินว่าทำไมไม่มา ส่วนที่พรรคอนาคตใหม่มีเงื่อนไขว่าจะมาร่วมถ้าได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียนั้น ขอดูก่อน ขอดูความจริงใจก่อน ส่วนในเดือนมิถุนายนนี้จะได้คุยหรือไม่นั้น ก็ประมาณนั้น

     “การหาเสียงจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนด โดยต้องขออนุญาตเป็นครั้งๆ ไป แต่บางอย่างอาจไม่ต้องขอ การปลดล็อกมันต้องเป็นแบบนั้น บางอย่างต้องขอ บางอย่างไม่ต้องขอ ซึ่งต้องหาวิธีในการกำหนดให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่ก่อนจะไปถึงประชาธิปไตยตีกันเละ ตรงนี้จะมีใครรับรองกับผมได้บ้าง สื่อถ้ารับรองไม่ได้ก็ต้องพูดออกไป ไม่ใช่มากดดันรัฐบาลอยู่แบบนี้” นายกฯ กล่าว

ปัดข่าวซื้อดาวเทียมทหาร

      นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีข่าวกระทรวงกลาโหมเตรียมจัดซื้อดาวเทียมทหาร มูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาทว่า เรื่องนี้ยังไม่มีท่าทีอะไร เป็นเพียงการพูดคุยหารือกันเฉยๆ ว่าควรจะมีหรือไม่มี วันนี้ทางกองทัพก็ยืนยันมาแล้ว แล้วเราเอางบประมาณจากที่ไหน มันราคาถูกๆ หรืออย่างไร ซื้อมาจะคุ้มค่าหรือเปล่า เป็นเรื่องอีกตั้งนาน เป็นเรื่องวันหน้าจะทำอย่างไร และเท่าที่ทราบวันนี้ดาวเทียมที่ใช้อยู่จะหมดอายุการให้บริการ และจนถึงวันนี้ยังไม่เห็นมีการเสนอเรื่องนี้มาเพื่อพิจารณา เพราะฉะนั้นทุกเรื่องการจะไปตกลงหรือทำอะไรก็ตาม ต้องมาขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีกฎหมายอยู่ ตราบใดก็ตามที่ไม่เข้า ครม. มันไม่มีทางเป็นไปได้ และ ครม.ก็มีการตรวจสอบก่อนที่จะนำเข้า ครม.ด้วยว่า เรื่องที่จะนำเข้าพิจารณา เข้าหลักเกณฑ์หรือข้อบังคับทางกฎหมายหรือไม่ โดยเรื่องข้อกฎหมายต้องให้ สนช.พิจารณาด้วย

 

 

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

กกต.ชี้ปลดล็อกก็ประชุมไม่ได้

    ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคการเมืองก็มีหน้าที่จัดหาสมาชิก ทุนประเดิม และทำสาขาพรรค แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะคสช.ยังไม่ปลดล็อกคำสั่งที่ 57/2557 และคำสั่งที่ 3/2558 ซึ่งกกต.ไม่สามารถก้าวล่วงได้ว่าจะมีการปลดล็อกเมื่อไหร่ ทั้งนี้ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายพรรคการเมืองก็ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไปที่คสช.แล้ว เช่น กรณีที่ไม่มีสาขาพรรคทำให้ไม่สามารถจัดประชุมได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ แต่จะแก้ไขหรือไม่เป็นดุลพินิจของ คสช. นอกจากนี้ กรณีที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการกกต. สนับสนุนให้ใช้มาตรา 44 ให้อำนาจกกต.แบ่งเขตเลือกตั้งได้หลังกฎหมายเลือกตั้งส.ส.ประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ต้องการมีเวลาในการเตรียมเลือกตั้งมากที่สุด ซึ่งยังไม่เคยมีการเสนอที่ประชุมกกต.พิจารณา และกกต.ก็ยังไม่มีความคิดที่จะเสนอให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้

     นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้สำนักงาน กกต.ได้สั่งให้สำนักงานกกต.จังหวัดทั่วประเทศเตรียมการแบ่งเขตไว้แล้วแต่ต้องดูจำนวนประชากรที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง และต้องรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ดังนั้นจึงต้องเตรียมการไว้ก่อน หากทำในระยะกระชั้นชิดก็อาจไม่ทัน ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าอาจจะหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้องและพรรคการเมืองเกี่ยวกับการปลดล็อกและการเลือกตั้งช่วงปลายเดือนนี้ หากคสช.แจ้งมากกต.ก็พร้อมในฐานะผู้ปฏิบัติ โดยพยายามที่จะหาแนวปฏิบัติให้ทุกพรรคเท่าเทียมกัน

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

มีเพียง ปชป.-พท.-ชพน.ผ่าน

    ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็แปลว่ายอมรับความชอบธรรมของกติกาที่ว่า พรรคการเมืองเดิมจะมีสมาชิกเหลือเท่าไรขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่มายืนยันและจ่ายเงินค่าสมาชิกอย่างถูกต้อง ภายในวันที่ 1-30 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้พรรคที่มีสมาชิกเป็นล้านคนเหลือไม่ถึงแสนคน ส่วนพรรคที่มีสมาชิกหลักแสนคนเหลือแค่หลักหมื่นหลักพันคน

     อย่างไรก็ตาม หากจะแยกพรรคการเมืองเก่าเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 มีสมาชิกยืนยันเกินกว่า 5,000 คน มี 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ 97,755 คน พรรคเพื่อไทย 9,705 คน และพรรคชาติพัฒนา 5,553 คน กลุ่มที่ 2 มีสมาชิกยืนยัน ระหว่าง 1,000 - 4,999 คน มี จำนวน 6 พรรค คือ พรรคพลังชล 3,391 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 2,886 คน พรรคความหวังใหม่ 2,168 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 1,426 คน พรรคไทยรวมพลัง 1,340 คน และพรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย 1,030 คน ส่วนกลุ่มที่ 3 มีสมาชิกยืนยันไม่ถึง 1,000 คน มี 45 พรรค

เตือนเร่งหาสมาชิกภายใน9เดือน

    “หากวิเคราะห์โดยยึดเงื่อนไขหนึ่งของคำสั่ง คสช. ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีสมาชิกครบ 5,000 คน ภายในหนึ่งปี นับแต่ 1 เมษายน 2560 มิฉะนั้นจะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ซึ่งแปลว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองเก่าที่สอบผ่านเกณฑ์ดังกล่าวแล้วเพียง 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคชาติพัฒนา จากพรรคการเมืองที่ยังคงอยู่ในระบบฐานข้อมูลของ กกต. ทั้งหมด 69 พรรค รวมถึงพรรคตั้งใหม่อีกกว่า 100 พรรค” นายสมชัยกล่าว

     นายสมชัย กล่าวอีกว่า โจทย์ของพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า ภายใต้คำสั่ง คสช. ที่ยังไม่ให้พรรคทำกิจกรรมทางการเมือง ภายใต้คำสัญญาว่าจะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หรือภายใน 9 เดือนข้างหน้า จึงเป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายนัก สำหรับพรรคการเมืองที่จะต้องหาสมาชิกก่อตั้งให้ครบ 500 คน ภายในปลายเดือนกันยายนนี้ แต่การหาสมาชิก 5,000 คน ในหนึ่งปี ซึ่งอาจต้องหาเร็วกว่านั้น เพราะการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นใน 9 เดือน ประกอบกับการหาสมาชิกพรรคให้ได้จังหวัดละ 100 คน เพื่อทำไพรมารีโหวต ซึ่งหากส่งครบทุกจังหวัด ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 7,700 คน ซึ่งคาดว่าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยน่าจะผ่าน ในขณะที่พรรคชาติพัฒนาและพรรคอื่นๆ ที่เหลือ ต้องหาคนเพิ่ม ดังนั้นโจทย์ของพรรคการเมืองจากนี้ไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษารายละเอียดของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ให้ดีว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และทำตามให้ครบ

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

“วิษณุ”ยันไม่ยกเลิกไพรมารีโหวต

    วันเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองร้องเรียนถึงปัญหาการจัดทำไพรมารีโหวตไปยัง คสช. แต่เป็นพรรคใดนั้น ไม่ทราบ หลังจากนี้ คสช.อาจจะส่งเรื่องมาให้เพื่อหาทางออก เมื่อถึงวันนั้นอาจต้องเรียก กกต. หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาหาทางออกร่วมกัน ส่วนทางออกจะเป็นอย่างไรนั้น หากพูดคุยกับฝ่ายต่างๆแล้วอาจจะเห็นถึงปัญหา แต่เรื่องที่พรรคเล็กสมาชิกน้อยมองว่าไม่เป็นปัญหา เพราะเขายังหาสมาชิกได้ แต่เลิกระบบไพรมารีโหวตนั้นยาก ส่วนจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 หรือไม่ ไม่อยากพูด มันจะมีวิธีการอื่นหรือไม่ โดยไม่ต้องใช้มาตรา 44 เริ่มต้นทุกเรื่องต้องถามก่อนมีวิธีอื่นหรือไม่

    เมื่อถามว่า หากรัฐบาลปลดล็อกแล้วพรรคการเมืองจะสามารถจัดทำไพรมารีโหวตสำหรับการเลือกตั้งทันหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ถ้าปลดล็อกเขาก็เดินหน้าหาสมาชิก ซึ่งอาจจะทำทันก็ได้ วันนี้เขามีสมาชิกน้อยแต่ยังหาได้อยู่

ไม่ชัวร์จัดเลือกตั้งท้องถิ่นสิ้นปีนี้

    นอกจากนี้ นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปีนี้หรือไม่นั้น ตอบไม่ถูก เพราะเมื่อเสร็จในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วจะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณา และส่งต่อไปยัง สนช. ซึ่งในเดือนกรกฎาคม–กันยายน จะอยู่ในชั้นการพิจารณาของ สนช. ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวกลับมาที่ ครม.ภายในเดือนมิถุนายนนี้

     เมื่อถามย้ำว่าขณะนี้กฎหมายใกล้แล้วเสร็จ แต่ยังไม่มีการปลดล็อก การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นจะมีปัญหาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า จะต้องปลดล็อกเป็นเรื่องๆ ไป เพราะการสมัครเป็นสมาชิกท้องถิ่นไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ทำเป็นพรรค ไม่ต้องมีการประชุมพรรค และไม่มีขั้นตอนของพรรค ขณะเดียวกัน สำหรับการปลดล็อกใหญ่ให้พรรคการเมืองนั้น เราก็เรียกให้มาคุยกันในเดือนมิถุนายน แต่ในเมื่อไม่อยากคุยหรือยังไม่พร้อม ก็สามารถเลื่อนไปอีกได้ จะเดือนกรกฎาคม หรือสิงหาคม เพราะไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าจะต้องจัดเมื่อใด

“สุรชัย” มั่นใจเดินตามโรดแม็พ

     เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 2 กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง 53/2560 ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญทุกอย่างจะเดินไปตามโรดแม็พหรือไม่ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็พ แต่ตอนนี้กำลังรอศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ เมื่อศาลส่งมา สภาก็จะส่งให้นายกรัฐมนตรี ตอนนี้รอเพียงนายกรัฐมนตรีนำร่างกฎหมายลูกทั้งส.ส.และส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หลังจากนั้นเมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อไหร่ก็จะนับหนึ่งไปสู่การเลือกตั้งภายใน 150 วัน ทุกอย่างดำเนินตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญหมดแล้ว ไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรที่จะทำให้โรดแม็พเปลี่ยนแปลงได้ เพราะตอนนี้ข้อกังวล ความเห็นต่างๆ ก็ถูกทำให้ชัดเจนแล้ว เราต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ จะได้มีการเลือกตั้งตามกำหนด

     เมื่อถามถึงความคืบหน้ากฎหมายท้องถิ่นจะมีการนำเข้าสนช. นายสุรชัย กล่าวว่า กำลังตามอยู่ เห็นว่ากำลังมีการแก้ไขอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา แต่สิ่งที่สนช.ต้องพิจารณาในสัปดาห์หน้ามีเรื่องสำคัญคือแผนยุทธศาสตร์ชาติที่จะผ่านครม. ทราบว่านายกรัฐมนตรีมีการแก้ไขบางส่วน แต่ไม่ทำให้เสียเวลา เพราะกฎหมายกำหนดให้ครม.พิจารณาให้เสร็จใน 30 วัน ตรงนี้เป็นกรอบล็อกนายกฯ ให้แก้ไขก็ต้องเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 8 มิถุนายน เพราะฉะนั้นครม.ต้องส่งแผนยุทธศาสตร์ชาติภายในวันที่ 8 มิถุนายน และ สนช.ก็จะมีเวลาพิจารณา 30 วันเช่นกัน โดยจะครบกำหนดวันที่ 7 กรกฎาคม อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำการศึกษาก่อน เพราะเกรงว่าเวลาจะไม่ทัน

“ชูศักดิ์”หนักใจ มีปัญหาทางปฏิบัติ

     ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า ก็ต้องยอมรับว่าเป็นไปตามนั้น เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าคำวินิจฉัยเป็นที่สุดผูกพันองค์กรทั้งหลาย พรรคการเมืองก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวต่อไป อยากจะบอกอธิบายเหตุผลว่าที่พรรคเพื่อไทยยื่นคำร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินไปเพราะพรรคเห็นและเชื่อว่า หากถือว่าคำสั่งคสช.ที่ 53/2560 มีศักดิ์เป็นกฎหมายก็ไม่ควรจะมีผลย้อนหลังไปลิดรอนสิทธิของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ได้มาและมีอยู่ก่อนแล้วตามกฎหมายเดิม ซึ่งเรื่องนี้เป็นหลักทั่วไปในการตรากฎหมาย

     อย่างไรก็ตาม เมื่อคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้แล้ว ก็คงต้องยอมรับปฏิบัติตาม แต่ก็หนักใจอยู่มาก เพราะคำสั่งที่ 53/2560 ยังคงมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่หลายๆ ประเด็น เช่นต้องจัดตั้งสาขาให้ครบอย่างน้อย 4 สาขาใน 4 ภูมิภาค การตั้งสาขาต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คนในแต่ละสาขา ขณะนี้ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะคำสั่งที่ 53/2560 บอกต้องรอให้ปลดล็อกทางการเมือง เมื่อยังไม่มีสาขาก็จัดประชุมใหญ่ไม่ได้ เลือกกรรมการบริหารไม่ได้ อนุมัติข้อบังคับไม่ได้ กลายเป็นเรื่องไก่เกิดก่อนไข่ ไข่เกิดก่อนไก่ ถ้าไม่มีสาขาครบ 4 สาขาจะส่งผู้สมัครได้หรือไม่ ถ้อยคำตามคำสั่งที่ 53 ขัดๆ กันอยู่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองสะท้อนให้กกต.ได้รับรู้รับทราบร่วมกันตอนไปร่วมประชุมกันมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดขั้นแรกคือควรจะมีการปลดล็อกทางการเมืองโดยเร็ว จะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

 

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

“สัมพันธ์” ขอ"ชวน”กลับชิงนายกฯ

    ด้าน นายสัมพันธ์ ทองสมัคร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ของพรรค ภายหลังนายสุเทพ เทือกสุวรรณ ประกาศตั้งพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์จะต้องยืนให้ตรง คือหนักแน่นนั่นเอง การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนี้ จะกระทบกระเทือนต่อพรรคอย่างแน่นอน ไม่ต้องดูด ส.ส.ประชาธิปัตย์ไปหรอก มันเป็นกลไกที่เคลื่อนตัวเอาโดยอัตโนมัติ เพราะคนประชาธิปัตย์หลายคนที่เคยต่อสู้ร่วมอุดมการณ์กับนายสุเทพ โดยเฉพาะเมื่อนายสุเทพประกาศชัดเจนว่าตั้งพรรคใหม่ ต้องจับตาดูว่ากลุ่มนี้เขาจะไปกับสุเทพหรือไม่ ผมเช็กล่าสุดเมื่อวานทางภาคใต้ 3 จังหวัดไปอย่างน้อย 3 คน ทางตะวันออก 1 คน ส่วนทางเหนือ อีสาน เราไม่มีคนของประชาธิปัตย์

    นายสัมพันธ์ กล่าวต่อว่า เคยได้บอกกับนายชวน ขอให้กลับมามีบทบาทให้คนมาสนับสนุนเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพราะหัวหน้าพรรคจะต้องมีบทบาท ถ้าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคคุยกันว่าสนับสนุนคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ใช่หัวหน้าพรรคก็ได้ สามารถทำได้ไม่มีใครห้าม แต่โดยมารยาทเขาให้เกียรติหัวหน้าพรรคจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเลือกตั้งชนะ แต่ตอนนี้การเลือกตั้งมีเครือข่ายของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเยอะมาก ที่รู้พรรคนี้พรรคนั้นเป็นของนายกฯ แต่ที่ไม่รู้อีกล่ะเท่าไหร่ เพราะทหารเขาไม่เคยเล่นการเมือง ทำอย่างไรให้เรานั่งในตำแหน่งเดิมได้ ตำแหน่งการเมืองมันมีเสน่ห์

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

สนช.ถกงบ 3 ล้านล้าน 7 มิ.ย.

    ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสนช. วันที่ 7 มิถุนายนนี้ มีวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 วงเงิน 3 ล้านล้านบาท เพื่อลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียดต่อไป โดยสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว สำนักงบประมาณได้ส่งเอกสารมายัง สนช.โดยเฉพาะ ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 3.9-4.9% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

    ส่วนนโยบายงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจำนวน 3,000,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 17.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพื่อให้ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น มีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยประมาณการรายได้สุทธิจำนวน 2,550,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และกำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 450,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งการขาดดุลงบประมาณจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว

‘บิ๊กตู่’ ขอแจงงบ 2 ชั่วโมง

   นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 2 กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ในวันที่ 7 มิถุนายน ว่า ได้ให้สมาชิก สนช.ที่ประสงค์อภิปรายเสนอชื่อเข้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คน เบื้องต้นกำหนดให้เวลาให้สมาชิกอภิปรายได้คนละ 8 นาที ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะมาชี้แจงต่อที่ประชุมนั้น ได้รับการประสานว่านายกฯ จะมาชี้แจงในเวลา 10.00 น. และขอเวลาชี้แจงไว้ 2 ชั่วโมง ดังนั้นเฉพาะการฟังนายกฯ ชี้แจงที่มาที่ไปของงบประมาณ ความจำเป็นในการทำงบประมาณที่กำหนดไว้ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบขาดดุลอยู่ 4.5 แสนล้านบาท ก็ต้องรอฟังท่านจะชี้แจงถึงความจำเป็นอย่างไร และเนื่องจากงบประมาณนี้นี้ ถูกกำกับโดย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ดังนั้นท่านจะได้ชี้แจงว่า การทำงบประมาณได้ปฏิบัติตามตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างไร เช่น การจัดสรรงบลงทุนมาต่ำกว่าร้อยละ 20 รัฐบาลได้ทำตามนี้แล้วหรือยัง ส่วนในช่วงบ่ายก็จะเปิดให้สมาชิกได้อภิปรายกัน หลังจากนั้นรัฐมนตรีตอบชี้แจง คาดว่าการประชุมจะเสร็จได้ภายในช่วงค่ำวันเดียวกัน

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

ส่งปม“ดอน”ขาดคุณสมบัติให้ศาล

    ที่สำนักงาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวถึงความคืบหน้าในการส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีปัญหาขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 187 เนื่องจากถือหุ้นเกินร้อยละ 5 และไม่แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายในเวลาที่กำหนดว่า อยู่ระหว่างยกร่างคำร้อง เมื่อแล้วเสร็จก็ต้องนำกลับเข้าสู่ที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้ง ก่อนที่ กกต.จะลงนามโดยจะพยายามส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเร็วที่สุด

"บิ๊กตู่"ลั่นปลดบางล็อค-หวั่นหาเสียงปลุกระดมเผชิญหน้า

รับฟ้องคดี ‘ทักษิณ’ สั่งฟื้นฟูทีพีไอ

     ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ องค์คณะ 9 คน นัดฟังคำสั่งรับ-ไม่รับฟ้อง คดีหมายเลขดำ อม.40/2561 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีนายทักษิณให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.คลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เพราะกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 มาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ

     ก่อนพิจารณาคำฟ้อง วันนี้องค์คณะทั้ง 9 คน ก็ได้ประชุมกันภายในเพื่อเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน 1 คนก่อน แล้วจึงพิจารณาคำฟ้องซึ่งเห็นว่า แม้การฟ้องไม่มีตัวจำเลย แต่จำเลยคดีนี้ก็ถูกยื่นฟ้องในคดีของศาลฎีกานี้ซึ่งได้ออกหมายจับไว้แล้ว ขณะที่คำฟ้องคดีก็ถูกต้องตามกฎหมาย และ ป.ป.ช.โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ( วิ อม.) พ.ศ.2560 มาตรา 27 ที่จะประทับรับฟ้องคดีไว้พิพากษาได้ จึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป โดยให้สำเนาคำฟ้องส่งให้จำเลยและปิดหมายแจ้งจำเลยทราบตามที่อยู่ในฟ้อง (บ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์) ซึ่งให้การปิดหมายมีผลทันที ตาม วิ อม.มาตรา 19 โดยองค์คณะฯ กำหนดนัดพิจารณาครั้งแรก เพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ เวลา 08.30 น.

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)