
“สนช.” เห็นชอบอนุสัญญาตปท.คุ้มครองคนถูกอุ้มหาย
สนช.เห็นชอบอนุสัญญาตปท.คุ้มครองคนถูกอุ้มหาย กำหนดให้รัฐภาคีวางโทษเป็นคดีอาญาร้ายแรง
10 มี.ค.60 - ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานประชุมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอเพื่อให้ สนช. เห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา 23 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 โดยที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์ 205 คะแนนเห็นชอบกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอเพื่อให้สนช.เห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศตามมาตา23รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557
"อย่างไรก็ตามสาระสำคัญของอนุสัญญาดังกล่าว คือ การกำหนดการบังคับให้หายสาบสูญ หมายถึง การจับกม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลอดรอนเสรีภาพ หรือการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย"นายสุรชัย กล่าว
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การกำหนดให้รัฐภาคีแต่ละรัฐต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อประกันว่าการบังคับให้หายสาบสูญถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาของตน ขณะเดียวกัน รัฐภาคีแต่ละรัฐต้องทำให้ความผิดฐานบังคับให้สาบสูญเป็นความผิดที่มีโทษ ซึ่งมีระวางโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงอย่างยิ่งของการกระทำดังกล่าว
"อย่างไรก็ตามรัฐภาคีแต่ละรัฐอาจกำหนดให้เหตุบรรเทาโทษ โดยเฉพาะบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการบังคับให้หายสาบสูญแต่ได้มีส่วนช่วยอย่างแท้จริงให้ค้นพบบุคคลที่หายสาบสูญโดยยังมีชีวิตอยู่ หรือทำให้สามารถคลี่คลายคดีการบังคับให้หายสาบสูญ หรือระบุตัวผู้กระทำการบังคับให้หายสาบสูญ เช่นเดียวกับกับการอาจกำหนดเหตุที่ทำให้โทษหนักขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่บุคคลที่หายสาบสูญเสียชีวิต หรือการกระทำให้สตรีมีครรภ์ ผู้เยาว์ คนพิการ หรือบุคคลที่อยู่ในสภาพเปราะบางอย่างยิ่งอื่นๆ ถูกบังคับให้หายสาบสูญ ทั้งนี้ โดยไม่กระทบต่อวิธีพิจารณาความอาญาอื่นๆ"นายสุรชัย กล่าว



