กกต.ชี้ร่างกม.พรรคการเมืองตรงเจตนารมณ์รธน.

การเมือง  :  19 มิ.ย. 2560
พรปพรรคการเมือง, กรธ, กกต, ไพรมารี่โหวต, กกต, ชี้, ร่าง, พรรคการเมือง, ตรง, เจตนารมณ์, รธน

กกต.ส่อเห็นแย้งกรธ.ชี้เนื้อหาร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองตรงตามเจตนารมณ์รธน.ยอมรับทำพรรคการเมืองมีปัญหาทางปฏิบัติ 

         19 มิ.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการที่กรธ.เชิญกกต.หารือเกี่ยวกับเนื้อหาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นไพรมารี่โหวต ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ นั้น ในเบื้องต้นสำนักงานได้มีการพิจารณาอำนาจกกต.ในการที่จะมีความเห็นแย้งที่จะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เมื่อมีการส่งร่างกฎหมายดังกล่าวมาให้พิจารณา โดยเห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 วรรค 5  ให้อำนาจกกต. เห็นแย้งได้เฉพาะกรณีที่เห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเท่านั้น  

         ซึ่งเมื่อตรวจสอบเนื้อหาร่างพ.ร.ป.พรรคการเมืองฉบับที่ผ่านสนช.แล้วก็พบว่าหากบังคับใช้จริงอาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับพรรคการเมืองเป็นหลักและอาจมีปัญหาต่อการตรวจสอบควบคุมของกกต.อยู่บ้างแต่เนื้อหาโดยรวมก็ไม่ได้เข้าข่ายไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ตรงกันข้ามกลับสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 258 ที่ให้การดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลดังนี้ ก. ด้านการเมือง (2)  ให้การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เพื่อให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นสถาบันการเมืองของประชาชนซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองร่วมกัน มีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และการคัดเลือกผู้มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม 
        ดังนั้นประเด็นเบื้องต้นที่สำนักงานฯจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาจึงเป็นกรณีที่หากร่างกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้จะเกิดปัญหาต่อการปฏิบัติของพรรคการเมือง  เช่น การตั้งพรรค. พรรคเก่าเป็นพรรคอยู่ต่อไปแต่ต้องทำตาม ม.132 ไม่สิ้นสภาพจนกว่าจะพ้น 3 ปี ขณะที่การพรรคใหม่ต้องมีทุนประเดิม  1 ล้านบาททันที  และภายใน 1 ปีถ้าหาสมาชิกไม่ได้ 5,000 คน จัดตั้งสาขาพรรค 4 สาขาในแต่ละภาค ในทางปฏิบัติส่งผลให้การจัดตั้งพรรคใหม่เกิดยากเพราะมีความยุ่งยาก  การรับสมาชิก พรรคเก่ามีสมาชิกเท่าเดิม มีสิทธิเท่าเดิมแม้ไม่จ่ายค่าบำรุงพรรคการเมือง   เว้นแต่ไม่ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองเป็นเวลาสองปีติดต่อกันตามมาตรา 27 อาจเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง  แต่พรรคใหม่ สมาชิกใหม่ต้องเก็บค่าบำรุงทันที ซึ่งบทเฉพาะกาลมาตรา 136 กำหนดให้ปีแรกเก็บไม่น้อยกว่า  50 บาท และปีต่อไปไม่น้อยกว่า  100 บาท

         ทั้งสอง 2 ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดาภาวะปลา  ปลา 2 น้ำพรรค 2 แบบ  การตั้งตัวแทนประจำจังหวัดทั้งพรรคเก่าพรรคใหม่ ต้องทำเท่ากัน แต่พรรคเก่าจะได้เปรียบเพราะมีสมาชิกในพื้นที่อยู่แล้ว  แต่บทบัญญัติก็มีลักษณะให้พรรคเร่งหาสมาชิกพรรคเพื่อตั้งสาขา และตัวแทนประจำจังหวัด  แต่เมื่อประชาชนยังไม่เกิดศรัทธาต่อพรรคก็อาจจะเกิดปัญหาการซื้อสมาชิกพรรคไปพร้อมกับการซื้อเสียงได้  องค์ประกอบ คกก.สรรหา พรรคเก่าต้องใช้ดำเนินการตามาตรา 49 วรรค 2 ทันที ซึ่งจะมีเพียงพรรคเก่าใหญ่เท่านั้นที่ทำได้ ส่วนพรรคใหม่ ได้สิทธิใช้ มาตรา135 ซึ่งพรรคใหม่ได้เปรียบพรรคเก่า เพราะคณะกรรมการสรรหามีเพียง 11 คน เป็นกก.บริหารพรรค 4 คน อีก 7 คนให้ หัวหน้าสาขากับตัวแทนประจำจังหวัดเลือกกันให้ได้ครบ 7 คน แต่ปัญหาคือพรรคใหม่ก็จะขาดองค์ประกอบในส่วนของตัวแทนประจำจังหวัด เพราะยังตั้งไม่ได้ เนื่องจากกกต.ยังไม่ประกาศเขตเลือกตั้ง การใช้ระบบไพรมารี่โหวตใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกไม่มีปัญหา แต่ต่อมาหากมีการยุบสภาเร็วเช่นใน 6 เดือนการใช้ระบบดังกล่าวในการคัดสรรผู้สมัครของพรรคอาจเกิดปัญหาได้  แต่หากรัฐบาลผ่านการบริหารงานไป 1-2 ปีแล้วยุบสภาพรรคการเมืองจะมีเวลาเตรียมการการใช้ระบบดังกล่าวไม่เกิดปัญหา 
          นอกจากนี้ในร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องการให้ยกเลิกประกาศคสช.ฉบับที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหลังการประกาศใช้กฎหมาย เหมือนกับร่างพ.ร.ป.กกต. มาตรา 3 ที่ได้บัญญัติให้มีการยกเลิกคำสั่งคสช.ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของกกต.ไว้  

         ดังนั้นแม้จะมีการบังคับใช้ร่างกฎหมายดังกล่าวพรรคการเมืองก็ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้    ซึ่งประเด็นทั้งหมดหากที่ประชุมกกต.เห็นตามที่สำนักงานเสนอว่าเป็นเรื่องแนวทางการปฏิบัติของพรรคการเมือง ไม่ใช่การไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ในการหารือร่วมกับกรธ. หากเห็นต่าง ก็สามารถเสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายได้อยู่แล้ว 

 

 


เปิดอ่าน