หวั่นม็อบจุดติด!

"บิ๊กตู่"สั่งเกาะติดกลุ่มเคลื่อนไหว หวั่นฉกฉวยโอกาสใช้ประโยชน์ทางการเมือง รัฐปิดปาก"ปู-แม้ว" โผล่ปักกิ่ง  ตร.ปล่อย 4 แกนนำ"กลุ่มอยากเลือกตั้ง"หลังทนายยื่นประกัน


  
          ภายหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยในนามคนอยากเลือกตั้ง ได้มีการนัดกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์กว่า 300 คน มาชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านรัฐบาลและคสช. โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวแกนนำ 4 คนดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะเดียวกันมีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในต่างประเทศ เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกฝ่ายระมัดระวังการจับกุมแกนนำซึ่งเป็นนิสิตนักศึกษา เกรงจะบานปลายกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขการเมืองขึ้นมา

          วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวว่า คสช.ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อไป ควบคู่การทำความเข้าใจกับประชาชน ตลอดจนถึงการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งในห้วงนี้เป็นระยะสำคัญที่เราจะต้องเดินไปสู่การเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ และนำพาการบริหารราชการแผ่นดินใหม่ไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการดูแลสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยถือว่ายังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดูแลเพื่อประคับประคองและสนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลดำเนินการต่อไปได้

          ทั้งนี้ เหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร มีการประสานงานอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย และเตรียมพื้นที่รองรับอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ มีการปฏิบัติหน้างานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามขั้นตอนและอยู่ในกรอบของกฎหมายไปจนเสร็จสิ้นการชุมนุม และมีการร้องทุกข์กล่าวโทษตามกรอบกฎหมายที่ผู้ชุมนุมได้ดำเนินการ

          คสช.เข้มเกาะติดกลุ่มเคลื่อนไหว
          “ภาพที่ปรากฏเจ้าหน้าที่ระมัดระวังการกระทบกระทั่ง ยื้อยุดฉุดกระชาก การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุม หรือผู้ชุมนุมกับประชาชนที่สัญจรไปมา ภาพโดยรวมถือว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมการบริหารจัดการสถานการณ์หน้างานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม ส่วนเงื่อนไขของผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในปีนี้ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าในเวลานี้บ้านเมืองดำเนินไปด้วยหลักเหตุและผลของกฎหมาย แต่เมื่อมีผู้ออกมาเคลื่อนไหวเราก็จะต้องทำความเข้าใจและสร้างความรับรู้ในสิ่งที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน” พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าว

          ทีมโฆษกคสช.เชื่อว่า ทุกคนที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนถึงการเลื่อนการเลือกตั้ง จากปี 2561 ไปปี 2562 กับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย รวมถึงกลุ่มนักการเมือง และผู้ชุมนุมที่ออกมาเคลื่อนไหวและที่สำคัญประชาชนทั้งประเทศจะต้องรับรู้ร่วมกันว่า บ้านเมืองในขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะประคับประคองสถานการณ์ให้เป็นไปตามโรดแม็พ โดยไม่ให้มีอะไรมากระทบกระเทือนทั้งสิ้น เมื่อมีประชาชนกลุ่มหนึ่ง รู้สึกว่าการเลือกตั้งช้าเกินไป ไม่ทันใจ เราก็ต้องพยายามทำความเข้าใจชี้แจง

          ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจุดกระแสติดหรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ ระบุว่า การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เจ้าหน้าที่จะต้องระมัดระวังในการปฏิบัติต่อสถานการณ์ อะไรก็ตามที่จะเป็นเงื่อนไขและนำไปสู่ความไม่เรียบร้อยจะต้องมีการศึกษาข้อมูลและหาวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ไปละเมิดหรือไปรังแกใคร ดูแลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้จบลงไปด้วยความเรียบร้อย

          ยังไม่เรียก“วัฒนา”เข้าพูดคุย
          พล.ต.ปิยพงศ์ ยืนยันว่า ขณะนี้ คสช.ยังไม่มีแนวคิดจะเรียกนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย หลังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวจะออกมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยในนามคนอยากเลือกตั้งในครั้งต่อไป เพื่อมาพูดคุยทำความเข้าใจ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องการบังคับใช้กฎหมายปกติมากกว่ากฎหมายพิเศษ พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อรักษาบรรยากาศความปรองดองและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งช่วงเวลาที่กำลังเดินไปในทุกวินาทีเพื่อไปสู่หลักของการเลือกตั้งตามโรดแม็พ ทั้งนี้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคสช.เน้นย้ำมาตลอดให้หน่วยงานความมั่นคงได้ติดตามและพยายามทำให้สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นคลี่คลายไปในทางที่ดี

          มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กำชับ พล.อ.เฉลิมชัย ในฐานะเลขาธิการคสช. ติดตามความเคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมืองของทุกกลุ่มในห้วงเวลานี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำการแจ้งความเอาผิดกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าวให้ดำเนินการอย่างระมัดระวังเนื่องจากเป็นกลุ่มนักศึกษา และเกรงว่าจะเป็นเงื่อนไขทำให้สถานการณ์บานปลายออกไปก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง โดยแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวที่คสช.กำลังจับตาอยู่ ประกอบด้วย นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว, นายรังสิมันต์ โรม กลุ่มแกนนำพรรคการเมือง นักศึกษา นักวิชาการ ม.ธรรมศาสตร์ เคลื่อนไหวกิจกรรมการเมือง จัดกิจกรรมเดินเพื่อมิตรภาพจากกรุงเทพฯ ถึง จ.ขอนแก่น หวังสร้างกระแสให้เหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ 16 ตุลา และกลุ่มหัวรุนแรง โดยเฉพาะอาวุธสงครามที่ทะลักเข้าไทย เมื่อปี 2553 และสามารถตรวจยึดได้เพียง 50% เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

          สตม.รอคำสั่งตามตัว“แม้ว-ปู”
          พล.ต.ปิยพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีปรากฏภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายทักษิณ ชินวัตร เดินซื้อของที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูล แต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคงได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้วเมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางในต่างประเทศอย่างอิสระเช่นเดียวกับนายทักษิณ ใช่หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ ระบุสั้นๆ ว่า ไม่ทราบ

          ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องนี้ไปยัง พล.ต.ท.สุทธิพงศ์ วงศ์ปิ่น ผบช.สตม. ได้รับคำตอบว่า สำหรับการสืบหาต้นตอของภาพดังกล่าวเป็นหน้าที่ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ในการหาแหล่งที่เผยแพร่ภาพของนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่วนการดำเนินการติดตามตัวทางสตม.กำลังรอคำสั่งจากรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าในการประสานงานกับทางการจีนตรวจสอบว่าทั้งสองยังอยู่ในประเทศจีนหรือไม่

          “บิ๊กตู่”หวั่นฉวยสร้างเหตุวุ่นวาย
          ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ชวนคนไทยรวมพลังขับเคลื่อนการกระทำความดีแบบไทยนิยม โดยย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงสำคัญของบ้านเมืองที่จะก้าวพ้นจากความขัดแย้งในอดีต ด้วยการเรียนรู้ความผิดพลาดจากบทเรียนที่ผ่านมา และช่วยกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าเพื่อลูกหลานของเรา ซึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืน ทุกคนจะต้องมีความรักสามัคคี ไม่ทอดทิ้งกัน สร้างชุมชนให้เข้มแข็งอยู่ดีมีสุข อย่างพอเพียง รู้สิทธิหน้าที่ของตนเอง รู้กลไกของราชการ รู้รักประชาธิปไตย รู้เท่าทันเทคโนโลยี ร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาเสพติด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันตามหลักประชารัฐ

          โฆษกรัฐบาลกล่าวอีกว่า นายกฯ เข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนคาดหวังต่อรัฐบาลอย่างไร โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น การแก้ไขปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจฐานราก การจัดระเบียบบ้านเมืองใหม่ การปฏิรูปหน่วยราชการที่เอาเปรียบประชาชน การปราบปรามยาเสพติด และเตรียมการเลือกตั้งเพื่อนำไปสู่การเมืองที่ดีขึ้น จึงขอให้เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติงานทุกอย่างนั้น เป็นไปเพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน ลบรอยแผลที่บอบช้ำของประเทศ และฟื้นฟูเยียวยาให้สังคมเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนในระยะยาว

          "สำหรับการแสดงออกซึ่งสิทธิและเสรีภาพนั้น รัฐบาลไม่เคยปิดกั้นความคิดและการกระทำ โดยขอให้คำนึงถึงขอบเขตของกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นการทำกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนทุกกลุ่ม จึงควรพิจารณาด้วยหลักเหตุและผล ใคร่ครวญถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้บุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง มุ่งสร้างความวุ่นวายขึ้นในประเทศ นายกฯ ยังขอให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายด้วยความระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง พร้อมทั้งขอให้สังคมช่วยกันประคับประคองการเปลี่ยนผ่านประเทศไปให้ได้อย่างราบรื่น” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

          รัฐบาลเมิน2อดีตนายกฯโผล่จีน
          พร้อมกันนี้ พล.ท.สรรเสริญยังให้สัมภาษณ์กรณีปรากฏภาพ นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน วันเดียวกับที่มีการชุมนุมของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ ว่า เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงจะเป็นผู้ประเมินในเรื่องดังกล่าว หน้าที่ของรัฐบาลคือการบริหารราชการแผ่นดิน เจ้าหน้าที่แต่ละส่วนงานมีระเบียบหลักเกณฑ์ที่ต้องทำตามในเรื่องต่างๆ อยู่แล้ว

          ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยพูดว่าให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้น นายกฯ ไม่จำเป็นต้องสั่งการในทุกเรื่อง ยืนยันเราไม่ได้ละเลยกับเรื่องดังกล่าว วันนี้เรามีปัญหาหลายเรื่องต้องดำเนินการ อยากให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนมีสมาธิในการทำงาน ไม่อยากให้กังวลในเรื่องการเมืองจนเสียสมาธิกับการทำงานไป

          กองหนุนคสช.ให้กดไลค์กดแชร์
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์แฟนเพจ “ท.ทหารอดทน ชุมชนคนให้กำลังใจ คสช.” ซึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความเชิญชวนคนกดไลค์กดแชร์ ร่วมให้กำลังใจการทำงานของคสช.และทหาร โดยข้อความระบุว่า “หากท่านรักทหาร ร่วมออกมาปกป้องประเทศ ร่วมออกมาแสดงกำลังและให้กำลังใจทหารทุกคนเพจ ท.ทหาร อดทน ขอรับแต่พลังบวกจากชุมชนคนรักและให้กำลังใจ คสช.ร่วมมอบพลังบวกและส่งกำลังใจให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน…ร่วมไลค์ ร่วมแชร์ได้ ร่วมส่งความรักและแรงใจไปให้ถึงลุงตู่” ทั้งนี้ ยังมีการติดแฮชแท็ก เช่น #เพจนี้ขอรับแต่พลังบวก #WeLoveThaiArmy #ททหารอดทน #ชุมชนคนรักคสช #เราเชื่อมั่นในลุงตู่ เป็นต้น โดยมีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนท์ในเพจดังกล่าวจำนวนมาก บางส่วนให้กำลังใจในการทำงาน แต่บางส่วนก็วิจารณ์การทำงานของคสช.

          “รังสิมันต์”ได้รับประกันปล่อยตัว
          ส่วนความคืบหน้าการจับกุม 4 แกนนำ ในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายเอกชัย หงส์กังวาน และนายอานนท์ นำพา หลังถูกจับกุมตัวไปเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์นั้น 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.40 น.วันที่ 11 กุมภาพันธ์ แกนนำทั้ง 4 คนได้ถูกส่งตัวไปที่ สน.ปทุมวัน จากนั้นนางเยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน พร้อมนำหลักทรัพย์ประกันตัวแกนนำทั้ง 4 คนในวงเงินคนละ 1 แสนบาท โดยได้ยื่นเอกสารประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนและได้รับการปล่อยตัวในเวลา 02.00 น. ขณะเดียวกันกลุ่มมวลชนยังคงปักหลักอยู่บริเวณหน้า สน.ปทุมวัน เพื่อรอให้กำลังใจแกนนำที่ถูกจับกุม

          ส่วนนายรังสิมันต์  พบว่ามีหมายจับค้างเก่าอยู่ที่ สภ.เมืองขอนแก่น ในคดี “พูดเพื่อเสรีภาพ” เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วงก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 สิงหาคม 2559 กรณีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.เรื่องการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปโดยพนักงานสอบสวนได้ทำการอายัดตัวไว้และควบคุมตัวส่ง สภ.เมืองขอนแก่น ก่อนส่งศาลจังหวัดขอนแก่นดำเนินคดีต่อไป

          กระทั่งเวลา 07.00 น. นายรังสิมันต์  ได้ถูกนำตัวมาถึง สภ.เมืองขอนแก่น จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เบิกตัวนายรังสิมันต์ไปนั่งคุยในห้องสอบสวนและสอบปากคำไม่นานนัก ก่อนให้ประกันตัวด้วยเงินสด 1 หมื่นบาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไข และได้นัดนายรังสิมันต์ส่งฟ้องอัยการทหารขอนแก่น ในวันที่ 23 มีนาคม พร้อมกับผู้ต้องหาอีก 8 คน และในเวลา 09.30 น. นายรังสิมันต์ได้ถูกปล่อยตัวออกไป

          “วัฒนา”โพสต์ครั้งหน้าเจอกัน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ครั้งหน้าเจอกัน” โดยระบุถึงกรณีนายรังสิมันต์ และนายอานนท์  แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ปราศรัยระหว่างการชุมนุมของคนอยากเลือกตั้งด้วยการตั้งคำถามถึงจุดยืนพรรคการเมืองและนักการเมือง ทำไมไม่ลงถนนมาเสี่ยงกับประชาชน โดยโพสต์ว่า “ขอขอบคุณน้องๆ ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ที่เป็นแกนกลางนัดชุมนุมคนอยากเลือกตั้งที่ถนนราชดำเนิน” 

          พร้อมกับขอตอบคำถามของโรมและนายอานนท์ที่ถามถึงนักการเมืองว่าไปอยู่ที่ไหนเวลาที่พวกน้องๆ เอาตัวเข้าแลกเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางว่า “ผมเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ต่อสู้กับเผด็จการมาตลอดและมีคดีความติดตัวไม่น้อยไปกว่าน้องๆ แต่ที่ผมไม่ได้ไปถนนราชดำเนิน ไม่ได้เกิดจากกลัวคุกหรือตะราง เพียงแต่ไม่ต้องการให้พลังอันบริสุทธิ์ของประชาชนต้องถูกเผด็จการป้ายสีว่ามีการเมืองหนุนหลัง แต่เมื่อพวกน้องเรียกร้อง การชุมนุมครั้งหน้า ผมจะไปร่วมอย่างแน่นอน พวกเราจะช่วยกันต่อสู้กับเผด็จการเพื่อเอาอำนาจคืนให้กับประชาชน จากนั้นเอาตัวคนที่ทำกรรมกับประชาชนมาลงโทษ จะไม่ปล่อยให้ใครได้ลอยนวลอย่างแน่นอน ผมให้สัญญาครับ”

          กรธ.หวั่นก.ม.ลูกคว่ำกระทบเชื่อมั่น 
          ความคืบหน้าที่หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลถึงการเลือกตั้งอาจจะล่าช้าออกไป หลังเกิดความขัดแย้งในกฎหมายลูก 2 ฉบับได้แก่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งแม้จะผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ไปแล้ว แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่เห็นด้วย และเสนอให้ตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งนั้น

          นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. กล่าวว่า เราคงต้องพูดกันด้วยเหตุและผลและหวังว่าพวกเขาจะเข้าใจเหตุผลที่เราโต้แย้ง โดยเฉพาะประเด็นที่อาจจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เช่น ในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. การที่ให้มีมหรสพ อาจจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างพรรคเล็กกับพรรคใหญ่ อาจจะทำให้เกิดความไม่เที่ยงธรรมในการเลือกตั้งได้ ส่วนการขยายเวลาการเลือกตั้งเป็น เวลา 07.00-17.00 น.นั้น ฟังดูตอนแรกเหมือนจะดี หวังให้คนออกมาเลือกตั้งจำนวนมาก แต่ของเดิมที่ให้เลือกตั้งเวลา 08.00–15.00 น.ก็มีคนออกมาใช้สิทธิมากถึงร้อยละ 75 อยู่แล้ว และหลายพื้นที่ที่ทุรกันดารเป็นป่าเขาอาจจะไม่สะดวกเวลาขนส่งหีบเพื่อไปนับคะแนน อาจจะกินเวลาไปในช่วงค่ำมืด จะเกิดการทุจริตได้ง่ายกว่าเดิมหรือไม่

          นายชาติชาย ยังกล่าวถึงร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. ว่า การแบ่งประเภทผู้สมัครเป็น 2 กลุ่มคือ แบบอิสระและตัวแทนจากองค์กร คิดว่าขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแน่ ส่วนการที่สนช.ลดกลุ่มอาชีพเหลือ 10 กลุ่มจากที่กรธ.เสนอ 20 กลุ่ม อาจจะทำให้ความหลากหลายของส.ว.ที่มาจากอาชีพต่างๆลดลง และการเลือกกันเองแทนการเลือกไขว้อาจจะทำให้เกิดการฮั้วได้ง่ายกว่า ทั้งหมดนี้เราต้องอธิบายให้กมธ.เข้าใจถึงผลเสียที่จะตามมา หวังว่ากมธ.และสนช.จะรับฟังและเข้าใจ แต่ที่น่ากังวลคือ หากข้อโต้แย้งของเราผ่านกมธ.แล้วและปรับแก้ให้ ถึงตรงนั้นเราก็ต้องหาทางชี้แจงแก่สนช.ให้เข้าใจด้วยว่าเหตุผลที่ปรับแก้คืออะไร ไม่เช่นนั้นหากสนช.โหวตไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายนั้นก็ตกไปและต้องร่างใหม่ อาจจะกระทบต่อการเมืองอย่างสูง รวมทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลและคสช.ด้วย เราหวังว่าหากแก้ไขแล้วสนช.จะเข้าใจ 

          ตรงไปตรงมากฎหมายส.ส.-ส.ว.
          นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ของการกำหนดวาระเวลาการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการทำงานของคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ สนช. กกต. และกรธ. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จากนั้นขั้นตอนสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับ สนช. ว่าจะพิจารณาเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ถ้า สนช.เห็นชอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้กฎหมาย ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนขึ้น แต่ถ้า สนช.ไม่เห็นชอบกฎหมายก็ตกไป อันส่งผลให้เกิดความไม่ชัดเจนอย่างมากตามมา เพราะจะต้องเริ่มกระบวนการร่างกฎหมายกันใหม่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะใช้วิธีไหน อย่างไร ไม่มีใครบอกได้ว่าการเลือกตั้งจะอยู่ในช่วงระยะเวลาใด อันจะก่อให้เกิดความสับสน ความไม่แน่นอนทางการเมืองตามมาอย่างแน่นอน

          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า การทำงานของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย สนช. กกต. และ กรธ. และการพิจารณาว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ กฎหมายทั้งสองฉบับของ สนช. จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามดูว่าจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ถ้าทำงานตรงไปตรงมามีเหตุผลอธิบายได้ชัดเจน เชื่อว่าผู้คนส่วนมากในสังคมก็พร้อมจะยอมรับได้ แต่ถ้าการทำงานมีลับลมคมใน ไม่ตรงไปตรงมา มีเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เชื่อว่าผู้คนส่วนมากในสังคมคงไม่สามารถยอมรับได้ อาจเป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม กลายเป็นปัญหาบานปลายออกไปได้

          “ขอฝากให้ สนช. กกต. และ กรธ. ใช้วิจารณญาณพิจารณากฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. ทั้งสองฉบับโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน บนหนทางของการเห็นพ้องต้องกันของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ตามครรลองประชาธิปไตยในที่สุด” นายองอาจกล่าว

          “ยะใส”จี้จับตาจุดหักเหโรดแม็พ
          นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงจุดหักเหเฉพาะหน้าของโรดแม็พเลือกตั้งว่า จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่อย่างไรนั้น คิดว่าต้องจับตาดูกระบวนการพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับ คือร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาของ กรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายคือ สนช. กรธ.และ กกต. โดยเฉพาะร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น มีรายละเอียดหลายประเด็นที่เห็นต่างกันอยู่มาก ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้า กมธ.3 ฝ่ายเห็นต่างกันและต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สนช. เพื่อผ่านร่างพ.ร.ป.อาจเกิดปัญหาได้ หรือขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญหากวินิจฉัยว่าพ.ร.ป.ฉบับดังกล่าวขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็ยิ่งจะไปกันใหญ่ เพราะต้องเริ่มต้นเขียนกันใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ และใครจะประกันว่าจะไม่เกิดปัญหาใหม่ขึ้นอีก 

           ทั้งนี้ ข้อพิพาทในสาระสำคัญของร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้อาจมีคนมองว่าเป็นเกมของคนที่ยังไม่อยากให้มีการเลือกตั้งก็ได้ หรืออาจถูกมองว่าเป็นปัญหาที่ผู้เกี่ยวข้องทั้ง กรธ. สนช. และ กกต.เห็นต่างกันโดยสุจริตใจก็ย่อมได้เช่นกัน แต่ปัญหาก็คือจะะทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อโรดแม็พเลือกตั้งลดลงหรือจางหายไป จนอาจกลายเป็นเงื่อนไขทางการเมืองให้กลุ่มเรียกร้องเลือกตั้งยกเป็นเหตุผลในการระดมคนมาชุมนุมกดดันรัฐบาลได้มากขึ้นเช่นกัน

          “แต่หากรัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน แรงกระเพื่อมหรือกดดันทางการเมืองก็อาจลดลง แต่ก็เป็นปัญหาว่ารัฐบาลเองจะประกันได้หรือไม่ว่าจะไม่เลื่อนอีกก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน สถานการณ์วันนี้ยิ่งนับวันตัวแปรและปัจจัยกำหนดวันเลือกตั้งยิ่งดูสลับซับซ้อนและยุ่งยากขึ้นเป็นลำดับ” นายสุริยะใสกล่าว 

          รัฐดันโครงการต่อยอดไทยนิยม
          พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการไทยนิยมของรัฐบาลว่า โครงการนี้ได้รับการตอบรับจากหลายภาคส่วนของสังคมเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนทุกคน รัฐบาลจึงเร่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมในฐานะที่ตนกํากับดูแลงานด้านการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีโครงการที่ต้องเร่งทำ คือ การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เพราะต่อไป สังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องเตรียมยกระดับให้กับศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงจังหวัด เพื่อให้ผู้สูงอายุในทุกชุมชนมีพื้นที่จัดกิจกรรมทำร่วมกัน การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุทุกปี การหาอาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุที่เกษียณไปแล้วแต่ยังสามารถทำงานได้

          “ต่อไปรัฐบาลให้ความมั่นใจว่าผู้สูงอายุในสังคมจะไม่ถูกทอดทิ้งให้เดียวดายเหมือนเดิมอีกต่อไป และในส่วนของเด็กแรกเกิดก็เช่นกัน ได้มอบให้ พม.ทำโครงการเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี ให้แก่ครอบครัวที่ยากจน หรือมีรายได้น้อย เดือนละ 600 บาท เป็นเวลาต่อเนื่อง 3 ปี” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

          รูดบัตรคนจนทะลุ1.2หมื่นล้าน
          ด้านนางญาณี แสงศรีจันทร์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้แก่ผู้มีสิทธิ จำนวน 11.4 ล้านคน โดยกรมบัญชีกลางได้แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้ว จำนวน 10.9 ล้านคน หรือประมาณ 95.3% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด สำหรับผลจ่ายเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีสิทธิในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560–31 มกราคม 2561 เป็นเงินทั้งหมด 11,940 ล้านบาท โดยจ่ายเงินให้แก่ร้านธงฟ้าประชารัฐ 11,822 ล้านบาท ร้านก๊าซหุงต้ม จำนวน 14.3 ล้านบาท ค่าโดยสารรถ บขส. จำนวน 38.2 ล้านบาท และค่าโดยสารรถไฟ 65.3 ล้านบาท

          สำหรับเครื่องอีดีซี (Electronic Data Capture) ติดตั้งแล้ว จำนวน 20,272 เครื่อง ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2561 แบ่งออกเป็น ติดตั้งที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 18,789 เครื่อง ร้านก๊าซหุงต้ม จำนวน 828 เครื่อง การรถไฟ จำนวน 534 เครื่อง และบขส. จำนวน 121 เครื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับความสะดวก ตอบสนองความต้องการของผู้มีสิทธิในการใช้บริการ กระทรวงการคลังเตรียมพร้อมจะติดตั้งเครื่องอีดีซี เพิ่มขึ้นอีก 2 หมื่นเครื่อง โดยแบ่งเป็นการติดตั้งที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 1 หมื่นเครื่อง และที่กองทุนหมู่บ้าน จำนวน 1 หมื่นเครื่อง อย่างไรก็ตาม โครงการนี้รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในระยะยาว

          เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่
          พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ที่บริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ พึ่งพาตนเอง และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้

          “เกษตรรุ่นใหม่จะมีอายุ 17–45 ปี เริ่มต้นทำการเกษตรมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองและขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้ว โดยในปี 2557 มีผู้ผ่านการพัฒนาจำนวน 1,731 ราย ปี 2558 จำนวน 2,182 ราย ปี 2559 จำนวน 1,849 ราย ปี 2560 จำนวน 1,836 ราย ส่วนในปีนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ 3,280 ราย” พล.ท.สรรเสริญกล่าว และว่าโดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่จะต้องมีความรู้ในเรื่องที่ทำ มีข้อมูลตัดสินใจ มีการจัดการผลผลิตและตลาด ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และภูมิใจในอาชีพ และจะต้องผ่านการประเมินศักยภาพด้วยการสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนบาทต่อปี

          พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการพัฒนานั้น เกษตรกรจะเป็นศูนย์กลางและออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้จัดการเรียนรู้ โดยหลักสูตรอบรมประกอบด้วย 1.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่แต่ละรุ่น 2.การพัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรม และการบริหารจัดการด้วยระบบอินเทอร์เน็ต (Internet of Things) 3.การพัฒนาเป็นสตาร์ทอัพ และพัฒนาระบบธุรกิจด้วยนวัตกรรมฟาร์มอัจฉริยะ และตลาดดิจิทัล 4.สินค้าผ่านการรับรองมาตรฐานสากล

          ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจความคืบหน้าของโครงการ และชื่นชมความมุ่งมั่นตั้งใจของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่หลายคนจบการศึกษาในระดับสูง ทั้งปริญญาโทและเอก และมาจากหลากหลายอาชีพ เช่น วิศวกร สถาปนิก ข้าราชการ เจ้าของโรงงาน ฯลฯ ซึ่งจากการประเมินพบว่า ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากขึ้นและมีความแปลกใหม่จากการใช้นวัตกรรม และยังทำให้ต้นทุนลดลง สินค้ามีคุณภาพมาตรฐานจึงเป็นที่สนใจของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นกอบเป็นกำ

          “นายกฯ ย้ำว่า การยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรจะต้องเดินไปตามแนวทางนี้ ผสมผสานกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการออมไปประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว และว่าสำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง เพื่อขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร และเข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer

          พท.ชี้ไทยนิยมสร้างฐานเสียง
          นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการคิกออฟโครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาลว่า ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาจากบุคคลภายนอกและจากทหารว่า คสช.มีความตั้งใจและพยายามทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนและพบว่าพรรคเพื่อไทยยังได้รับความนิยมอยู่จึงคิดโครงการขึ้นมาเพื่อดำเนินการทำให้คนลืมพรรคเพื่อไทย โดยให้ทหารปูพรมลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนแนวคิดของประชาชนใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นจะทำโพลล์เพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนอีกครั้ง หากผลที่ออกมาพบว่าความนิยมทหารดีขึ้นและพรรคเพื่อไทยแย่ลงก็จะจัดให้มีการเลือกตั้ง

          “รัฐบาลบริหารงานมาหลายปีแต่มาคิดทำโครงการไทยนิยมในช่วงเวลานี้จึงเห็นได้ชัดเจนว่าเจตนาของโครงการดังกล่าวต้องการสร้างฐานความนิยมให้แก่คสช.และรัฐบาลจะปฏิเสธว่าไม่ใช่การหาเสียงหรือต้องการสืบทอดอำนาจคงยากเพราะการกระทำชัดเจนและยิ่งปฏิเสธยิ่งไม่มีเหตุผลมารองรับว่าทำไปเพื่ออะไร นอกจากนี้ต้องถามกลับว่าคสช.ห้ามคนอื่นดำเนินการทางการเมืองแต่กลับทำในสิ่งที่ห้ามคนอื่นไว้ทั้งหมด เช่น บอกว่าโครงการของรัฐไม่ใช่ประชานิยมแต่มีการแจกบัตรคนจน และยังทำโครงการไทยนิยมเพื่อสำรวจความเห็นประชาชนโดยอ้างทำความเข้าใจเศรษฐกิจและการเมืองถือว่าเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่” นายพิชัยกล่าว

          นายพิชัย กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่กังวลที่คสช.ทำเรื่องนี้เพื่อจะสร้างฐานเสียง เพราะเชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณที่ดีและตัดสินใจเองได้ ขอยกตัวอย่างที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าประชาชนยังไม่พร้อมในการเลือกตั้ง หรืออยากจะเลือกตั้งแบบสับปะรด แบบทุเรียนที่ได้เพียงเปลือกแล้วพอใจโดยไม่สนใจเนื้อหากระบวนการ ถือว่าดูถูกวิจารณญาณประชาชนหรือไม่ หรือการที่บอกว่าประชาชนไม่เข้าใจเพราะไปเลือกคนที่ไม่ตรงกับใจของคสช.จึงแปลว่าประชาชนไม่มีความตระหนัก ไม่ความรู้หรืออย่างไร และโครงการไทยนิยมจะไปสร้างให้คนมีความรู้ โดยเลือกคนที่คสช.ชอบหรือบุคคลที่อยากจะเสนอให้มาเป็นผู้นำถึงจะเรียกว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ทั้งนี้ในภาพรวมทั้งหมดที่รัฐบาลพูดออกมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการล้างสมองประชาชน อีกทั้งสิ่งที่คสช.และรัฐบาลกำลังดำเนินการที่ถือว่าไม่ยุติธรรมกับพรรคการเมืองและตรงข้ามกับคำพูดว่ารัฐบาลและคสช.จะให้ความเป็นธรรมเสมอภาคกับทุกพรรคการเมือง

