ข่าว

“4กกต.”ยังลุยต่อได้

“4กกต.”ยังลุยต่อได้

22 มี.ค. 2561

วิษณุ”เผย คสช.เห็นพ้องกันปลด “สมชัย” ระบุในราชกิจจาฯ ชัดเจน อย่าคิดเป็นอื่นให้เสียหายแก่ผู้ใด ยัน กกต.ที่เหลือทำหน้าที่ได้กกต. ขณะที่เจ้าตัวเริ่มเก็บของออกจาก ก

 

          ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ให้นายสมชัย ศรีสุทธิยากร พ้นจากการทำหน้าที่กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนสร้างความสับสนให้แก่กระบวนการเลือกตั้ง รวมทั้งลงสมัครตำแหน่งเลขาธิการ กกต.โดยที่ไม่ลาออกจากองค์กรซึ่งเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขณะที่เจ้าตัวออกมายืนยันว่าได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องแม้จะสุ่มเสี่ยงว่าอาจไปขัดผลประโยชน์ใครบางคนเข้านั้น

          ชี้ปลด“สมชัย”อย่าคิดเป็นอื่น
          วันที่ 21 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่หัวหน้าคสช. ใช้มาตรา 44 ให้นายสมชัยยุติการปฏิบัติหน้าที่จะมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่ ไม่ทราบ ซึ่งการออกมาตรา 44 ที่ประชุมคสช.ได้มีการหารือกัน ส่วนรายละเอียดนั้นไม่สามารถพูดได้ อีกทั้งเหตุผลในการปลดนายสมชัยก็มีการชี้แจงในการราชกิจจานุเบกษาอยู่แล้ว อย่าพูดเป็นอย่างอื่นให้เสียหายแก่ผู้ใด

          ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ระบุว่านายสมชัยพูดทำให้เกิดความสับสนเป็นเพราะมีการแสดงความเห็นไปก้าวล่วงคสช.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบคำพูดของนายสมชัย และไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว แต่ก็ไม่ใช่ไม่กลัว เพราะการที่จะมีนายสมชัยหรือไม่มีนั้น ก็ไม่ได้กระทบกับการทำงานของรัฐบาลให้ราบรื่นหรือสะดุดได้ เนื่องจากต่างคนต่างทำงาน รวมถึงการให้นายสมชัยยุติหน้าที่ก็ไม่กระทบโรดแม็พเลือกตั้ง

          ส่วนเหตุผลในการปลดระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ทำให้เกิดความสับสน กับกรณีที่ลงสมัครสรรหาเลขาธิการกกต.โดยยังไม่ได้ลาออกจากกกต. เหตุผลใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะในคำสั่งยกเหตุผลมาทั้งสองเรื่อง เมื่อถามว่า นายสมชัยจะคงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นเลขาธิการ กกต.ได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ได้ เพราะสมัครไปแล้ว ก็เข้าสู่กระบวนการ 

          ต่อข้อถามมีการตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ชุดปัจจุบันจะไม่เลือกนายสมชัยเป็นเลขาธิการ กกต. เพราะมีความขัดแย้งกับรัฐบาล นายวิษณุ กล่าวว่า ใครจะไปรู้ เพราะ กกต. 4 คนที่เหลืออยู่เป็นคนเลือก 

          “เรื่องนี้รัฐบาลไม่เกี่ยว สภาก็ไม่เกี่ยว การที่นายสมชัยยุติหน้าที่ กกต. เขาก็ยังมีคุณสมบัติที่จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกเลขาธิการ กกต.อยู่ เพราะผลประโยชน์ไม่ขัดกันแล้ว ซึ่งการคัดเลือกเลขาธิการ กกต. คนใหม่ก็ดำเนินต่อไป เพราะมีตารางเวลาชัดเจน” นายวิษณุกล่าว

          นายวิษณุยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีนี้นายสมชัยจะไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมได้หรือไม่ว่า “อย่าไปคิดให้ท่าน เพราะท่านเพิ่งออกจากตำแหน่ง คิดแทนให้ไม่พอ ยังให้ผมไปร่วมสมคบคิดอีก” 

