
ไม่เชื่อ ม.44 เร่งรถไฟ" ไทย-จีน" ได้
"สามารถ ราชพลสิทธิ์" ไม่เชื่อ ม.44 เร่งรถไฟ ไทย-จีน ได้ แนะเปลี่ยนตัวคนรับผิดชอบ เปลี่ยนกำหนดการก่อสร้าง พัฒนาเมืองควบคู่
16 มิ.ย. 2560 -นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ติดตามปัญหาและการขนส่งระบบราง ได้โพสต์เฟซบุ๊ค "ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์" ถึงการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ให้เดินหน้าการจัดสร้างรถไฟฟ้าไทยจีน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า "ได้ผลหรือ?ใช้ ม.44 เข็นรถไฟความเร็วสูง"
ดร.สามารถระบุว่า ในที่สุดเมื่อวานนี้ (15 มิถุนายน 2560) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตาม ม.44 แก้ปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลจีน โดยมีแผนที่จะก่อสร้างระยะที่ 1 ความยาวแค่เพียง 3.5 กิโลเมตร บริเวณสถานีกลางดง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้เลย ทั้งๆ ที่ กระทรวงคมนาคมได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ศูนย์ควบคุมและบริหารการเดินรถไฟไปแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558
ผมได้ติดตามโครงการนี้มาโดยตลอด แต่ในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้ละเว้นการติดตาม เพราะเห็นว่าโครงการไม่มีความคืบหน้าเลย มีแต่ข่าวเลื่อนการก่อสร้างมาตลอด ทำให้ไม่น่าสนใจที่จะติดตาม ที่สำคัญ การก่อสร้างระยะที่ 1 ระยะทางสั้นๆ แค่เพียง 3.5 กิโลเมตรนั้น บ่งชี้ถึงความไม่พร้อมของกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปของคนในวงการนี้ทั้งในและต่างประเทศว่าโครงการนี้ยากที่จะประสบความสำเร็จ
ผมไม่ได้คัดค้านโครงการรถไฟความเร็วสูงหากรัฐบาลมีความพร้อมที่จะก่อสร้างและบริหารจัดการเดินรถ แม้ที่ผ่านมา ผมได้เสนอแนะให้รัฐบาลทุ่มเทสรรพกำลังไปที่การก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนาดรางกว้าง 1 เมตร แทนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากผมเห็นว่าเป็นการยากที่รัฐบาลจะผลักดันให้รถไฟความเร็วสูงประสบผลสำเร็จได้ แต่เมื่อผมได้เห็นความตั้งใจจริงของท่านนายกฯ ประยุทธ์ ที่ต้องการให้คนไทยได้มีโอกาสใช้รถไฟความเร็วสูงของไทย ผมจึงได้เสนอแนะแนวทางในการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงให้เป็นรูปธรรมไปบ้าง เพื่อไม่ให้เงินลงทุนต้องสูญเปล่า หรือเพื่อให้คุ้มค่ากับเงินลงทุน
การที่ท่านนายกฯ ประยุทธ์ได้ประกาศใช้อำนาจตาม ม.44 เพื่อแก้ปัญหาทางกฎหมาย เช่น การที่วิศวกรจีนจะต้องสอบใบอนุญาตการประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุมของประเทศไทย การกำหนดราคากลางค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง และการทำสัญญาระหว่างรัฐกับรัฐ เป็นต้นนั้น จะช่วยเร่งรัดการก่อสร้างได้บ้าง แต่ผมไม่เชื่อว่าจะทำให้การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ประสบความสำเร็จได้ เพราะปัญหาหลักที่ทำให้โครงการนี้ล่าช้านั้นอยู่ที่ผู้รับผิดชอบมากกว่าปัญหาทางกฎหมาย
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเรียนเสนอท่านนายกฯ ประยุทธ์ พิจารณาดำเนินการดังนี้
1. เปลี่ยนผู้รับผิดชอบตั้งแต่ระดับกระทรวงคมนาคมลงมาถึงการรถไฟแห่งประเทศไทย ผมไม่แน่ใจว่าผู้รับผิดชอบโครงการนี้บางคนมีความตั้งใจจริงที่จะผลักดันรถไฟความเร็วสูงให้เป็นรูปธรรมหรือไม่ อีกทั้ง มีความรู้และประสบการณ์ที่จะทำโครงการสำคัญเช่นนี้หรือไม่ เพราะถ้ามีความตั้งใจจริง และมีความรู้และประสบการณ์ดีพอ การเจรจากับผู้แทนจีนคงไม่ยืดเยื้อมาถึง 18 ครั้ง เป็นเวลายาวนานเกือบ 3 ปี โดยแทบไม่มีความคืบหน้าเลย ที่น่าแปลกประหลาดที่สุดก็คือ การเสนอให้ก่อสร้างระยะที่ 1 แค่เพียง 3.5 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นสิ่งที่น่าขันอย่างมาก เพราะไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกันเช่นนี้ สร้างเสร็จแล้วก็นำไปใช้อะไรไม่ได้ หากจะอ้างว่าเพื่อต้องการทดสอบความสามารถในการออกแบบรถไฟความเร็วสูงของวิศวกรจีนก็ฟังไม่ขึ้น เพราะวิศวกรจีนมีประสบการณ์การออกแบบและก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมาเป็นระยะทางกว่า 20,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ยาวที่สุดในโลก
ส่วนปัญหาทางกฎหมายนั้นผู้รับผิดชอบก็รู้มานานแล้ว ถ้าพยายามหาทางแก้ไขมาก่อนหน้านี้ อาจไม่จำเป็นต้องเสนอให้ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ใช้อำนาจตาม ม.44 ก็ได้
ด้วยเหตุนี้ หากท่านนายกฯ ประยุทธ์ไม่เปลี่ยนผู้รับผิดชอบโครงการนี้ก็จะเป็นการยากที่จะเดินหน้าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงรวมทั้งการบริหารจัดการเดินรถให้เป็นไปตามเป้าหมายได้
2. เปลี่ยนกำหนดการก่อสร้าง ผมขอเสนอให้ก่อสร้างรวดเดียวจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร ซึ่งบริษัทรับเหมาที่มีประสบการณ์สามารถทำการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นก็ควรขยายเส้นทางไปจนถึงหนองคายทันที โดยให้จีนร่วมลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมด้วย การทำเช่นนี้จะทำให้เอกชนที่สนใจจะลงทุนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟเกิดความเชื่อมั่น เนื่องจากผู้ลงทุนเห็นว่าโครงการนี้มีโอกาสสำเร็จแน่
3. พัฒนาเมืองควบคู่กับรถไฟความเร็วสูง ผมไม่อยากให้รัฐบาลมุ่งก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อยากให้พัฒนาเมืองควบคู่ไปด้วย หรือเป็นการพัฒนาทางรถไฟกับเมืองในเชิงบูรณาการ (Integrated Railway and Urban Development) ซึ่งจะช่วยให้มีผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาเมืองอาจจะประกอบด้วย การก่อสร้างเมืองใหม่ เมืองอุตสาหกรรม เมืองมหาวิทยาลัย และเมืองราชการ เป็นต้น
ผมมั่นใจว่า หากรัฐบาลทำได้เช่นนี้ คนไทยก็จะมีโอกาสได้ใช้รถไฟความเร็วสูงของไทยในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน



