ข่าว

“ปชป."สานเสียงเสนอรบ. หยุดศึกโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

“ปชป."สานเสียงเสนอรบ. หยุดศึกโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

08 ก.พ. 2560

“อภิสิทธิ์–กรณ์”ประสานเสียงเสนอ รบ. หยุดศึกโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-กระบี่ และเลิกใช้ กม. พิเศษผลักดัน ชี้ถ้าใช้ก๊าซธณรมชาติเหลวตรงเป้าแนวทางพัฒนายั่งยืนกว่า

 

          8 ก.พ. 60 - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ที่ระบุว่าจะเร่งหาข้อยุติกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ภายในสัปดาห์หน้า  ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยเสนอให้รัฐบาลเลือกใช้แนวทางพัฒนาที่ยั่งยืน และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และโลกอนาคตโดยสนับสนุนให้หาข้อยุติในภาพรวมไม่ใช่เฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่งเพราะมีความเชื่อมโยงกัน โดยพรรคขอเสนอสูตรให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่อำเภอเทพาจังหวัดสงขลาใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ส่วนที่กระบี่ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยและผลักดันพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นคำตอบที่สอดคล้องเป้าหมายคือมั่นคงสะอาดยั่งยืน เพราะมีข้อดีในเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งนี้ยืนยันว่าเราไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ และการให้โรงไฟฟ้าเทพาใช้แอลเอ็นจีไม่ได้ขัดแย้ง เรื่องการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยหรือประเทศเพื่อนบ้านมากเกินไป เพราะเป็นสิ่งที่ต้องนำเข้าเช่นเดียวกับถ่านหิน นอกจากนี้ข้อมูลทางเทคนิคพบว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแอลเอ็นจีจะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงไม่ล่าช้าแต่จะทำให้รวดเร็วมากขึ้นอีก ทั้งยังมั่นใจว่าการใช้แอลเอ็นจีที่เทพาและปาล์มน้ำมันที่กระบี่จะช่วยลดความขัดแย้งในพื้นที่กับกลุ่มอนุรักษ์ที่เป็นห่วงเรื่องมลภาวะทั้งในเรื่องการขนส่งนำเข้า และกระบวนการผลิตด้วย ดังนั้นข้อเสนอนี้จะสอดคล้องกับเป้าหมายในอนาคตเนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดจะปรับตัวรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนได้ดีขึ้นด้วย

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่ าโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวมีงบประมาณลงทุนต่ำกว่าถ่านหิน จึงควรนำเงินที่ประหยัดได้มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนที่จะผลิตได้ต่อไป โดยการไม่ใช้ถ่านหินจะสอดคล้องกับที่รัฐบาลเคยประกาศต่อชาวโลกว่าจะลดการผลิตคาร์บอน ซึ่งไทยจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความผันผวนของภูมิอากาศ จึงถือเป็นข้อเสนอที่มีแต่ได้กับได้แต่จะมีความยุ่งยากในเรื่องการเปลี่ยนแผนซึ่งจะคุ้มค่าเพราะไม่ยากเกินไป ไม่มีหน่วยงานใดสูญเสียประโยชน์จึงอยากให้นายกฯ มีข้อยุติในภาพรวมเกี่ยวกับเรื่องนี้หากทำตามข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปด้วยซึ่งตนมั่นใจว่าภาคประชาชนจะเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นทางเลือกที่ดีกว่าถ่านหินอีกทั้งยังดูแลเกษตรกรและมีเงินลงทุนโครงข่ายเรื่องพลังงานหมุนเวียนด้วย

          “ ผมไม่อยากให้รัฐบาลใช้กฎหมายพิเศษมาทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะต้องตัดสินใจที่ยั่งยืนโดยดูแนวโน้มของโลกด้วยเอไอบีบอกกับผมว่าประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการภายใน แต่จะไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและในหลายประเทศพูดว่าจะต้องเก็บภาษีคาร์บอน และเราประกาศจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่จะลงทุนในสิ่งที่สวนทางกับที่ประกาศก็กระไรอยู่ เพราะไม่ใช่ว่าเราไม่มีทางเลือกตอนที่เราเป็นรัฐบาลนั้นก๊าซธรรมชาติเหลว ราคาสูงมาก แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาถ่านหินเรามีทางเลือกแล้วก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งการตัดสินใจนี้จะสะท้อนการปฏิรูปว่ารัฐบาลตอบสนองทั้งการเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของประชาชนโดยลดความขัดแย้งระหว่างนโยบายรัฐกับประชาชนในพื้นที่และทำให้เกิดความปรองดองด้วย”นายอภิสิทธิ์กล่าว

          ขณะที่นายกรณ์ จาติกวนิช อดีตรมว.คลัง กล่าวว่า พรรคได้ศึกษาข้อเท็จจริงก่อนที่จะสรุปข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งตนเห็นใจฝ่ายราชการที่กำหนดนโยบายเรื่องนี้ แต่หากเปรียบเทียบความเหมาะสมระหว่างถ่านหินกับก๊าซแอลเอ็นจีจะพบว่าก๊าซแอลเอ็นจีปรับลดลงอย่างมาก ซึ่งจะมีผลต่อค่าไฟเกือบจะเท่ากับไฟฟ้าที่ผลิตด้วยถ่านหิน หรือน้อยกว่าเล็กน้อย อีกทั้งจะทำให้ภาคใต้ในโรงไฟฟ้าได้เร็วขึ้นโดยใช้เวลาก่อสร้างเพียง 48 เดือนแตกต่างจากถ่านหินที่ใช้เวลา 80 เดือน และยังใช้เงินลงทุนต่ำกว่าประมาณ 50 %ด้วย

          “ หากรัฐบาลยืนยันเดินหน้าต่อจะต้องใช้เวลาอีกนานมาก เพราะต้องผ่านการอนุมัติผลศึกษาทั้งอีไอเอและอีเอชไอเอ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ได้รับอนุมัติ ขณะที่กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลวใช้แค่อีไอเอ ไม่ต้องมีผลศึกษาอีเอชไอเอ จึงมีความแน่นอนและระยะเวลาในการก่อสร้างที่ชัดเจนกว่า ด้วยเหตุนี้จึงกังวลว่าหากรัฐบาลเดินหน้าแผนนี้ต่อไปชาวใต้จะไม่ได้โรงไฟฟ้าหรือกว่าจะได้คงอีกนานมากจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งภาคใต้และประเทศไทย ” นายกรณ์ กล่าว