          มั่นใจ4กกต.ที่เหลือทำหน้าที่ได้
          ส่วนการที่นายสมชัยได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เป็นเกียรติยิ่ง ที่ได้เปิดหน้าคสช.” นายวิษณุ กล่าวว่า จะทำอะไรก็ทำไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่คสช.จะต้องดำเนินการ ทั้งนี้นายสมชัยยังสามารถสมัครตำแหน่งอื่นๆ ได้ เพราะไม่ติดแบล็กลิสต์อะไร

          ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายสมชัยแสดงความเห็นแล้วมีการใช้มาตรา 44 ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ หมายความว่าหลังจากนี้จะไม่สามารถแสดงความเห็นได้อีก นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ยังมีการแสดงความคิดเห็นกันอยู่ ไม่เห็นเป็นอะไร ขณะนี้กกต.ที่เหลืออยู่ 4 คนสามารถทำงานได้ตามปกติ จนกว่ากกต.ชุดใหม่จะเข้ามา

          ส่วนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นหน้าที่ของกกต.ชุดใหม่หรือเก่า นายวิษณุ กล่าวว่า กกต.ชุดเก่าสามารถจัดการเลือกตั้งได้ แต่หากได้ กกต.ชุดใหม่ 7 คน มาก็ให้เขาทำ ย่อมดีกว่า กกต. 4 คนอยู่แล้ว ซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้น เชื่อว่ากกต.ชุดใหม่เข้ามาทำงานได้แล้ว แต่จำเป็นต้องมี กกต.ชุดเก่า เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่าง 

          ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญระบุว่า การจัดการเลือกตั้งจะมี กกต.ไม่น้อยกว่า 4 คน ส่วนที่ในคำสั่ง มีการต่ออายุให้แก่ กกต. เนื่องจาก นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต. จะมีอายุครบ 70 ปี ส่วนต้นปี 2562 ยังไม่มีการจัดการเลือกตั้ง ประธาน กกต. ก็มีอายุครบ 70 ปีเช่นกัน จึงต้องเขียนให้อยู่ต่อจะได้หมดเรื่อง เมื่อคืนก็ได้พูดคุยกับนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ในงานศพบิดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้มีการหารือในเรื่องทั่วๆ ไป เพราะมีหลายเรื่องที่อลเวงอยู่

          เผยสมาชิกคสช.เห็นพ้องคำสั่งปลด
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันที่โรงแรมดุสิตธานี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าคสช.ใช้มาตรา 44 ปลดนายสมชัยออกจากกกต. ว่า ในมาตรา 44 ก็ได้บอกรายละเอียดไปหมดแล้ว ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของหัวหน้าคสช. ดังนั้นขอให้ไปอ่านในคำสั่ง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการปลดนายสมชัยออกจากกกต.ครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบตามมา แม้ว่ากกต.จะเป็นองค์กรอิสระ ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีคำสั่งดังกล่าวที่ประชุมคสช.เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการหารือร่วมกันและทุกคนก็เห็นด้วย

          นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของหัวหน้าคสช. กล่าวว่า กกต.ที่เหลืออีก 4 คน ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่จำเป็นต้องเร่งรัดการสรรหา กกต.ชุดใหม่ คณะกรรมการสรรหายังคงดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม

          “แม้ว่าคำสั่ง คสช.จะใช้คำว่ายุติการปฏิบัติหน้าที่ แทนคำว่าปลดออก แต่ถือว่านายสมชัยพ้นจากหน้าที่ไปตั้งแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มีผลบังคับใช้ที่กำหนดให้เซตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบัน” ประธาน สนช.กล่าว

          สมชัยซบพีเน็ตจะพูดมากกว่าเดิม
          ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้เดินทางมายังสำนักงาน กกต. เพื่อสะสางงานและเก็บของ หลังมีคำสั่ง คสช. ยุติการทำหน้าที่ กกต. โดยนายสมชัยให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก เพียงแต่อึดอัด เนื่องจากมีโทรศัพท์เข้ามาประมาณ 30-40 สาย ได้พยายามรับสายแต่รับได้ไม่หมด ส่วนตัวไม่มีอะไร นอนหลับฝันดี ตอนนี้ยังไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเรียกร้องความยุติธรรม หลังจากนี้ก็ยังมีการทำงานทุกวัน ส่วนบทบาทการตรวจสอบการเลือกตั้งก็ยังจะทำต่อไป อย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่าหลังจากพ้นการเป็น กกต. ก็จะไปทำงานที่มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) และหลังจากนี้การแสดงความคิดเห็นก็จะเต็มที่เหมือนเดิม และจะขยายขอบเขตได้มากขึ้น

