มาแล้ว !! ซิงเกิลใหม่บิ๊กตู่"ใจเพชร"

การเมือง  :  10 ก.พ. 2561

“บิ๊กตู่”แต่งเพลงใหม่"ใจเพชร" ให้กำลังใจผู้เสียสละเพื่อชาติ พร้อมเดินหน้าคิกออฟ"ไทยนิยม" ด้านตร.ออกหมายจับ 4 แกนนำเอ็มบีเคไม่รายงานตัว

     เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้แต่งเพลง “ใจเพชร” เพื่อเป็นกำลังใจให้บุคคลที่เสียสละ ทำความดี ทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ แม้จะเหนื่อยยากแค่ไหนก็ต้องร่วมฝ่าฟันด้วยความศรัทธา เพื่อไปสู่ความฝันที่ใจต้องการ และต้องสร้างชาติด้วยกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เพลงดังกล่าวได้ประพันธ์คำร้องโดย พล.อ.ประยุทธ์ และขับร้องโดย พล.ต.กฤษดา สาริภา 

   ก่อนหน้านี้เมื่อ‪เวลา 09.00 น. ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งเป็นการมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนให้แก่คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง นายอำเภอทุกอำเภอ และบุคลากรที่เป็นวิทยากรระดับจังหวัด โดยกระทรวงมหาดไทยได้บูรณาการงานของรัฐบาลและกระทรวงเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวผ่านทีมขับเคลื่อนระดับตำบล ลงไปในพื้นที่ 878 อำเภอ 83,151 หมู่บ้านและชุมชนเพื่อขับเคลื่อนงานและโครงการของหน่วยงานต่างๆ ที่มี ทั้งนี้รัฐบาลจะเริ่มดำเนินงานในโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป ซึ่งงานดักล่าวมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เข้าร่วม ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ติดภารกิจที่ต่างประเทศ

มาแล้ว !! ซิงเกิลใหม่บิ๊กตู่"ใจเพชร"

“บิ๊กตู่” คิกออฟ ลุยไทยนิยม

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลเป็นรัฐบาลของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเป็นกลไกของประชาธิปไตย จะต้องผลิตพลังคน สร้างพลังสังคม ลดการเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะปัญหาการกระจายรายได้ แต่ทุกประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตย หรือทุนเสรี ก็เป็นแบบนี้ ใน 3 ปีมานี้รัฐบาลออกกฎหมายไปแล้วเกือบ 300 ฉบับ ซึ่งทุกฉบับใช้เวลาคิดและพิจาณา ไม่ได้ทำชุ่ยๆ อีกทั้งยังไม่สามารถสั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ เพราะสนช.ไม่ได้มีแค่ทหาร แต่ยังมีด้านวิชาการ เอกชน แม้จะคัดเลือกสนช.เข้าไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าสนช.จะเป็นพวกเรา เพราะพวกเขามีคุณวุฒิเพียงพอ และที่ฝ่ายความมั่นคงต้องไปเป็นสนช. เพราะดูว่าจะมีกฎหมายตัวใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงบ้าง ซึ่งมีความจำเป็น มิเช่นนั้น สนช.จะไม่คำนึงถึงเรื่องความมั่นคง เพราะความมั่นคงเป็นบ่อเกิดของทุกอย่าง หากบ้านเมืองไม่มั่นคงใครจะมาร่วมลงทุนกับไทย

    “วันนี้เรามองไปข้างหน้า เหมือนที่ผ่านมาผมได้พูดกับสหรัฐอเมริกา ไปว่าเราจะมองไปข้างหน้า พร้อมแก้ไขปัญหาด้านหลัง ไม่ใช่เปิดไว้ให้เกิดปัญหาต่อไป นี่คือหลักการประชาธิปไตยที่ผมคิดไว้ โดยทุกคนต้องช่วยกัน อย่าติติงกันเลย เราจึงต้องบริหารแบบไทยนิยมยั่งยืน ทำความดี พร้อมสร้างความเข้าใจให้ประชาชน อย่างไรก็ตาม สื่อเวลาผมพูดอะไรก็เริ่มแตะ มันเป็นยังไงนะ ว่าจะไม่พูดแล้ว ต้องแคะเล็กแคะน้อยอะไรทุกวัน มันสนุกตรงไหมผมไม่เข้าใจ ไอ้พวกที่โพสต์อยู่ในคลิปไม่ใช่ผมไม่รู้นะ ไอ้ที่พูดดีไปครึ่งชั่วโมงไม่สนใจ แต่พอพูดติดคอเอาล่ะ แล้วจะบอกว่าผมเป็นศัตรูกับท่านได้อย่างไร ถ้าท่านทำอย่างนั้นให้ทุกอย่างมันเป็นประเด็นไปหมด สังคมจะปั่นป่วน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

โมโหโซเชียลชอบจับผิด

    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า “เมื่อวานใครไปโพสต์ที่บอกจะแต่งชุดไทยไปงาน ว่ากำลังทำใจอยู่ว่าจะแต่งยังไงชุดยังไง ก็ไปโพสต์กันว่านายกฯ ต้องทำใจไม่อยากจะแต่ง มันเขียนทำไมว่ะ ไอ้แบบนี้ แล้วไอ้รูปที่ผมชี้มือก็ถ่ายกันอยู่ทุกวัน ไม่ดูกันเลยว่าการปฏิบัติมันเป็นอย่างไร ต่างประเทศเขายังรู้เลย พวกเราไม่กี่คนที่ไม่รู้ว่าประเทศชาติมันอันตรายแค่ไหนตอนนี้ ไม่รู้เลย หากินเข้าไปเถอะครับ ผมไม่ได้ว่าทั้งหมดนะ เปลี่ยนสมองใหม่ด้วย สมองมี 4 ข้างใช้ข้างเดียว สร้างความปั่นป่วนกันไปทั้งหมด วันนี้พูดมาทั้งหมดเอาไปตีแค่นี้ เรื่องอื่นพูดชั่วโมงหนึ่งไม่สนใจ คนดีๆ ก็มีนะ ผมไม่ได้ว่าไม่ดีหรอก เพียงแต่ความคิดไม่เหมือนกัน อยากให้ท่านมองประชาชนด้วยว่าที่ทำทั้งหมดมันอยู่ที่ท่านด้วยที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจ”

มาแล้ว !! ซิงเกิลใหม่บิ๊กตู่"ใจเพชร"

ย้ำชัดอีกครั้งต้องมีเลือกตั้ง

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่าในเรื่องความสามัคคีปรองดองไม่มีใครบังคับให้คนปรองดองกันได้ แต่จะปรองดองด้วยการทำงานไทยนิยมยั่งยืน ให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันทำงาน ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องเข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจและต้องมีสัญญาประชาคมเรื่องความปรองดอง ต้องพูดให้สังคมรู้ว่าคนที่เข้ามาร่วมได้ร่วมแล้ว ทั้งนักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ได้ต้องการกีดกันใคร แต่ถ้าใครไปติติงอยู่ข้างนอก แล้วไม่เข้าไปร่วมมือ ก็บอกให้สังคมรู้ว่าเขาไม่เข้ามา เขาไม่มาดูแลประชาชน บัตรเลือกตั้งมีให้กาเลือกและไม่เลือกใคร ซึ่งคนก็ยังไม่รู้เลยว่าการเลือกตั้งมี 3 ส่วน คือ 1.ไปเลือกตั้ง เลือกพรรค เลือกคน 2.ไม่เลือกใครเลย 3.ไม่ไปเลยดีกว่า โดย 3 ส่วนนี้ต้องอธิบายให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมีหลายคนไปบอกว่าไม่ต้องไปเลือกตั้งโดยให้รัฐบาลอยู่ต่อ แล้วจะอยู่อย่างไร หากไม่ไปเลือกตั้ง มันจึงต้องไปเลือกตั้ง ส่วนจะเลือกใครก็เลือก ไปดูนักการเมืองที่ทำยุทธศาสตร์ แผนปฏิรูป ตอนนี้มีหรือไม่ ก็ยังไม่เห็นมีใครพูด ดีแต่ติติงทุกวัน ไปเอาคนที่จะมาตอบโต้แล้วมานั่งคุยกัน ตนพร้อมเจอ แต่พอมาเจอกันก็บอกว่าเป็นห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือประชาชนไม่ได้รับการช่วยเหลือ สิ่งที่ตนเคยพูดมาตลอดไม่เคยฟังกันเลยเหรอ อย่ามาติตนแบบนี้ เรื่องที่ติกันมาก็เอามาแก้ให้หมด แต่ก็ยังติกันอยู่ก็ไม่เข้าใจ

หนังสือแย้งกกต.ถึงสนช.แล้ว “

     นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ขณะนี้นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ลงนามในหนังสือที่กกต.มีความเห็นแย้งเกี่ยวกับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. แล้ว เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และในวันนี้น่าจะส่งถึงมือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่าย โดยในส่วนของกกต.ประธานกกต.จะเป็นตัวแทนไปประชุม ยืนยันว่ากกต.จะเห็นแย้งเฉพาะประเด็นที่ทำความเห็นคือ เกี่ยวกับร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 5 ประเด็น และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. 1 ประเด็น ซึ่งกรรมาธิการจะต้องประชุมให้แล้วเสร็จภาย 15 วัน ก่อนที่จะเสนอที่ประชุมเพื่อพิจารณาหากเห็นด้วยกับกรรมาธิการร่วมเสนอก็จะส่งร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไปดำเนินการตามขั้นตอน แต่ถ้าหากที่ประชุมสนช.มีมติเกินกว่า 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการร่วมเสนอร่างทั้ง 2 ฉบับก็จะตกไปและนำมาสู่ขั้นตอนของการยกร่างกฎหมายใหม่

     “15 วันนี้เป็นช่วงเวลาที่สังคมควรให้ความเห็นต่อประเด็นที่จะมีการแก้ไข และถ้าสังคมเห็นอย่างไร สนช.ทั้งหมดก็ไม่ควรดื้อดึง ไม่ควรใช้ความเห็นส่วนตัวหรือยึดติดความเห็นในอดีตแล้วโหวตไม่ให้แก้ไข อย่ากลัวเสียหน้า ให้เอาประเทศชาติเป็นหลัก อย่าให้การเห็นต่างเพียงประเด็นเดียวคว่ำกฎหมายทั้งฉบับ ท่านต้องคิดว่ามันคุ้มหรือไม่กับการที่สุดท้ายแล้วมีการถามว่าใครจะเป็นคนรับผิดชอบ แล้วท่านจะต้องกลายเป็นจำเลยของสังคม” นายสมชัย กล่าว

มาแล้ว !! ซิงเกิลใหม่บิ๊กตู่"ใจเพชร"

ผู้ว่าฯจันทบุรียื่นใบลาออก

     ความคืบหน้ากรณีการใช้คำผิดพลาดของหนังสือคำสั่งจังหวัดจันทบุรี เรื่องมอบหมายภารกิจการเตรียมการลงพื้นที่ตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี และการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จ.จันทบุรี ลงนามคำสั่งโดยนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี โดยจังหวัดได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดในขั้นตอนของการพิมพ์ ซึ่งนายวิทูรัชขอรับผิดชอบเรื่องดังกล่าวเองที่ไม่ตรวจสอบให้ดี และสั่งให้มีการแก้ไขแล้ว พร้อมทั้งได้ทำหนังสือชี้แจงถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยว่าคำสั่งดังกล่าวได้มีความคลาดเคลื่อนในถ้อยคำบางคำ จังหวัดจึงออกคำสั่งที่ 549/2561 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อแก้ไขในความคลาดเคลื่อนดังกล่าวแล้ว

     เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุด นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ทำหนังสือส่งถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอลาออกจากราชการ ระบุเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติยศของวงศ์ตระกูลและตำแหน่งหน้าที่ที่รับผิดชอบ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2561

     จากนั้นนายวิทูรัชให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าร่วมประชุมรับฟังนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ถึงการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกถึงนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว เบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายฉัตรชัยแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่ลาออกนั้น อยากให้สื่อไปอ่านเหตุผลเนื้อหาในหนังสืออนุสรณ์งานศพนายยง ศรีนาม อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นบิดา ชื่อหนังสือว่า “พ่อพระ” จึงจะเข้าใจเหตุผลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองทุกวันนี้อยากให้ทุกคนอดทน ใจเย็น อย่าด่วนตัดสินใจอะไรไว ทุกคนช่วยกันทำงานเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ระบุว่า บ้านเมืองต้องการความสามัคคี ปรองดอง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนในช่วงเช้า พล.อ.อนุพงษ์และนายฉัตรชัยได้เรียกให้ ู้ว่าฯ จันทบุรี เข้าพบเพื่อพูดคุยในเรื่องดังกล่าวทันที

“บิ๊กป๊อก” บอกเป็นอำนาจปลัดมท.

      ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวถึงกรณีนายวิทูรัช ทำหนังสือลาออกถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ากรณีนี้เป็นความรับผิดชอบของตัวท่านเอง เมื่อมีข้อผิดพลาดการทำงานในบางเรื่องซึ่งก็คือเรื่องหนังสือที่ใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้อง ท่านคิดเองว่าต้องรับผิดชอบ ท่านก็ขอลาออก อย่างไรก็ตามในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจความรับผิดชอบของปลัดกระทรวงมหาดไทยว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะเจ้าตัวได้พิจารณาตัวเองแล้ว ส่วนคนที่จะให้ออกหรือไม่ให้ออกจากตำแหน่ง คือปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยส่วนตัวไม่มีความเห็น

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือลาออกดังกล่าว ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน ทั้งนี้ ทุกอย่างจะดำเนินการไปตามขั้นตอนระเบียบทางราชการ เมื่อถามว่า จะมีการยับยั้งหนังสือลาออกหรือไม่ นายฉัตรชัยปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว

 

หมอวรงค์แนะปูอ่านคำพิพากษา

     วันเดียวกัน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงความเห็นกรณีข่าวทนายของอดีตนายกฯ พยายามยื่นชะลอการยึดทรัพย์ โดยระบุว่า ไม่แน่ใจว่าทีมทนายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้อ่านคำสั่งศาลปกครองที่ยกคำร้องครั้งที่สองหรือไม่ ศาลได้พูดถึงข้อกฎหมายและระเบียบศาลปกครองกรณีที่จะให้ทุเลาการบังคับคดี และที่สำคัญศาลได้กล่าวกรณีผู้ร้องแพ้คดีไม่สามารถอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ แต่สามารถร้องต่อศาลปกครองกลางซ้ำได้ ถ้ามีข้อมูลใหม่ (การร้องขอทุเลาบังคับคดีครั้งแรกของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ศาลปกครองยกคำร้องเพราะยังไม่มีการยึดและอายัดทรัพย์เกิดขึ้น) ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ได้ร้องซ้ำไปแล้ว เพราะมีข้อมูลใหม่ว่ามีการยึดและอายัดทรัพย์เกิดขึ้นจริงและศาลก็ได้ยกคำร้องการขอทุเลาบังคับคดีในครั้งที่สอง เหตุผลสำคัญที่ศาลได้ยกคำร้องนอกจากมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแล้ว ศาลยังเห็นว่ากระทรวงการคลังมีศักยภาพในการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นในภายหลัง หากศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่พิพาทแล้ว และการที่ทนายความน.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้องขอให้ศาลปกครอง (เป็นการร้องครั้งที่สาม) มีคำสั่งให้กรมบังคับคดีงดหรือชะลอการขายทอดตลาดทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะเกรงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับความเสียหายยากต่อการเยียวยาในภายหลัง จึงดูแล้วแปลกๆ คล้ายว่าต้องการทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเพราะทุกอย่างมีความชัดเจนในคำสั่งศาลครั้งล่าสุดแล้ว ทางที่ดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะอ่านคำสั่งศาลปกครองล่าสุดให้ละเอียดจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้

มาแล้ว !! ซิงเกิลใหม่บิ๊กตู่"ใจเพชร"

เปิดทรัพย์สินอดีตรมต.บิ๊กตู่

     วันเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2560 จำนวน 3 ราย ได้แก่ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพิเชษฐ ดุรงคเวโรจน์ เมี่อครั้งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายธีระกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

    บัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของม.ล.ปนัดดา พบว่าเมื่อเข้ารับตำแหน่งมีทรัพย์สิน 1,315,332,228 บาท ส่วนเมื่อวันที่พ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปีมีทรัพย์สิน 1,319,750,225 บาท พบว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 ล้านบาท จากเงินฝากและเงินลงทุน ส่วนบัญชีทรัพย์สินของนายพิเชษฐ พบว่าเมื่อวันที่เข้ารับตำแหน่งมีทรัพย์สิน 68,436,865 บาท เมื่อวันที่พ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปีมีทรัพย์สิน 78,765,248 บาท ซึ่งพบว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านบาทจากเงินฝากและเงินลงทุน ส่วนบัญชีทรัพย์สินของนายธีระเกียรติ พบว่าเมื่อวันที่เข้ารับตำแหน่งมีทรัพย์สิน 37,883,183 บาท ส่วนเมื่อวันที่พ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปีมีทรัพย์สิน 41,222,034 บาท ซึ่งพบว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4 ล้านบาทจากเงินลงทุน ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

จ่อชี้มูลคดีสินบนข้ามชาติก.ย.นี้

      ด้านพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้ามากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจสอบสินบนระหว่างประเทศ หรือสินบนข้ามชาติ ซึ่งมีคดีที่อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงและตั้งอนุกรรมการไต่สวนทั้งสิ้น 18-19 คดี และในบางคดีมีความชัดเจนแล้ว ซึ่งคาดว่าภายในปีงบประมาณ 2561 หรือภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ คณะกรรมการป.ป.ช.จะสามารถชี้มูลความผิดได้ 2-3 คดี และในวันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแสวงหาความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อตรวจสอบสินบนข้ามชาติ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในบางโครงการด้วย

ยื่น‘สนช.’ปม‘สมยศ’ ยืม300ล้าน

      วันเดียวกัน นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่าน น.ส.สุภางค์จิตต ไตรเพทพิสัย รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณาสอบสวน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จากกรณีที่ยืมเงินนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของสถานบริการวิคตอเรียซีเคร็ท จำนวน 300 ล้านบาท และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ทำอาชีพตำรวจไปงานไซด์ไลน์ โดยเห็นว่าเข้าข่ายมีความผิดตามมาตรฐานทางจริยธรรม พ. ศ.2561 และขอให้ส่งเรื่องกรณีการยืมเงิน 300 ล้านให้ป.ป.ช. พิจารณาตามกฎหมายต่อไปด้วย

มาแล้ว !! ซิงเกิลใหม่บิ๊กตู่"ใจเพชร"

รังสิมันต์ปลุกระดมม็อบต้านคสช.

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย แกนนำกลุ่มสกายวอล์กที่ออกมาเคลื่อนไหวอยากเลือกตั้งโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Rangsiman Rome” นัดหมายชุมนุมต่อต้านคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) โดยระบุว่าในวันที่ 10 ที่จะถึงนี้คิดว่าน่าจะเป็นนิมิตหมายของประชาชนที่ดีที่จะต่อสู้ร่วมกันเพื่อทำลายล้างอำนาจเผด็จการ หากวันดังกล่าวมีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก วันสุดท้ายของคสช.คงใกล้มาถึง ดังนั้นขอเชิญชวนทุกคนอีกครั้งมาร่วมสู้กัน เพื่อสร้างประเทศชาติของเราด้วยกันอีกครั้ง ทั้งนี้กลุ่มนายรังสิมันต์นัดหมายในเวลา 16.00 น. ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ออกหมายจับ ‘แกนนำคนอยากเลือกตั้ง’

     เมื่อเวลา 13.30 น. ที่บช.น. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผบช.ส. พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รองผบช.น. และเจ้าหน้าที่ทหารประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความสงบเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรกรณีการจัดกิจกรรมของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และกลุ่ม START UP PEOPLE ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์

พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวหลังประชุมว่า 9 แกนนำที่นัดชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยช่วงเย็นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ได้วางมาตรการและกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้แล้ว ส่วนรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ ผู้ชุมนุมได้ทำหนังสือประสานเพื่อขอชุมนุมแล้วซึ่งได้แจ้งข้อจำกัดการชุมนุมไปว่าห้ามเป็นการชุมนุมทางการเมือง หากผิดไปจากเงื่อนไขก็ต้องดำเนินการตามมาตรการ ส่วนการข่าวยังไม่พบว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้น เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคุมสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับ 4 แกนนำที่ไม่มารายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย 1.นายอานนท์ นำพา 2.นายรังสิมันต์ โรม 3.นายเอกชัย หงส์กังวาน 4.นายสิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ตั้งข้อหาในความผิดฐานขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และชุมนุมห่างจากเขตพระราชฐานไม่ถึง 150 เมตรตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งในที่ประชุมได้มีข้อสั่งการว่าหากพบแกนนำทั้ง 4 คนให้ดำเนินการจับกุมไปดำเนินคดีได้ทันที

เนติวิทย์ร้องศาลถอนคำสั่งจุฬาฯ

     ที่ศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทนายความ เดินทางมายื่นฟ้องจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อศาลปกครองกลางว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ 4928/2560 เรื่องลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560, คำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 4929/2560 เรื่อง ให้สมาชิกสภานิสิตสามัญพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2560 และคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ 0408/2561 เรื่อง แก้ไขคำสั่งลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต ลงวันที่ 26 มกราคม 2561 ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิตของนายเนติวิทย์กับพวก ซึ่งเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ คณะครุศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ รวม 8 คน จากกรณีที่นายเนติวิทย์และกลุ่มเพื่อน 8 คนออกไปแสดงความไม่เหมาะสมในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนนิสิตใหม่เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2560 จนเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นนั้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้นายเนติวิทย์กับพวกทั้ง 8 คนได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติยศและขาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมหรือลงสมัครในตำแหน่งต่างๆ ของมหาวิทยาลัยในระยะเวลาที่เหลือของการศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว และให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชดใช้สินไหมทดแทนแก่นายเนติวิทย์กับพวกทั้ง 8 คน คนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะชำระให้นายเนติวิทย์กับพวกทั้ง 8 คนจนเสร็จสิ้น