ข่าว

แคลงใจ กลไกปรองดอง "คสช."

แคลงใจ กลไกปรองดอง "คสช."

14 ก.พ. 2560

เวทีก้าวข้ามฯ แคลงใจ กลไกปรองดอง "คสช." แนะเพิ่มกลุ่มพูดคุย-ใช้ผู้รู้ทำงาน ด้าน "นิพิฏฐ์ - สมบัติ" เห็นพ้อง ต้องจัดเวทีชำแหละ-วิพากษ์เหง้าปัญหาชาติ

คณะนักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่น7 ของสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีเสวนา เรื่อง "ก้าวผ่านวันวาน สมานรัก วาเลนไทน์" โดยเชิญตัวแทนกลุ่มการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวทีแสดงความเห็นต่อแนวทางการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้ง

    โดยพระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสตร์หลักของการสร้างความปรองดอง คือ การประณีประนอม ไม่กล่าวร้ายบุคคลอื่น หากกรณีที่เกิดความขัดแย้งแล้วต้องใช้วิธีการพูดคุย โดยขันติเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมต่อการสร้างความปรองดอง รวมถึงต้องมีหลักให้อภัยทาน และ อโหสิกรรมซึ่งกันและกัน  ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายต้องทำให้เกิดความชอบธรรมกับทุกฝ่ายด้วย ทั้งนี้ประเด็นที่เกิดกับวัดธรรมกาย ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาไปกว่า 300 คดีนั้น ถือว่าเป็นความไม่ชอบธรรม ทั้งที่ใช้หลักคำสอนตามหลักธรรมะเหมือนกันทุกวัด หากจะมองว่าคำสอนดังกล่าวผิดต้องผิดทุกวัด ไม่ใช่ผิดเฉพาะวัดธรรมกาย ดังนั้นหากจะปรองดองกัน ต้องทำให้เสมอภาคกัน ทั้งการรักษาศีล ความเห็น เพื่อให้เกิดความปรองดองที่แท้จริง

    ทางด้านนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การสร้างความปรองดองในภาวะปัจจุบัน ตนมองว่ามีความหวัง แต่ต้องปรับมุมคิด กล่าวคือการปรองดองที่ผ่านมา ฝ่ายต่างๆ ทั้ง กลุ่มคนเสื้อเหลือง กลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งคำถามว่าตนเองจะได้อะไรจากการปรองดอง แต่รอบปัจจุบันต้องคิดใหม่  คือ แต่ละกลุ่มจะเสียสละสิ่งใดบ้างเพื่อให้เกิดความปรองดอง ทั้งนี้ตนมองว่าการเริ่มต้นปรองดอง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำ ถือว่าทำถูกทาง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการปรองดองแล้วจะทำถูกทางหรือไม่เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไป โดยหลักการของกระบวนการปรองดองที่ทำให้สังคมเลิกขัดแย้งได้ คือการทำความเข้าใจให้ตรงกัน ใน 3 เรื่อง คือ 1.คำว่าประชาธิปไตยให้มุ่งไปในความหมายเดียวกัน, 2. การสร้างความยุติธรรมที่ทุกฝ่ายเข้าใจคำว่ายุติธรรมที่ไม่สองมาตรฐาน หากยังมีกลุ่มใดที่ยังข้องใจในกระบวนการยุติธรรม นายกฯ ต้องให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคม แต่ไม่ใช่การชี้นำมุมมอง, 3. หลักการว่าด้วยเสียงข้างมากและขอบเขตของการใช้เสียงข้างมาก เช่น เสียงข้างมากตัดสินความดีความชอบไม่ได้ เป็นต้น ส่วนประเด็นนิรโทษกรรมนั้น อาจเป็น 1 ในประเด็นปรองดองที่ต้องพูดคุย แต่ไม่ควรพูดในที่สาธารณะ เพราะตนมองว่ามีรายละเอียดมากและต้องทำความชัดเจน เช่น นิรโทษกรรมคดีการเมือง จะรวมถึงนิรโทษกรรมผู้ยึดอำนาจ หรือโดนข้อหาเป็นกบฎต่อแผ่นดิน หรือไม่ เป็นต้น 

    "การปรองดองที่ผ่านมาไม่สำเร็จ เพราะสังคม ติดวัฒธรรมเกรงใจ ไม่กล้าพูด บางเรื่องต้องเลิกเกรงใจ อย่าซุกปัญหาไว้ใต้พรม ดังนั้นหากจะทำให้เลิกขัดแย้งต้องใช้การผ่าตัด ไม่ใช่การกินยาเพื่อบรรเทา นอกจากนั้นที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดที่มีอำนาจเด็ดขาด เหมือนรัฐบาลคสช. ที่มีอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ดังนั้นการทำเวทีพูดคุย นายกฯ อย่าให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากไป ต้องให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อให้ประชาชนบีบพรรค เนื่องจากพรรคการเมืองไม่ยอมแน่นอน เพราะมุ่งแต่รักษาพื้นที่ของตัวเอง"นายนิพิฎฐ์ กล่าว

    ทางด้านนายชินวัตร หาบุญพาด อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวโดยเชื่อว่ารัฐบาลแม้จะมาจากความขัดแย้งต้องการทำให้เกิดความปรองดอง เพื่อยุติปัญหา ส่วนแนวทางที่จะทำให้การปรองดองได้จริง ไม่ควรทำเฉพาะการจัดเวที เพื่อให้ทุกฝ่ายพูดคุยเท่านั้น แต่ต้องทำด้วยใจ และใช้ใจพูดกัน  เพราะตนมองว่าหากทำปรองดองไม่สำเร็จการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่ได้ดังนั้นทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือและเปิดใจยอมรับ เช่น การนิรโทษกรรมต้องทำให้สุดซอย คือ คดีการเมืองทุกคดี, คดีผิดมาตรา112 หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และนิรโทษกรรมคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วย

    ส่วนนายสาวิทย์ แก้วหวาน ที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และอดีต สมาชิกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นจุดที่ทำให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง หากใช้วิธีการสมยอมจะไม่ทำให้เกิดการพัฒนา แต่เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นส่ิงที่จะสร้างความปรองดองได้ต้องใช้ผู้รู้ และมองในมุมมองขัดแย้งต่างๆ  ไม่เฉพาะมุมของขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น เพราะประเด็นที่สร้างความขัดแย้งบานปลาย คือ จุดเริ่มที่รากฐาน เช่น ความไม่เท่าเทียม, ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนั้นการเข้าสู่กระบวนการปรองดองได้จริงต้องเริ่มจากความจริงใจและตั้งใจของรัฐบาล โดยความเห็นส่วนตัวมองว่ากระบวนการปรองดอง ต้องเริ่มจากทำความจริงที่หลายฝ่ายเชื่อไม่ตรงกันให้ปรากฎ และทำความเข้าใจร่วมกันว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสถานการณ์ ขณะที่กระบวนการที่นำไปสู่ความปรองดอง อาจใช้นโยบายรัฐบาล เช่น นโยบาย 66/23  เป็นต้น รวมถึงต้องจัดเวทีย่อยๆ เพื่อฟังความเห็นประชาชน

    ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มคนวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการปรองดอง เพราะขณะนี้มีทางเลือกเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ สู้รบกันต่อ กับ หาทางที่ยุติความสูญเสียที่เกิดขึ้น  แต่วิธิการที่นำไปสู่ความปรองดองนั้นจำเป็นต้องถกเถียงเพื่อให้ได้ข้อยุติที่แท้จริง โดยมองเป้าหมาย คือ ปรองดองเพื่ออะไรเป็นหลัก ไม่ใช่มองที่ตัวบุคคล  ที่หมายถึง ปรองดองเพื่อใคร ทั้งนี้ความขัดแย้งถือเป็นวิวัฒนาการทางสังคมและไม่สามารถสั่งให้เลิกขัดแย้งกันได้ สำหรับโจทย์ 10 ข้อที่ตั้งเป็นคำถามในกระบวนการสร้างแนวทางปรองดองนั้น ตนมองว่าเป็นสิ่งที่ทำให้มองอนาคตร่วมกัน แต่สิ่งที่ต้องสนับสนุนให้เกิดขึ้นร่วมด้วย คือ การทำความจริงให้ปรากฎ เพื่อเป็นบทเรียนไม่ให้กลับไปสู่จุดขัดแย้งกันอีก ขณะที่ประเด็นของการให้อภัยทุกฝ่ายต้องเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ให้อภัยเพียงฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้ผู้ที่ให้อภัยนั้นตกเป็นเหยื่อของสังคม

    "กระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องทำให้เหมือนกับการดึงรากบัวที่เมื่อดึงแล้วจะมีสิ่งต่างๆ ติดขึ้นมาด้วย ซึ่งสิ่งที่ติดมานั้นเหมือนปัญหาที่สะสมในสังคม ผมสนับสนุนการดีเบต เพราะหากไม่ทำ สังคมจะวิวัฒนาการไม่ได้ แต่ปัญหาคือ เราไม่มีวัฒนธรรมของการวิจารณ์ หรือหากระบวนการเรียนรู้ว่าอะไรสิ่งที่ดีกว่า หรือจะเลือกอะไร โดยเป็นการเถียงกันบนหลักเหตุผล ไม่ใช่ความรู้สึก กล่าวคือเอาเนื้อหามาพูด ไม่ใช่ยึดที่ตัวบุคคล" นายสมบัติ กล่าว

 
    ทางด้านนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่าการสร้างความปรองดองได้ คือต้องเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม พร้อมรับฟังความเห็นทุกกลุ่ม และยอมรับ เคารพต่อสิทธิ เสรีภาพด้านงการแสดงความเห็นของประชาชน รวมถึงต้องยกเลิกการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557  และใช้วิธีการพูดคุยร่วมกันแทน อย่างไรก็ตามสิ่งที่สร้างความแตกแยกในชุมชน เช่น กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะถูกนายทุนเข้าไปสร้างความเชื่อของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้การก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่จำเป็นต้องรีบทำ หากยังไม่มีกระบวนการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน.