ทักษิณโชว์รูปถ่ายคู่กษัตริย์สวาซิแลนด์ผ่านทวิตเตอร์

“ทักษิณ” โพสต์รูปปถ่ายคู่พระมหากษัตริย์สวาซิแลนด์ทางแอฟริกากลางมีประชากรเพียง 1 ล้านคน ผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ระบุหลังกลับจากทำธุรกิจเหมืองเพชร

  วันที่ 30 ส.ค.  เมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เขียนข้อความลงบนเว็บไซต์ twitter.com โดยมีใจความว่า “หลังจากที่กลับออกมาจากเหมืองเพชร ผมก็ได้เข้าเฝ้าฯ H. E. King Mswati III พระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์ http://bit.ly/2g9pEg” อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิกเข้าไปดูภายในลิงก์ที่มีการโพสต์ไว้บนเว็บไซต์นั้น ปรากฎว่าเป็นภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะกำลังเข้าเฝ้าฯ พระมหากษัตริย์ของสวาซิแลนด์ จำนวน 2 ภาพ

ทั้งนี้เว็บไซต์วิกิพีเดียได้เก็บข้อมูลประเทศสวาซิแลนด์ความว่า  ชนชาติสวาซิเป็นชนเผ่างูนิ เดิมอาศัยอยู่ทางแอฟริกากลาง ชนชาติสวาซิหรือเผ่างูนิ ได้เคลื่อนย้ายลงมาทางแอฟริกาตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ในปัจจุบันประมาณปี ค.ศ. 1750 ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอึงวาเนที่ 3 จึงได้ถือว่ากษัตริย์พระองค์นี้เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ปัจจุบัน โดยครองราชย์อยู่จนถึงปี ค.ศ. 1780 เมื่อชนชาติสวาซิแลนด์อพยพลงมาอาศัยมาในบริเวณที่เป็นที่ตั้งของประเทศนี้

 ใหม่ ๆ ได้เกิดข้อขัดแย้งในการแย่งดินแดนกับชนเผ่าซูลู ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่าชนเผ่าสวาซิ ต่อมาเมื่อมีการขุดพบทองคำในภูมิภาคนี้เมื่อปี ค.ศ. 1879 จึงมีคนผิวขาวจากยุโรปอพยพเข้าไปแสวงโชคกันมากและยึดดินแดนในภูมิภาคนี้เป็นเมืองขึ้น สวาซิแลนด์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของคนผิวขาวเชื้อสายดัชต์ ซึ่งได้ครองดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ปัจจุบันด้วย ในขณะนั้นเรียกว่า Boer Republic of Transvaal ต่อมาคนเชื้อสายอังกฤษได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้และได้ทำสงครามชนะคนเชื้อสายดัช (Boer) เมื่อปี ค.ศ. 1903 สวาซิแลนด์จึงกลายเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษหรือเป็น British High Commission Territory สวาซิแลนด์ได้รับเอกราชเมื่อ 6 กันยายน ค.ศ. 1968

ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับเอกราช สวาซิแลนด์เคยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามแบบอย่างของประเทศตะวันตก โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีพรรคการเมืองหลายพรรคและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกตั้ง ต่อมาระหว่างปี ค.ศ. 1973-1977 สมเด็จพระราชาธิบดีโซบูซาที่ 2 แห่งราชวงศ์ดลามินี ได้ทรงปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงการปกครองของสวาซิแลนด์ โดยได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจการปกครองให้อยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และห้ามการจัดตั้งพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ได้ทรงวางรากฐานการปกครองประเทศสวาซิแลนด์ซึ่งใช้ปกครองประเทศสืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยทรงนำแนวทางการปกครองประเทศแบบตะวันตกผสมผสานกับการปกครองตามประเพณีดั้งเดิมเข้าด้วยกัน ปัจจุบันสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ซึ่งมีอิทธิพลเหนือราชอาณาจักรสวาซิแลนด์พยายามกดดันให้สวาซิแลนด์เปลี่ยนเปลงการปกครองเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ทางการเมืองเมื่อสวาซิแลนด์เป็นประเทศเอกราชแล้ว ก็มีการปกครองปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ในปี 2520 สมเด็จพระราชาธิบดีโซบูซาที่ 2 (Sobhuza II) ทรงเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบราชาธิปไตย ตราบถึงทุกวันนี้ (Queen Mother มีหน้าที่ในการสำเร็จราชการแทนองค์กษัตริย์)

ทางด้านเศรษฐกิจของสวาซิแลนด์เป็นเศรษฐกิจขั้นปฐมภูมิ พึ่งพิงภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ประชาชนอยู่ในภาคการเกษตรกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจของสวาซิแลนด์ยังผูกพันอยู่กับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้เป็นอย่างมาก โดยประมาณร้อยละ 80 ของสินค้านำเข้าจากแอฟริกาใต้ และร้อยละ 30 ของสินค้าส่งออกของสวาซิแลนด์ส่งไปยังแอฟริกาใต้ นอกจากนั้น ระบบการเงินและการคลังรวมทั้งระบบภาษีศุลกากรของสวาซิแลนด์ก็ผูกพันกับแอฟริกาใต้

ประเทสสวาซิแลนด์มีประชากรทั้งหมด 1,032,000 เป็นชาวแอฟริกันเป็นส่วนใหญ่ นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามเป็นภาษาหลัก ร้อยละ 81.6 ของประชากรสามารถอ่านออกเขียนได้


เปิดอ่าน