ข่าว

"บิ๊กตู่"อ้างซุปเปอร์โพลปชช.ไม่รู้-ไม่ตอบประชาธิปไตย

"บิ๊กตู่"อ้างซุปเปอร์โพลปชช.ไม่รู้-ไม่ตอบประชาธิปไตย

23 ก.พ. 2561

"บิ๊กตู่"อ้างซุปเปอร์โพลปชช.ไม่รู้-ไม่ตอบประชาธิปไตยปลื้มร้อยละ 41 ชอบแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ร้อยละ 59 อยากให้สงบสุข

           23 ก.พ.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า จากผลสำรวจของสำนักวิจัยซุปเปอร์โพล เรื่องประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการ จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,000 คน พบว่าประชาชน 36% ไม่รู้ ไม่ทราบ แล้วก็ไม่ตอบในเรื่องของประชาธิปไตย ส่วนที่เหลือก็มีคำตอบที่แตกต่างกันตามประสบการณ์ โดยระบุว่าประชาธิปไตย คือ ความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ อิสระในการคิดการพูด ฟังเสียงคนข้างมาก รักสามัคคีกัน การมีส่วนร่วม บางคนนึกถึงการเลือกตั้ง บางคนบอกว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์

           พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อถามถึงความชอบต่อประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ หรือต้องการให้เป็นแบบใด พบว่า 41% ชอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ตอนนี้ ขณะที่ 59% ต้องการประชาธิปไตยแบบสงบสุข แบบพอเพียง ไม่มีคอร์รัปชัน และบางส่วนระบุแบบไหนไม่รู้ แต่ขอให้ดีขึ้นกว่านี้ ที่ตนจำเป็นต้องยกขึ้นมาพูด เพราะถือเป็นผลโพลจากภายนอก ไม่ใช่ของรัฐบาลหรือคสช. ตนอยากให้ทุกคนลองพิจารณาดูว่า สังคมของเราได้ให้ความรู้ ความเข้าใจ เรื่องประชาธิปไตยกันมากพอหรือยัง ใครบ้างที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่เพียงโรงเรียนหรือรัฐบาล แต่ประชาธิปไตยต้องเริ่มตั้งแต่ที่บ้าน ต้องอยู่ในสายเลือด ในจิตสำนึก

           ที่ผ่านมาพรรคการเมือง ก็ถือว่าเป็นสถาบันหลัก ที่มีหน้าที่ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยด้วย และพรรคการเมืองก็ต้องไม่ถูกแทรกแซง ควบคุม ครอบงำ ชี้นำจากบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จนขาดความอิสระ ซึ่งก็ระบุชัดในพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่เพียงประชาธิปไตยไทยนิยม แต่เป็นหลักสากล ตนสนับสนุนให้สอนเยาวชนด้วยหลักวิชาการ ควรจะยกกรณีความสำเร็จ ความล้มเหลวของต่างประเทศมาเปรียบเทียบ แต่ก็ไม่ได้ให้เดินซ้ำรอยความผิดพลาด ให้เด็กได้คิด ให้มีพื้นฐานหลักคิดที่ถูกต้องว่าประเทศชาติจะสงบสันติได้อย่างไร ด้วยวิธีการอย่างไร

           วอนสอนปชต.เยาวชนแบบไทย ๆ เทียบเลือกตั้งไทยเหมือน "กล้วย" เลือกตั้งฝรั่งเหมือน "แอปเปิ้ล" เคยกินแต่ไม่เห็นต้น จึงแยกแยะไม่ได้

           "ไม่ใช่ให้เอาเยี่ยงอย่าง การล้มล้างสถาบัน การเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยที่ประชาชนยังไม่พร้อม จนต้องบาดเจ็บ ล้มตาย ตามที่หลายประเทศล้มเหลวมาก่อน เราก็ได้รู้ เราได้เห็นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ประวัติศาสตร์เหล่านั้นซ้ำรอยอีก หรือเจ็บแล้วลืม จนต้องล้มแล้วล้มอีก ลองสอนเด็กง่าย ๆ แบบไทย ๆ แบบนี้ได้หรือไม่ หรือปูพื้นฐานให้เขาก่อน ก่อนที่จะเอาตัวอย่างจากที่อื่นมาสอนต่อ ไม่อย่างนั้นก็ไปสอนให้คิดนอกกรอบกันไปหมด กรอบที่ว่าก็คือกรอบคำว่า สงบ สันติ ให้ได้เสียก่อน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

           พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หากจะสอนแบบเปรียบเทียบ เช่น การเลือกตั้ง ถ้าเราเปรียบเทียบก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกกล้วย กล้วยที่เปลือกยังเขียวอยู่ ก็ยังไม่สุก ไม่พร้อมจะรับประทาน คุณสมบัติก็ไม่ครบ กล้วยเปลือกสีเหลือง คือ สุกงอม กินได้ เหมาะสม แต่ถ้ากล้วยเปลือกดำแล้ว คือ ไม่ดี ไม่ควรเลือกกิน แต่ถ้าเราไปสอนโดยยกตัวอย่าง เป็นผลไม้อื่น เช่น แอปเปิ้ล ซึ่งก็ไม่เป็นผลไม้ประจำถิ่นของเรา บางคนเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นต้นแอปเปิ้ลเลย อาจจะเคยทาน แต่ไม่เคยเห็นต้น เด็กไทยคงไม่อาจแยกแยะด้วยสีของเปลือกได้ว่าแอปเปิ้ลผลไหน ดี สุก กินได้ ไม่ง่ายเหมือนกล้วย 

            พูดเป็นนัยอย่าเลือกพรรคที่ถูกครอบงำ ให้เลือกพรรคที่น่าเชื่อถือ

            "แก่นสารของเรื่องนี้คือ ทำอย่างไร ให้คนไทยสามารถแยกแยะว่า ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วควรเลือกใคร และเลือกจากอะไร ไม่ใช่ใช้ความรัก ความชอบ ความคุ้นเคย ใช้อารมณ์ แต่ไม่พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล เช่น ดูที่นโยบายพรรค ดูที่ประวัติการทำงาน เหล่านี้ เป็นต้น ทั้งนี้ในการเข้าคูหาเลือกตั้งนั้น ก็ต้องคำนึงถึงการเลือกนักการเมืองที่มีคุณภาพ ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย หรือทุจริตมาก่อน เลือกพรรคการเมืองที่น่าเชื่อถือ ดูจากนโยบาย จากการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่มีวาระซ่อนเร้นแอบแฝง หรือถูกครอบงำ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

           พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนอยากให้ประชาชน มีความรู้ หลักคิด มีหลักการเลือกส.ส. ที่มีคุณภาพ หลีกเลี่ยงผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือพรรคที่มีนโยบายในลักษณะสัญญาว่าจะให้ เพื่อดึงดูดใจ ในสิ่งที่ผิด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนโยบายที่มีผลต่อการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่สิ้นเปลืองมากเกินไป ขาดวินัยการเงินการคลัง หรือขัดแย้งพันธกรณีต่างประเทศ สำหรับเส้นทางสู่การเลือกตั้งของเรานั้น บางคนยังเข้าใจผิดว่าการไม่ไปเลือกตั้ง จะทำให้รัฐบาลหรือคสช.อยู่ต่อไปได้ ความจริงแล้วก็คือหากท่านไม่ไปเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครคนใด ได้คะแนนมาก ก็ได้เป็น ส.ส. และ พรรคที่มี ส.ส. มากที่สุด ก็จะโอกาสได้ตั้งรัฐบาล

           ลั่นไม่คิดก้าวล่วงอำนาจคว่ำร่างกม. ยันไม่อยากให้เวลาคลาดเคลื่อน ออกตัวต้องไม่เกิดเหตุรุนแรง-ขัดแย้ง

            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำกฎหมายลูกว่าด้วยการการเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายลูกว่าด้วย การได้มาซึ่ง ส.ว. โดยพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วในอีก 90 วัน หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา การเลือกตั้งก็อาจจะเกิดขึ้นในเดือนใดก็ได้ ภายใน 150 วัน หลังจากนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของทุกฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกกต. ในระหว่างนั้นครม.ก็จะแจ้งคสช. ให้เชิญกกต. กรธ. รวมถึงทุกพรรคการเมืองมาพูดคุยหารือ ว่าการเลือกตั้งนั้นควรจะเกิดขึ้นในวัน-เวลาใด ที่ทุกฝ่ายพร้อม ทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน แล้วก็ถือเป็นวาระสำคัญของชาติ อาจจะต้องเป็นสัญญาร่วมกันว่าทำอย่างไร เราจะเดินหน้าประเทศไปให้เป็นไปตามโรดแม็พของประเทศ ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

            "รัฐบาลและคสช.ไม่เคยมีความคิด แล้วก็ไม่ไปก้าวล่วงอำนาจใด ๆ ที่จะทำให้เกิดการคว่ำร่างกฎหมายต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว เพราะรัฐบาลไม่อยากให้กำหนดเวลาคลาดเคลื่อน ตามที่มีใครหลายคนพยายามบิดเบือน ให้ข้อมูลผิด ๆ ต่อสังคม เว้นอย่างเดียว ก็คือการเกิดความวุ่นวายประชาชนขัดแย้ง ใช้กำลัง ใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง การหาเสียงมีปัญหา ประชาชนขัดแย้งกันอีก เกิดความไม่สงบ เหมือนช่วงก่อนปี 57 อันนั้นก็เป็นอีกเรื่อง ทุกคนต้องช่วยกัน อย่าให้เกิดขึ้น ดังนั้นประชาชน นักการเมืองและทุก ๆ ฝ่ายก็ต้องช่วยกัน รักษาบรรยากาศ ความมีเสถียรภาพของประเทศ ต้องไม่ขัดแย้ง ไม่แบ่งฝ่ายกันอีกต่อไป แล้วก็ต้องสัญญากันว่า หลังการเลือกตั้ง เราจะได้มีฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านที่จะต้องร่วมมือกัน ทำในสิ่งที่ประเทศชาติและประชาชนทั้งประเทศต้องการ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ที่เป็นฐานเสียงของฝ่ายใดก็ตาม รวมทั้งร่วมกันหรือช่วยกันในการปฏิรูปประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติต่อไป" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว