ข่าว

ยกคำขอ"ยิ่งลักษณ์"บังคับคดีจำนำข้าวรอบ 2

ยกคำขอ"ยิ่งลักษณ์"บังคับคดีจำนำข้าวรอบ 2

29 ม.ค. 2561

"ศาลไม่คุ้มครอง"ยิ่งลักษณ์"ขอระงับคำสั่งคลังชดใช้ 3.5 หมื่นล้านโครงการจำนำข้าว ชี้ คำสั่งชอบ-ไม่ชอบ ต้องพิจารณาในคดี ชั้นนี้ยังไม่เข้าเงื่อนไข ทนาย รอสู้คดีหลัก

 

           29 ม.ค. 61 ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอครั้งที่ 2 ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและจำเลยคดีโครงการจำนำข้าวในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ฟ้องคดีปกครอง ที่ขอให้ศาลปกครองสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.59 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ( กขช.) ปล่อยให้เกิดความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวโดยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดแก่ราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาทเศษ ไว้ก่อนที่จะมีคำพิพากษา 

            ซึ่งคดีดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี , รมว.คลัง , รมช.คลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4 ในคดีหมายเลขดำ 1996/2559 
            โดยฟ้องว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ ที่เรียกให้ผู้ฟ้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการ กรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีในฐานะนายกฯ และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กระทำโดยจงใจปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และทำให้ทางราชการเสียหายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว 

           ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ฟ้อง ได้ยื่นคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาอีกครั้งด้วยขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

            ทั้งนี้ องค์คณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดไว้ 3 ประการ เกิดขึ้นครบถ้วน กล่าวคือ 1.คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย  2.การให้คำสั่งพิพาทมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง 3.การทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ

           โดยเมื่อศาลพิจารณาจากคำขอของผู้ฟ้องซึ่งได้ยื่นคำขอเป็นครั้งที่ 2 และข้อเท็จจริงจากการชี้แจงของคู่กรณี รวมถึงกรมบังคับคดีแล้ว เห็นว่า แม้ผู้ฟ้องจะอ้างเหตุของความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องชดใช้เงินหลายประการ และผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีบ้างไปแล้วก็ตาม แต่ในเมื่อการที่จะวินิจฉัยว่า คำสั่งพิพาทจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นประเด็นในเนื้อหาของคดีที่ศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            จึงเห็นว่า เงื่อนไขที่ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทเกิดขึ้นไม่ครบถ้วน  ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดี ดังนั้ให้ยกคำขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของผู้ฟ้อง

             ขณะที่เมื่อเวลา 12.00 น.เศษ นายนพดล หลาวทอง ทนายความรับผิดชอบคดีปกครองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ก็ได้กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับคดีเรื่องการอายัดทรัพย์สินแล้ว ในทางปฏิบัติเราคงต้องติดตามต่อไปการบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์นั้นทางหน่วยงานรัฐจะปฏิบัติอย่างไร เพราะขณะเท่ากับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องคือกรมบังคับคดีมีอำนาจตามคำสั่งที่ได้รับไว้ใน มาตรา 44 แต่ทั้งนี้หากพบว่าการบังคับอายัดทรัพย์ดำเนินการจากกรอบคำสั่งและกฎหมายที่ใช้อยู่เกี่ยวกับการบังคับคดีเราต้องใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อสู้โต้แย้งใหม่ โดยขณะนี้ทรัพย์นั้นถูกอายัดไว้ไม่ให้เคลื่อนย้ายถ่ายเท แต่ยังไม่ได้ยึดขายทอดตลาด ซึ่งทรัพย์สินที่เราเคยยื่นคำร้องขอให้ระงับไว้ในครั้งแรกและครั้งที่ 2 คือ บ้านพัก และบัญชีเงินฝากประมาณ 12-13 บัญชี จากนี้เราต้องต่อสู้ในเนื้อหาคดีหลักว่าการออกคำสั่งนั้นไม่ชอบอย่างไร

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่  10 เม.ย.60 ศาลปกครองกลาง ก็ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอครั้งแรกไปเนื่องจากเห็นว่า ขณะนั้นกระบวนการยังไม่ได้มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด ซึ่งครั้งแรกเป็นหนังสือแจ้งเตือนให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน

          เช่นเดียวกับกรณีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งทั้งสองตกเป็นจำเลยคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี , นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายอัฐฐิติพงศ์ หรือ อัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และนายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะทำงานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว  

          ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.59 เช่นกัน เรื่องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับกระทรวงพาณิชย์ในส่วนของนายบุญทรง เป็นเงินจำนวน 1,768,973,012.66 บาท , นายภูมิ จำนวน 2,242,571,739.68 บาท และนายมนัส , นายอัฐฐิติพงศ์ , นายทิฆัมพร เป็นเงินจำนวนรายละ 4,011,544,752.33 บาท ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539จากกรณีจงใจกระทำละเมิดให้ราชการเสียหาย จากการนำข้าวตามสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐมาเวียนขายให้ผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศนั้น

            ศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งยกคำขอไปวันที่ 10 ก.พ.60 เช่นกันเพราะเห็นว่า เจ้าหน้าที่ เพียงมีหนังสือเตือนให้ชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง กรณีจึงยังไม่ใช่การใช้มาตรการโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระ อีกทั้งในชั้นนี้ยังรับฟังไม่ได้ว่า ถ้าศาลไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งกระทรวงพาณิชย์แล้วจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่กลุ่มผู้ฟ้องที่จะยากต่อการเยียวยาแก้ไขในภายหลัง

 

***ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลัง เดินหน้ายึดทรัพย์ "ยิ่งลักษณ์" คดีจำนำข้าว !!