งบไอทีรัฐสภาใหม่ ซื้อแพงพิเศษ ปล่อยเอกชนรายเดียวเสนอราคา

การเมือง  :  16 พ.ค. 2561

"วิลาศ" แฉ งบไอทีรัฐสภาใหม่ ใช้วิธีซื้อแบบแพงพิเศษ ปล่อยเอกชนรายเดียวเสนอราคา เทียบราคาตลาด ทีวี65นิ้ว ไม่เกิน 5หมื่น แต่เสนอขอ 1.7แสนบาท จ่อยื่น ป.ป.ช.สอบ


          16 พ.ค. 61 - นายวิลาศ​ จันทรพิทักษ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการอนุมัติคำของบประมาณเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ ย่านเกียกกาย วงเงินกว่า 500 ล้านบาท ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

 

          นายวิลาศ กล่าวว่า เป็นการอนุมัติงบที่เป็นไปตามความเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากการขออนุมัติวงเงินดังกล่าวเป็นส่วนของค่าจ้างที่ปรึกษา ที่เพิ่มเติมหลังจากที่รัฐสภาเห็นชอบการขยายสัญญาก่อสร้างรอบที่ 3 จำนวน 674 วัน ทั้งนี้การใช้เงินเพื่อจ้างที่ปรึกษาที่ผ่านมา ตนมีข้อมูลว่าคณะกรรมการได้นัดประชุมหลายครั้งจนทำให้กรรมการบางคนได้รับเงินเบี้ยประชุมจนมีฐานะร่ำรวย

 

          นายวิลาศ กล่าวด้วยว่า สำหรับงบประมาณที่รัฐสภาเสนอขอ เพื่อใช้ในระบบไอทีและนอนไอที วงเงินกว่า 8,000 ล้านบาทนั้น ตนไม่ทราบว่าถูกเสนอให้พิจารณาจริงหรือไม่ เพราะตามข่าวที่ตนรับทราบจากสำนักงบประมาณ ระบุว่ายังไม่ได้นำส่งให้ ครม. พิจารณา อีกทั้งตนไม่ทราบว่ามีการตรวจสอบรายการเสนอขอด้วยหรือไม่ โดยข้อสังเกตที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ครม.​ตีกลับและให้สำนักงบประมาณตรวจสอบ เพราะอุปกรณ์ที่จัดซื้อมีราคาสูงเกินจริง เช่น ไมโครโฟน มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท และในข้อเท็จจริงตนได้ขอดูรายละเอียดอุปกรณ์ที่เสนอขอพร้อมงบประมาณ ที่มีเนื้อหากว่า 4 หน้ากระดาษเอสี่ พบข้อพิรุธหลายรายการ

 

          "อย่างโทรทัศน์ ขนาด 65 นิ้ว ยี่ห้อซัมซุง มีราคาจัดซื้อที่เสนอขอ 1.7 แสนบาทต่อเครื่อง ขณะที่ราคาที่วางขายในตลาดทั่วไป ซึ่งผมเดินสำรวจ มีราคาไม่เกินเครื่องละ 5 หมื่นบาท หรืออย่างไมโครโฟนที่เสนอราคาไป 1.7 แสนบาท ตามท้องตลาดราคาต่ำกว่านั้นมาก ผมทราบว่าราคาที่เสนอนั้นไม่ใช่เป็นราคามาตรฐานกลาง ตามระเบียบราชการว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เป็นราคาเต็มที่บริษัทเอกชนเป็นผู้เสนอให้รัฐสภาจัดซื้อ และเป็นบริษัทเพียงรายเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิเสนอราคา แม้ก่อนหน้านี้สำนักงบประมาณจะตรวจสอบ แต่คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐสภาตอบยืนยันว่า จะใช้ราคาที่ถูกเสนอมา" นายวิลาศ กล่าว

 

          นายวิลาศ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าการจัดซื้ออุปกรณ์ของรัฐสภาแห่งใหม่ นั้นใช้กระบวนการจัดซื้อในรูปแบบพิเศษตามที่เคยขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชรัฐสภา (ก.ร.) ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการส่อเจตนาการฮั้วกันของรัฐสภากับบริษัทเอกชนรายเดียวที่ได้รับสิทธินั้น ดังนั้นตนจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หากพบความไม่โปร่งใสตนจะตั้งโต๊ะแถลงต่อสาธารณะทันที


          อดีต กมธ.ปราบทุจริต สภาฯ กล่าวด้วยว่า หลังจากการเลือกตั้ง ตนเตรียมยื่นเอกสารและข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและทุกกระบวนการของโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ โดยเฉพาะการต่อสัญญาหรือขยายสัญญาให้กับผู้รับจ้าง 3 รอบที่ผ่านมา โดยครั้งแรกขยายให้ 357 วัน และพบความคืบหน้างานก่อสร้าง ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ , รอบสอง ขยายให้ 421 วัน พบความคืบหน้าก่อสร้างที่ 40 เปอร์เซ็นต์ และรอบสาม ขยายให้ 674 วัน  ซึ่งถือว่าเกินกว่าสัญญาที่กำหนดไว้ตอนแรกที่ตกลงจ้างที่ 900 วัน ทั้งนี้ตนเข้าใจเหตุผลการขยายสัญญาเพราะปัญหาส่งมอบพื้นที่ล่าช้า แต่รัฐสภาสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ทำไมไม่มีการเร่งรัดให้โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่กลับพบการขยายสัญญาออกไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวทำให้รัฐสภามีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย.