
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยตอบข้อโต้แย้งนายกฯ
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยตอบข้อโต้แย้งนายกฯ
จากการที่กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG ๆได้ออกมาเรียกร้องให้กองทัพเลิกสนับสนุน คสช. เพื่อนำไปสู่การยุบ คสช. และเตรียมจัดการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 นั้น
พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ในฐานะทีมโฆษก คสช. ได้อ้างว่า “คสช.กับกองทัพเป็นเนื้อเดียวกัน กองทัพกับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นจะแยกจากกันไม่ได้ เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน จะมาแยกว่ากองทัพต้องแยกออกจากประชาชนหรือ คสช. เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ กองทัพเป็นลูกหลานประชาชน สนับสนุนงาน คสช. คสช. สนับสนุนรัฐบาลทุกสิ่งเป็นเนื้อเดียวกันคงแยกไม่ได้”
เมื่อวันที่ 25มี.ค. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG ได้โพสต์ในเฟสบุ๊คตอบข้อโต้แย้ง พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ โดยเนื้อหาระบุว่า
กองทัพไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกันกับเผด็จการ และกองทัพในเวลานี้ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันกับประชาชน เพราะกองทัพได้แยกตัวออกจากประชาชนไปเข้าร่วมกับเผด็จการตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศภาคม 2557
กองทัพคือหน่วยงานหนึ่งของประเทศ ส่วน คสช. คือคนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตฝักใฝ่เผด็จการ สองสิ่งนี้จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน ประเทศประชาธิปไตยหลายประเทศยังคงมีกองทัพ โดยที่กองทัพของประเทศเหล่านั้นต่างรู้ขอบเขตหน้าที่ของตน เคารพกติกาประชาธิปไตย เคารพเสียงประชาชนจริงๆ ในกองทัพของประเทศไทยเองก็ไม่ใช่ว่าทหารทุกนายจะเห็นด้วยกับการกระทำของ คสช. ทั้งหมด การอ้างว่ากองทัพกับ คสช. เป็นเนื้อเดียวกันจึงเป็นการอ้างที่ผู้อ้างก็รู้ว่าผิด แต่ก็ยังพยายามอ้างต่อไปเพื่อสร้างความเชื่อที่ผิดๆ แก่บรรดานายทหารว่ามีหน้าที่ต้องรับใช้เผด็จการ
ส่วนที่อ้างว่ากองทัพกับประชาชนเป็นเนื้อเดียวกันนั้นยิ่งผิดเข้าไปใหญ่ กองทัพเคยอยู่ข้างประชาชน แต่ก็เป็นกองทัพเองที่แยกตัวจากประชาชนไปเข้าร่วมกับเผด็จการเมื่อเย็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยฝีมือของนายพลกลุ่มหนึ่งที่ลากเอาทั้งกองทัพไปสนับสนุนการขึ้นสู่อำนาจโดยมิชอบของตนเอง
และแน่นอนที่สุดว่า คสช. กับประชาชนก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะ คสช. คือเผด็จการ เมื่อได้ก่อตั้งขึ้นมาก็กลายเป็นนายเหนือหัวของประชาชนคนอื่นๆ เสียแล้ว
ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน แต่ในวันนี้มีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่สังกัด คสช. ปล้นอำนาจของคนไทยคนอื่นมาเป็นของตนเองผู้เดียว บังคับกะเกณฑ์เอาลูกหลานของประชาชนไปเป็นเครื่องมือตอบสนองความกระหายอำนาจของตัวเอง สั่งให้ลูกหลานกระทำย่ำยีบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างไร้ความปราณี
ดังนั้นที่โจมตีพวกเราว่าแยกกองทัพออกจากประชาชน แท้จริงแล้วเป็นกองทัพเองต่างหากที่แยกจากประชาชนไปเข้ากับเผด็จการ และด้วยเหตุนี้พวกเราจึงต้องเรียกร้องให้กองทัพเลิกสนับสนุน คสช. เพื่อนำกองทัพกลับมาอยู่ด้วยกันกับประชาชนอีกครั้ง
ในการจัดกิจกรรมของ “คนอยากเลือกตั้ง” ทุกครั้งที่ผ่านมา เราได้ให้ความสำคัญและพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะไม่ก่อให้เกิด “ความวุ่นวาย” ที่ส่งผลต่อประชาชน เพราะประชาชนไม่ใช่ศัตรูของเรา ศัตรูของเราคือ คสช.
ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้ คือพวกเราได้ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยดูแลการจราจรและความปลอดภัยอยู่เสมอ
แน่นอนว่ามันไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ที่ยืนยันได้อย่างแน่นอน คือการจัดกิจกรรมของพวกเรายังไม่เคยทำให้การจราจรเป็นอัมพาต ยังไม่เคยทำให้หน่วยงานราชการต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ และที่สำคัญที่สุด พวกเราไม่เคยจัดกิจกรรมโดยมุ่งหมายที่จะทำร้ายร่างกายหรือทำลายทรัพย์สินของใคร (และขอให้คิดในทางกลับกันด้วยว่าการที่ คสช. อยู่ต่อจะสร้างความเดือดร้อนแก่คนมากเท่าไหร่ ยาวนานแค่ไหน)
ความวุ่นวายที่พวกเราได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวงจริงๆ เห็นจะมีแต่ความวุ่นวายในจิตใจของ พล.อ.ประยุทธ์ และพลพรรค คสช. เท่านั้น เพราะข้อเรียกร้องของพวกเรามันพุ่งเป้าไปยังความต้องการขั้นสูงสุดในก้นบึ้งหัวใจของ คสช. นั่นคือการสืบทอดอำนาจ
และพวกเราเองก็ไม่ได้ต้องการยกระดับการเคลื่อนไหวไปให้มากกว่านี้ เพราะเรารู้ดีว่า คสช. จ้องจะเอาผลกระทบที่เกิดขึ้นมาป้ายสีพวกเราว่าเป็น “ตัวป่วน” และสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองได้อยู่ต่อไป ดังนั้นหาก คสช. ทำตามข้อเรียกร้องของพวกเรา การยกระดับการเคลื่อนไหวก็จะไม่เกิดขึ้น
แล้วทำไมพวกเราต้องพยายามผลักดันข้อเรียกร้องของตัวเองขนาดนั้น? ก็เพราะเราเห็นมาตลอดว่า คสช. บอกว่าจะจัดการเลือกตั้งตามโรดแมป จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เหมือนที่อ้างในครั้งนี้ด้วย แต่เราก็เห็นมาตลอดเช่นกันว่าโรดแมปถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ คสช. พยายามหาทางสืบทอดระบอบเผด็จการต่อไป
ดังนั้นเราจึงเชื่อคำพูดของ คสช. ไม่ได้อีกแล้ว คสช. จะต้องพิสูจน์โดยการกระทำเท่านั้น นั่นคือต้องยุบ คสช. เปลี่ยนสถานะรัฐบาลเป็นรัฐบาลรักษาการ ยกเลิกคำสั่งจำกัดสิทธิเสรีภาพในทางการเมือง และให้ทหารกลับเข้ากรมกองเสีย
การถามหาหลักประกันว่าการเลือกตั้งจะต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นอีกหนึ่งตลกร้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้พูดออกมา เพราะในประเทศนี้วันนี้ ผู้ที่มีแรงจูงใจและศักยภาพในการทำลายหลักประกันนี้มากที่สุดก็คือ คสช. และกองทัพนั่นเอง เนื่องจากการเลือกตั้งนั้นทำให้ คสช. เสียอำนาจและผลประโยชน์โดยตรง ดังนั้นหากสังคมต้องการหลักประกันนี้จริงๆ ผู้ที่ต้องถูกจับตามองจึงไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นฝ่าย คสช. มากกว่า และถ้า คสช. ยังอยู่ต่อไปได้ อย่าว่าแต่หลักประกันว่าการเลือกตั้งจะสงบเรียบร้อยเลย หลักประกันว่าจะเกิดการเลือกตั้งยังไม่มีด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังพยายามขุด “ภาพเก่าๆ” (ที่คงเน้นที่การชุมนุมประท้วงต่างๆ) มาหากินอีกครั้ง พวกเราก็อยากจะบอกเช่นกันว่าสิ่งที่พวกเราทำไปก็เพื่อไม่ให้สังคมไทยต้องไปเจอกับ “ภาพเก่าๆ” อีก ภาพที่เราหมายถึงนั้นเก่ากว่ามาก นั่นคือภาพที่เผด็จการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แม้เป็นภาพเก่าแต่ทว่าชัดเจนอย่างยิ่ง เพราะในวันนี้คนไทยทั้งประเทศถูกยัดเยียดให้ต้องทนเห็นแม้ไม่อยากจะเหลียวมอง เราจึงต้องมีข้อเรียกร้องดังที่กล่าวมา เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการลบภาพเก่าๆ นี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับมาอีก
สุดท้ายนี้ ถ้า คสช. ไม่อยากให้ประเทศชาติกลับไปสู่วงจรแบบเดิมอีกเด็ดขาดอย่างที่อ้าง ก็ออกไปซะ



