"นายกฯ"ปราม อย่าก่อ "ม็อบพระ"

การเมือง  :  17 เม.ย. 2561

"พล.อ.ประยุทธ์" ยัน ตรวจสอบ พระผู้ใหญ่ เอี่ยว โกงเงินทอนวัด ยึด พยาน-หลักฐาน ขอให้รอความชัดเจน

 

17 เม.ย.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณี การตรวจสอบดำเนินคดีพระผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องการทุจริตเงินทอนวัด ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยดำเนินการตามหลักฐานต่างๆที่ปรากฎ แต่ต้องนำข้อมูลส่งไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อทำการตรวจสอบต่อไป ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

          “แต่ที่เป็นห่วงคือ พระสงฆ์กลุ่มต่างๆ ที่ต้องขอให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยเพราะจะทำให้ความชัดเจนเกิดขึ้น อีกทั้งการออกมาเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย เนื่องจากพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่คนไทยร้อยละ 90 นับถือ จึงต้องช่วยกัน และผมขอยืนยันว่า จะดำเนินการไปตามหลักฐานทั้งวัตถุพยาน และพยานบุคคลที่ปรากฎ เช่นเดียวกับความผิดกรณีอื่น”นายกฯ กล่าว

 

          วันเดียวกัน ที่สำนักงานป.ป.ช. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ส่งสำนวนคดีเงินทอนวัดล็อต 3 ที่มีพระผู้ใหญ่ 5 รูป เกี่ยวข้อง ว่า ก่อนหน้านี้ ปปป.ส่งสำนวนทุจริตเงินทอนวัด มายังป.ป.ช.แล้ว 34 เรื่อง และได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนไปแล้ว 11 เรื่อง อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงอีก 23 เรื่อง ส่วนเรื่องใหม่นี้ เพิ่งส่งเข้ามา โดยส่งมาถึงป.ป.ช. เมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาและในช่วงเช้าวันเดียวกัน (17 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ได้ตรวจเบื้องต้นดูแล้วพบว่า เป็นเรื่องที่ปปป.รับเรื่องกรณีที่มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ และเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.จึงส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วันตามกฎหมายระบุ เข้าใจว่าครบกำหนดแล้วจึงต้องรีบส่งมาพร้อมหลักฐานในเบื้องต้นนั้น

          นายวรวิทย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบแล้วว่าเบื้องต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 3 – 4 วัดดังใน กทม. ซึ่งทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้ และตนในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้สำนักไต่สวนภาครัฐ 1 (สตร.1)เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ โดยตั้งเป็น คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการทำงานคือ การตรวจรับคำกล่าวหา และถ้าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. จะดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง และถ้าดูพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนดำเนินการมาว่ามีมูล ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเบื้องต้นทางตำรวจยังรวบรวมพยานหลักฐานไม่ได้มากนัก เพราะมีเวลาแค่ 30 วันก่อนที่จะส่งให้ ป.ป.ช. แต่ตนได้ให้นโยบายเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่าให้เร่งรัดเรื่องนี้

 

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเป็นพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคม (มส.) ถือว่าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า พระไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามคำนิยามใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับปัจจุบัน แต่ถ้าแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ถือว่าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช.ทั้งหมด ส่วนเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจรับเรื่องของ ป.ป.ช. และให้คณะทำงานไปแสวงหาข้อเท็จจริงก่อนว่ามีมูลพอที่จะรับไว้ดำเนินการไต่สวนหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เพิ่งมาถึงมือ ป.ป.ช.สดๆ ร้อนๆ