          ปชป.จี้รัฐเลิกขายฝันศก.ไทยดี
          นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีความห่วงใยว่าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเน้นทำการตลาดโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าแก้ปัญหาปากท้องและการทำมาหากินของประชาชนระดับกลางและระดับล่าง เช่น โครงการเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่อยอดสู่ผู้ประกอบการตั้งเป้าผลิต 3,000 รายในปี 2561 ในขณะที่ยังมีเกษตรกรที่ยากจนอยู่อีกเป็นล้านรายที่รอความช่วยเหลือของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอีกทั้งเศรษฐกิจประเทศไม่ได้ดีอย่างที่คิด ถ้าดูตัวเลขผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีปัญหาการกันสำรองหนี้สูงขึ้น หมายถึงรากหญ้าและเอสเอ็มอีผิดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ถ้าไม่แก้ตรงนี้จะกลายเป็นดินพอกหางหมู

          นายจุติ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ปี 2559 สร้างฝันว่าคนไทยจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูงในอีกสี่ปีข้างหน้า วันนี้ต้องการความชัดเจนจากทีมเศรษฐกิจว่าทำไม่ได้แล้วใช่ไหม ต้องเปลี่ยนเป็นระบบรางคู่และไม่เน้นไม่พูดถึงรถไฟความเร็วสูงเหมือนเมื่อสองปีก่อนเลย นักลงทุนในต่างจังหวัดสับสนกับการลำดับความสำคัญและทิศทางของทีมเศรษฐกิจในการพัฒนาประเทศ ปี 2559 พูดอย่างหนึ่ง พอปี 2561 พูดอีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็นหายใจเข้าหายใจออกเป็นอีอีซีแล้วเปลี่ยนของเล่นใหม่จนประชาชนและนักธุรกิจตามไม่ทัน ใช้นโยบายเดินหน้าแต่ปล่อยปัญหาทิ้งไว้ข้างหลัง วันนี้ดึงต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยเปิดประเทศแต่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองอาชีพคนไทยเลย กว่ารัฐบาลจะผ่านกฎหมายไปคุ้มครองคนไทยโดนแย่งอาชีพ ล้มละลายกันหมดแล้ว

          "อยากให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลและสนช. ให้ความสำคัญเร่งแก้กฎหมายให้ความคุ้มครองธุรกิจและอาชีพของคนไทยอย่างที่นายกรัฐมนตรีประกาศว่าประเทศไทยคนไทยต้องมาก่อน รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารงานแย่มากปล่อยให้บริษัทก่อสร้างรัฐสภาต่ออายุสัญญาสร้างรัฐสภาเป็นรอบที่สี่ ขอแก้สัญญาเพิ่มเวลาก่อสร้างอีก 674 วัน ถามว่าประสิทธิภาพอย่างนี้ใช้ได้หรือใหม่ น่าจะพิจารณาวิธีทำงาน ไม่มีคำตอบกับประชาชน และให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ผมอยากให้ทีมเศรษฐกิจหยุดเปิดหน้างานใหม่และหันมาชำระสะสางงานเก่าที่คั่งค้างให้สำเร็จสมบูรณ์ ให้คนมีงานทำมีกินมีใช้พอเพียงก่อน ค่อยไปทำโครงการหรูในวันหน้า เป็นงานผักชีโรยหน้าทั้งนั้น” นายจุติ กล่าว

          คนไทยกังวลอันดับ1ปากท้อง
          วันเดียวกัน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “10 อันดับความวิตกของคนไทยวันนี้” โดยสำรวจประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,273 คน ระหว่างวันที่ 6-10 กุมภาพันธ์ 2561 พบว่าอันดับ 1 ประชาชนมีความวิตกกังวลมากที่สุด คือ ชีวิตความเป็นอยู่ ปากท้อง ค่าครองชีพสูง ของใช้แพง รายได้ไม่พอกับรายจ่าย สังคมเหลื่อมล้ำ วิธีแก้ กินใช้อย่างพอเพียง ทำงานหารายได้เพิ่ม รัฐบาลช่วยเหลือ อันดับ 2 คือ เรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ การค้าการลงทุนไม่ดี กระทบต่อทุกภาคส่วน ต่างชาติไม่ลงทุน ทำให้ประเทศไม่ก้าวหน้า วิธีแก้ รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษี เร่งจัดการเลือกตั้ง

          อันดับ 3 เรื่อง อุบัติเหตุบนท้องถนน การจราจร เกิดเหตุบ่อยครั้ง มีความรุนแรงมากขึ้น คนใช้รถใช้ถนนมากขึ้น กฎหมายไม่รุนแรง ออกไปทำงานทุกวัน วิธีแก้ ช่วยกันรณรงค์ กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึก ปฏิบัติตามกฎจราจร เมาไม่ขับ ขับรถอย่างมีสติ ไม่ประมาท อันดับ 4 เรื่องการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งและความขัดแย้ง เพราะยังมีความขัดแย้ง การทุจริตคอรัปชั่น กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อยากให้มีการเลือกตั้ง วิธีแก้ รัฐบาลดำเนินการตามโรดแม็พ จัดการเลือกตั้ง ปฏิรูปอย่างจริงจัง รับฟังความคิดเห็น ทุกฝ่ายร่วมมือกัน อันดับ 5 โรคภัยไข้เจ็บ สุขภาพอนามัย มีโรคประจำตัว กระทบต่อการทำงาน ค่ารักษาพยาบาลสูง กังวลว่าไม่มีคนคอยดูแล ไม่อยากป่วย วิธีแก้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด กินอาหารมีประโยชน์ อันดับ 6 หน้าที่การงาน งานที่ทำ ธุรกิจ ค้าขาย เป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี อาจมีการเลิกจ้าง ลดค่าแรง มีลูกค้าน้อยลง รายได้ลด ธุรกิจซบเซา วิธีแก้ ช่วยเหลือตนเอง หาจุดเด่นเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยันทำงานมากขึ้น หารายได้เสริม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

          อันดับ 7 เรื่องสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ อากาศ เสื่อมโทรมลงทุกวัน มีคนบุกรุก ทำร้ายสัตว์ป่าและธรรมชาติ ทำให้โลกร้อน อากาศเปลี่ยนแปลง วิธีแก้ กระตุ้นให้ทุกคนมีจิตสำนึก ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และไม่ทำลาย ฟื้นฟูผืนป่า รัฐเอาจริงเอาจัง อันดับ 8 เรื่องคุณภาพการศึกษาไทย มีผลต่อการพัฒนาประเทศ เป็นห่วงเยาวชน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ไทยการศึกษารั้งท้าย วิธีแก้ ปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ปรับโครงสร้างการศึกษา จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อันดับ 9 การบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน มีข่าวให้เห็นบ่อยครั้ง ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในทางมิชอบ ไม่ยุติธรรม คนรวยกับคนจนแตกต่างกัน วิธีแก้ มีช่องทางร้องเรียน ดำเนินการอย่างจริงจัง มีบทลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ช่วยกันสอดส่องดูแล และอันดับ 10 เรื่องคุณธรรม จริยธรรมของคนในสังคม สังคมเสื่อมโทรม คนเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจ อารมณ์ร้อน มีพฤติกรรมรุนแรง โหดร้าย อาชญากรรมมากขึ้น วิธีแก้ การอบรมเลี้ยงดูที่ดี ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่วัยเยาว์ มีแบบอย่างที่ดีให้เห็น ใกล้ชิดศาสนา เป็นต้น

          เผยคนไทยไม่วาดฝันอนาคต
          ขณะที่ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “มองคนไทย มองประเทศไทย” โดยสำรวจความคิดเห็นประชาชนชน 824 ราย ระหว่างวันที่ 4-10 กุมภาพันธ์ โดยถามว่าคิดอย่างไรกับคุณลักษณะคนไทยปัจจุบันเปรียบเทียบกับภาพคนไทยในอดีต พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 45.9 มองว่าคุณลักษณะคนไทยยังแย่เหมือนเดิม รองลงมาร้อยละ 24.6 มองว่าดีเหมือนเดิม ร้อยละ 23.8 ระบุว่าแย่ลง และน้อยสุดร้อยละ 5.9 มองว่าดีขึ้น ส่วนคำถามว่ามองลักษณะของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างไร พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 54.6 ระบุว่า เห็นแก่ตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ร้อยละ 49.9 ระบุว่าขาดระเบียบวินัย ร้อยละ 27.0 ระบุว่ามองคนไทย ขี้เกียจ และร้อยละ 26.0 ระบุว่ามองคนไทย มีน้ำใจ ช่วยเหลือกัน

          ส่วนแนวทางแก้ไข เพื่อให้คุณภาพคนไทยดีขึ้นนั้น พบว่าร้อยละ 50.4 ระบุว่าความมีวินัยด้วยตัวอย่างที่ดี โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่รัฐ ร้อยละ 40.5 ระบุว่าความซื่อสัตย์สุจริต ร้อยละ 34.5 ระบุว่าความมีน้ำใจช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน และร้อยละ 29.7 ระบุว่าความมีระเบียบวินัย ด้วยการบังคับใช้กฎหมายส่วนคำถามที่ว่ามองว่าประเทศที่เป็นตัวอย่าง มีระเบียบวินัยเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนไทยมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.6 ระบุว่าญี่ปุ่น ร้อยละ 15.1 ระบุว่ากลุ่มประเทศยุโรป ร้อยละ 15.0 ระบุว่า สหรัฐอเมริกา และร้อยละ 4.4 ระบุ จีน

          ส่วนคำถามถึงทัศนคติต่อหน่วยงานรัฐ เช่น ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองควรมีตัวชี้วัดความสำเร็จด้วยการช่วยเหลือผู้ยากไร้บนความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ พบว่าร้อยละ 43.1 ระบุว่าเห็นด้วยถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ร้อยละ33.2 ระบุว่าเห็นด้วยปานกลาง ร้อยละ 23.7 ระบุว่าไม่เห็นด้วย และคำถามว่าวาดฝันอานาคตประเทศไทยอย่างไร พบว่าร้อยละ 38.7 ไม่วาดฝันอะไรเกี่ยวกับประเทศไทย ร้อยละ 8.1 ระบุประเทศไทยรุ่งเรืองมาก ร้อยละ 30.3 ระบุ ปานกลาง และร้อยละ 22.9 ระบุประเทศไทยรุ่งเรืองน้อย