          “ยืนยันว่าพ้นจากตำแหน่งก็ไม่กระทบต่อการทำงานของ กกต. เพราะมี 4 คนก็ทำงานได้ และ กกต.ทุกคนก็มีความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นโรดแม็พไม่เคลื่อนอยู่แล้วเพราะไม่มี กกต.สมชัย แต่มันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ส่วนของที่จะมาเก็บมีจำนวนไม่มากเพราะได้ทยอยเก็บไปก่อนหน้านี้แล้ว คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 วันในการเก็บของ อย่างไรก็ตามการเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ กกต.ที่ถูกคำสั่งพิเศษปลดออกนั้นถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และไม่กลัวว่าจะถูก คสช.เพ่งเล็งในการแสดงความเห็น เพราะรู้ตัวว่าพูดอะไร ไม่เคยพูดสิ่งที่เป็นเท็จ หยาบคาย ปลุกระดม แต่นำเสนอข้อเท็จจริง” นายสมชัย กล่าว

          เมื่อถามว่าคำสั่งที่ออกมาเหมือนเป็นการปรามองค์กรอิสระหรือผู้เห็นต่างกับ คสช.หรือไม่ นายสมชัย กล่าวเพียงว่า น้อมรับคำสั่ง และไม่ขอวิจารณ์ ซึ่งวันนี้มาเก็บของอย่างเดียว  หลังเก็บของเสร็จในวันศุกร์นี้ เวลา 15.00 น. จะเปิดใจอีกครั้ง ขณะนี้ขอเวลาไปเรียบเรียงเรื่องต่างๆ ให้แล้วเสร็จแล้วจะมาบอกให้ฟัง แต่เบื้องต้นภรรยาดีใจมากหลังทราบคำสั่ง เพราะก่อนหน้านี้อยากให้ยุติการทำหน้าที่ กกต.
ปัดยั่วคสช.สั่งปลดแต่ทำเพื่อบ้านเมือง 

          “ขอยืนยันว่าไม่เคยเดินเกมแสดงความเห็นเพื่อให้ คสช.มีคำสั่งปลด แต่คิดว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อบ้านเมืองก็ทำไป ซึ่งไม่เคยคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง ถือว่าเป็นการทำงานตามหน้าที่ ไม่เข้าข้างใคร” นายสมชัยยืนยัน

          นายสมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการสมัครตำแหน่งเลขาฯ กกต.นั้น คิดว่าคำสั่ง คสช.ไม่ได้มีผลทำให้ขาดคุณสมบัติในการสมัคร เพราะไม่ได้มีกฎหมายใดที่เขียนว่าการถูกคำสั่งให้ยุติการทำหน้าที่เป็นลักษณะต้องห้ามของการสมัคร รวมทั้งตนก็ไม่ได้ถอนตัว ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาที่จะตรวจสอบคุณสมบัติ และหากเห็นว่าตนมีคุณสมบัติครบก็จะประกาศให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อ กกต.ต่อไป แต่คิดว่าเมื่อมีคำสั่ง คสช.ออกมาในลักษณะนี้ ก็น่าจะสร้างความลำบากใจให้แก่ กกต.พอสมควร เพราะการพิจารณาถ้าหากจะเลือกเราก็เพราะมีวิสัยทัศน์มีประสบการณ์

          เมื่อถามว่าจะมีโอกาสไปเล่นการเมืองหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า คงต้องประเมินตัวเองว่ามีประสบการณ์ในเรื่องอะไร มีความรู้อะไร และทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองในโอกาสใดบ้าง ซึ่งการทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ คงไม่ใช่อาชีพนักการเมืองเพียงอาชีพเดียวที่จะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้ แต่ยังมีอาชีพอื่นๆ คงต้องดูไป จึงขอดูก่อนว่าจะมีอาชีพอะไรที่จะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้ แต่เบื้องต้นยังไม่ได้ตอบรับว่าจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ซึ่งตอนนี้เป็นได้ทุกอาชัพยกเว้นกรรมการองค์กรอิสระ เพราะกฎหมายกำหนดเป็นได้แค่ครั้งเดียว

          ปชป.หวั่นองค์กรอิสระอื่นแหยงรัฐ
          นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การกระทำของคสช.ครั้งนี้กระทบต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระของประเทศไทยทุกองค์กร สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรอิสระอื่นๆ ก็มีโอกาสที่จะไม่เป็นองค์กรอิสระเช่นกัน ต่อไปนี้ประเทศไทยคงไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นต่างออกมา แบบนี้หรือไม่ที่เรียกว่าไทยนิยม

          “ส่วนตัวยอมรับว่านายสมชัยมีบทบาทหน้าที่ใน กกต.เป็นอย่างมาก ในหลายๆ เรื่องถ้าย้อนกลับไปดู จะเห็นว่านายสมชัยพูดถูกมากกว่าผิด และพูดถูกมากกว่า คสช.ด้วยซ้ำ หลายครั้งผู้คนรู้จักหน้าที่ของ กกต.โดยการให้สัมภาษณ์ของนายสมชัย ที่เขาทำหน้าที่ตามกฎหมาย ฉะนั้น ผู้มีอำนาจต้องยอมรับความหลากหลายทางความคิดเห็น คนในสังคมจะให้ถอดแบบอย่าง เป็นอย่างเดียวกันคงเป็นไปไม่ได้” นายนิพิฏฐ์ กล่าวและย้ำว่า ผู้มีอำนาจต้องมีความเมตตา และอดทนยอมรับในความคิดเห็นที่หลากหลาย ถึงจะเป็นสังคมประชาธิปไตยที่ถูกต้อง

          นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า แม้นายสมชัยจะให้สัมภาษณ์เยอะ แต่ถ้าเทียบมาตรฐานนี้กับบางคนในรัฐบาล เห็นว่าบางคนอาจจะมีปัญหามากกว่าแต่รัฐบาลกลับไม่ทำอะไรเลย จึงมองว่าการใช้มาตรา 44 ครั้งนี้ ขาดเหตุผลที่มีน้ำหนักพอสมควร

          บก.ลายจุดชวนร่วมพรรคเกรียน
          ที่สำนักงาน กกต. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด พร้อมกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์ ได้ยื่นจดแจ้งจัดตั้ง “พรรคเกรียน” ถือเป็นพรรคลำดับที่ 68 ที่ยื่นขอจดแจ้ง ซึ่งขณะที่ทางกลุ่มกำลังจัดเตรียมเอกสาร นายสมชัยได้เดินเข้าไปทักทาย ซึ่งนายสมบัติได้ชวนให้เข้าร่วมพรรคเกรียน โดยให้เหตุผลว่า นายสมชัย มีคุณสมบัติเหมาะสมกับพรรคเกรียน ไม่เหมาะที่จะไปอยู่พรรคอื่น นายสมชัยได้ตอบสั้นๆ ว่า ไม่รีบเข้าพรรคการเมืองไหน ขอคิดก่อน 

          นายสมบัติ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สัญลักษณ์พรรคเป็นรูปอักษร ก.ไก่ มีความหมายว่าเป็นตัวแรกของอักษรไทย ซึ่งมีหงอน 3 เส้นที่อยู่บนหัวนั้นคือ ความจริง ความดี และความงาม ปาก ก.ไก่เป็นสีเหลือง ส่วนชื่อพรรคเกรียนมีคนบอกว่าอาจจะมีปัญหา แต่ตนมองว่าไม่น่ามีปัญหา ไม่ขัดต่อกฎหมายแน่นอน เพราะเปิดพจนานุกรมแล้วคำว่าเกรียนมีความหมายว่า สั้น สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่างไรก็ตามทางพรรคไม่ได้เตรียมชื่อสำรองไว้ ไม่รู้ว่าจะจดไม่ได้เพราะอะไร ถ้าจดไม่ได้ก็จะไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง 

          สำหรับสโลแกนของพรรคคือเป็นผู้นำความบันเทิงสู่การเมืองไทย เพราะคิดว่าการเมืองไทยเครียดเกินไป และจะไม่เน้นหาเสียง แต่เน้นหาเรื่องนโยบาย  ที่ผ่านมาเปิดให้ผู้สนใจสมัครในเว็บไซต์ พบมีผู้สมัครแล้ว 505 คน 

          พระราชทานแจกันดอกไม้วันเกิดนายกฯ
          ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ผู้แทนพระองค์ เชิญแจกันดอกไม้พระราชทาน พร้อมทั้งแจกันดอกไม้ประทานของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ไปมอบแก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด 21 มีนาคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ในช่วงเช้าได้มีตัวแทนข้าราชการ และผู้ปฎิบัติงานภายในทำเนียบรัฐบาล เข้าอวยพร พล.อ.ประยุทธ์ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 64 ปี เป็นการภายใน โดยไม่เปิดให้สื่อมวลชนถ่ายภาพแต่อย่างใด

          โอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวขอบคุณและขอให้ร่วมกันทำงานเพื่อประเทศชาติและบ้านเมือง ให้เกิดความสงบสุขต่อไป และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล ดูแลความปลอดภัย โดยขออย่าให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นที่เคยผ่านมา

          พร้อมกันนี้นายกฯ ได้มอบข้าวสารบรรจุถุง 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นพันธุ์ กข 43 มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะมีค่าน้ำตาลต่ำ ให้แก่ทุกคนที่เข้าร่วมอวยพร ขณะที่บรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพได้ทยอยเข้าอวยพรในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

          แหล่งข่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับผู้นำเหล่าทัพอย่างเป็นกันเองว่า ดีใจที่ได้มาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะปกติเจอแต่ ผบ.เหล่าทัพ แต่วันนี้ ได้เจอครบทุกคน พวกเราทำงานกันมาอย่างเต็มที่เพื่อชาติบ้านเมือง และขอให้ทำงานกันต่อไปในฐานะที่เราดูแลความมั่นคง จึงต้องทำให้ประเทศสงบเรียบร้อย เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

          บิ๊กตู่บอกฝ่ายมั่นคงเคียงข้างรัฐบาล
          “วันนี้เป็นวันเกิดของผม มีคณะกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ขอมาอวยพร แต่ผมได้แต่ขอบคุณและบอกไม่ต้องมา แต่สำหรับฝ่ายความมั่นคงและกองทัพแล้ว ผมต้องให้มา เพราะเราทำงานร่วมกันมาอย่างเต็มที่ และขอให้ช่วยกันทำงานเช่นนี้ตลอดไป” แหล่งข่าวอ้างคำพูด พล.อ.ประยุทธ์

          นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงการทำงานของตำรวจ เพราะมีเรื่องต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงขอให้ช่วยกันดูแล รวมเน้นในเรื่องการปฏิรูป ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าแค่ปฏิรูปตำรวจเท่านั้น แต่เป็นการปฏิรูปทุกอย่าง โดยต้องช่วยกันทำให้เป็นจริง และการปฏิรูปต้องยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง

          พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าได้ส่งไลน์อวยพรนายกฯ ตั้งแต่ช่วงเช้าว่า ขอให้นายกฯ มีความสุข ซึ่งนายกฯ ก็ได้ตอบกลับ มาว่า ขอบคุณครับ อย่างไรก็ตามปกตินายกฯ ไม่ได้จัดงานวันคล้ายวันเกิด แม้ในกลุ่มเพื่อนสนิทและปีนี้ก็เช่นกัน ส่วนใหญ่จะอวยพรทางไลน์และส่งการ์ดอวยพรเนื่องในวันคล้ายวันเกิดมากกว่า

          ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา ได้นำแจกันดอกไม้ของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนามาร่วมอวยพรวันเกิดนายกฯ ด้วยเช่นกัน

          “วิษณุ”โยนสนช.ยื่นตีความเอง
          นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ระบุว่า ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ถึงนายกรัฐมนตรี แล้ว จะมีการพิจารณาว่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ ว่า นายกฯ ระบุไปแล้วว่าไม่ใช่หน้าที่ แล้วตนจะพูดอะไรได้ และไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)ยังไม่ได้รายงานให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ทราบ และกฎหมายดังกล่าวสนช.สามารถยื่นตีความได้เองซึ่งเขาตัดสินใจแล้วว่าจะยื่นเพียงร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. เพราะเห็นว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หากมีปัญหาขึ้นมา จึงตัดไฟแต่ต้นลม

          นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า ที่ไม่ยื่นร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เป็นเพราะว่าหากมีคนร้องในวันหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องเดือดร้อนจนต้องตัดไฟก่อน เนื่องจากมีประเด็นที่เป็นปัญหา 2 มาตราคือ เรื่องที่เกี่ยวกับการตัดสิทธิไม่สามารถเป็นข้าราชการการเมืองได้หากไม่ไปเลือกตั้ง แล้วมีการสงสัยกันจนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลระบุว่าขัดก็เลิกมาตรานี้ไป คนที่ถูกตัดสิทธิก็กลับมาเป็นข้าราชการการเมืองได้ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร และแทบจะไม่ต้องแก้กฎหมายเลยสักคำ เพราะขัดกันจริงก็เอามาตรานี้ออกก็จบ 

          ส่วนอีกมาตราคือที่เกี่ยวกับการลงทะเบียนแทนผู้พิการ เมื่อดูแล้วไม่ได้ระบุว่าให้กาบัตรแทนคนพิการแต่ต้องมีมาตรการในการช่วยเหลือ ซึ่งกกต.ชี้แจงแล้วว่ามีวิธีแล้วว่าจะทำอย่างไรให้คนไปช่วยไม่รู้ว่าเลือกใคร ทำให้ความลับยังมีอยู่ แต่สมมุติว่าถ้าศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญก็เอามาตรานี้ออกก็ไม่ส่งผลกระทบถึงขนาดทำให้คะแนนเสีย เพราะคนมาลงคะแนนเป็นล้านคน แต่มีผู้พิการกาบัตรไม่ได้ไม่กี่คน
เหน็บนายกฯไม่ใช่ไปรษณีย์

          เมื่อถามว่าหากสามารถตัดมาตราที่ขัดออกตามที่ศาลให้ตัดได้แล้ว ทำไมสนช.ไม่ยื่นเองแต่กลับมาโยนให้รัฐบาลอีกรอบ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่รู้ เพราะไม่ได้เป็นสนช.และวิปสนช. และถ้าใครเห็นว่าควรจะยื่นก่อนที่กฎหมายประกาศใช้ก็ช่วยบอกมาที่รัฐบาล หรือถ้าไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าเป็นแผนถ่วงเรื่อง ประวิงเวลา สิ่งเหล่านี้รัฐบาลมองอยู่ ถึงบอกว่าถ้ารัฐบาลเฉยไม่ยื่นก็รบเร้าให้ยื่นจะได้ชัดเจน แต่พอจะยื่นก็มาบอกว่าเป็นทฤษฎีสมคบคิดอีก เรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่คนมอง ซึ่งคนที่มองเก่งๆ ก็มี แต่ตนมองไม่ถูก เพราะวิชามารไม่ถนัด

          “เมื่อสนช.ส่งมาแล้วเราได้รับก็จะต้องหารือกัน และสอบถามไปที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ว่าจะยืนยันอย่างไร และถามสนช.ว่าเหตุใดจึงไม่ยื่นเองและคุยในรัฐบาลอีกครั้ง ในกฎหมายเขียนไว้แล้วว่าคนที่จะยื่นได้มีเพียงสนช.และนายกฯ แต่นายกฯ ไม่ใช่ไปรษณีย์ เมื่อได้รับมาแล้วยื่นเองแปลว่านายกฯ สงสัย แต่ถ้าสนช.ยื่นแสดงว่าสมาชิกสงสัย ดังนั้นอยู่ที่ว่าใครสงสัย คุณจะเอาความสงสัยของคุณมาฝากให้นายกฯช่วยสงสัยไม่ได้” นายวิษณุระบุ

          เมื่อถามว่าในกรณีที่ สนช.ต้องการให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่น แต่หากนายกฯ ไม่สงสัยก็เป็นไปได้ที่นายกฯ จะไม่ยื่น นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ถูกแล้ว เมื่อถามย้ำว่าหากไม่ยื่นตีความแล้วเกิดกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับมีปัญหาในอนาคตจะทำอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้นายพรเพชร ประธานสนช.แถลงชัดเจนแล้ว

          ชพน.หนุนยื่นตีความพ.ร.ป.ทั้ง2ฉบับ
          นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ มีความสำคัญยิ่งต่อการเลือกตั้งและองค์ประกอบทางการเมืองในรัฐสภา ถ้าใช้เวลาในการวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่นานนัก และไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโรดแม็พการเลือกตั้ง ก็น่าที่จะพิจารณานำประเด็นต่างๆ ที่ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมีความเป็นห่วงว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยให้ได้ข้อยุติ ก่อนที่ พ.ร.ป.จะมีผลใช้บังคับเพื่อมิให้เกิดความเสียหายในภายภาคหน้าต่อการดำเนินการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องภายใต้ พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับ 

          “ยังจะเป็นการสร้างความยอมรับและโปร่งใสในกระบวนการของกฎหมายที่สำคัญยิ่งต่อบ้านเมืองที่จะมีผลใช้บังคับ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าถูกต้องก็เดินหน้าต่อ แต่ถ้าขัดรัฐธรรมนูญประเด็นไหน ก็จะได้มีเวลาเพียงพอที่จะรีบแก้ไขตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่กระทบต่อโรดแม็พเลือกตั้ง ส่วนจะเป็นหน้าที่ของใครในการดำเนินการนั้น ก็ควรจะเป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญที่กำหนด” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล่าว
ไม่ยื่นพ.ร.ป.ส.ส.-โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง

          นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 กล่าวว่า สาเหตุที่สมาชิกสนช.ไม่เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เนื่องจากสนช.ใช้ดุลพินิจแล้วเห็นว่าไม่ได้มีประเด็นปัญหาที่สมควรจะต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแต่อย่างใด สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายมองควรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมีด้วยกัน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การช่วยเหลือคนพิการในการออกเสียงลงคะแนน และ 2.การตัดสิทธิไม่ให้ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้สนช.เห็นว่าไม่ใช่ถ้อยคำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เพราะอย่างในกรณีของการช่วยเหลือคนพิการนั้น สนช.มองว่าเป็นแต่เพียงการให้ความช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้เป็นการลงคะแนนแทนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ที่สำคัญการที่เจ้าหน้าที่จะให้ความช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าวได้จะต้องมาจากความสมัครใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย ส่วนการตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองเป็นการตัดสิทธิเฉพาะบุคคลเท่านั้น ไม่ใช่การตัดสิทธิบุคคลเป็นการทั่วไป

          ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการยื่นตีความหลังการเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย หากมีบุคคลยื่นเรื่องไปให้ แต่พอสนช.ไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีคนไม่เห็นด้วย แต่ถ้าสนช.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกคนมองว่าสมคบคิดเพื่อยื้อเลือกตั้งอีก ยืนยันว่าการที่สนช.ไม่ได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญไปนั้นเพราะไม่มีประเด็นที่ควรจะยื่นให้ตีความเท่านั้น สนช.จึงยื่นเฉพาะกฎหมาย ส.ว.

          เต้นติงนายกฯอย่าสร้างเงื่อนไขใหม่
          นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้ิอ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ถ้านายกฯ จะเชิญพรรคการเมืองพูดคุยช่วงเดือนมิถุนายนก่อนกำหนดวันเลือกตั้งจริงก็ทำได้ ส่วนพรรคการเมืองจะไปหรือไม่ย่อมถือเป็นสิทธิ์ เพราะไม่ใช่วาระที่บัญญัติไว้เป็นกฎหมาย และไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขถึงขั้นถ้าไม่ไปก็กำหนดวันเลือกตั้งไม่ได้ ตามกรอบเวลาช่วงดังกล่าวกำลังจะปลดล็อกพรรคการเมือง จึงไม่ควรมีบรรยากาศการใช้อำนาจหรือกดดันใดๆ เพื่อให้ทุกพรรคทุกฝ่ายมีอิสระในการเตรียมตัวลงสนามภายใต้กติกาใหม่อย่างเต็มที่

          “ถ้าจะมีพรรคไหนเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งก็น่าจะเป็นพรรคเดียวที่ต้องอธิบายแนวคิดทุกแง่มุมให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับทราบเพื่อพิจารณา แต่สำหรับพรรคอื่นไม่แน่ว่า จะต้องเป็นคู่แข่งกันในสนามเลือกตั้ง หรือคู่ชิงตอนตั้งนายกฯ คนในกับคนนอก และการไปพูดเรื่องแนวคิดการทำงานต่างๆ จะมีปัญหาเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่” นายณัฐวุฒิกล่าว

          นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากฝ่ายผู้มีอำนาจต้องการหลักประกันว่า ทุกพรรคจะเดินตามแนวทางที่วางไว้ กติกาทั้งหลายที่ร่างมาและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็น่าจะเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเค้นคอให้พูดอะไรอีก แต่เชื่อว่า จะมีหลายพรรคกำหนดยุทธศาสตร์ความสำเร็จในการเลือกตั้งโดยการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ต่างกับรัฐบาลนี้ ซึ่งถ้าแนวทางดังกล่าวได้รับการตอบรับจากคนส่วนใหญ่จริง ทุกฝ่ายก็ไม่ควรฝืนมติประชาชน ยุทธศาสตร์ 20 ปีก็อาจต้องทบทวนด้วย
นายกฯลงพื้นที่ตรวจหนองบัวลำภู

          พ.อ.หญิงทักษดา สังข์จันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะมีกำหนดการลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ จ.หนองบัวลำภู ในวันที่ 22 มีนาคม เพื่อพบปะประชาชนและติดตามการแก้ไขปัญหาความยากจนในภาคการเกษตรเชิงบูรณาการตามแนวทางศาสตร์พระราชา ได้แก่ การพัฒนาเกษตรปลอดภัย สู่เกษตรอินทรีย์เพื่อลดปัญหาสุขภาพจากสารเคมีตกค้างและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนโดยใช้เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งการบริหารจัดการพื้นที่สาธารณประโยชน์แบบมีส่วนร่วม การสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นเมือง และพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ่านนวัตกรรมจนได้ผ้าที่มีคุณภาพชั้นเยี่ยม ไม่มีสารเคมีตกค้างได้รับการยอมรับทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

          ทั้งนี้ กำหนดการเวลา 07.00 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี และเดินทางต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักอินทรีย์ โพธิ์ศรีสำราญ ต.หัวนา อ.เมือง เพื่อพบปะประชาชนและเป็นสักขีพยานในการมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลให้แก่ผู้แทนประชาชน พร้อมมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัย และทำพิธีเปิดป้ายศูนย์การเรียนรู้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพธิ์ศรีสำราญ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ พลังงานทดแทน ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรและแปลงปลูกผักอินทรีย์

          ส่วนช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ รับฟังการนำเสนอข้อมูลการดำเนินงานของเครือข่าย เยี่ยมชมร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านนาคำไฮ โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีจะร่วมเวทีประชาคมหมู่บ้านตามโครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน” ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ประมาณ 300 คน ต่อจากนั้นเยี่ยมชมกระบวนการผลิตผ้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ด้านหัตถกรรม และสินค้าโอท็อป เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เวลา 17.00 น.เดินทางกลับกรุงเทพฯ

          ร้องสนช.ล้มสรรหากสทช.ขัดก.ม.
          ที่รัฐสภา นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 เพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของบุคคลที่ผ่านการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) บางรายก่อนที่สนช.จะพิจารณาคัดเลือกต่อไป

          เอกสารที่นายศรีสุวรรณได้ยื่นให้นายสุรชัยได้บรรยายถึงความไม่ถูกต้องของการคัดเลือกกรรมการกสทช.ไว้ 2 กรณี กรณีที่ 1 ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกบางรายมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ที่กำหนดว่ากรรมกการกสทช.ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลา 1 ปีก่อนได้รับการคัดเลือก

          จากการตรวจสอบพบว่าสำนักงานกสทช.ได้เป็นผู้ประกอบกิจการสถานีวิทยุ 1 ปณ. ซึ่งเป็นการประกอบกิจการทางธุรกิจ ทำให้ผู้บริหาร ที่ปรึกษา หรือพนักงานของสำนักงานกสทช.มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการกสทช.ตามมาตรา 7 ข. (12) ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยในบรรดาผู้ที่การพิจารณาของกรรมการสรรหากสทช.ปรากฎชื่อบุคคลดังกล่าว ดังนี้ 1.พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการกสทช. 2.นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการกสทช. 3.นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการกสทช. และ4.นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ ที่ปรึกษากสทช. จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขกระบวนการและผลการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาทั้งหมดให้เป็นไปตามกฎหมายก่อนที่สนช.จะพิจารณาในชั้นต่อไป

          กรณีที่ 2 มีผู้ได้รับการสรรหาด้านคุ้มครองผู้บริโภคหรือสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จำนวน 2 คน คือ 1.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และ 2.นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ โดยทราบว่าใน