ข่าว

"ชาญชัย"หวั่นนโยบาย"ปราบโกง"ไม่เข้าเป้า 

"ชาญชัย"หวั่นนโยบาย"ปราบโกง"ไม่เข้าเป้า 

04 ก.พ. 2560

"ชาญชัย"หวั่นนโยบาย"ปราบโกง"ไม่เข้าเป้า เหตุหน่วยงานต่างคนต่าง ชี้กฎหมายก้าวหน้า-แต่ไม่ยอมใช้ จวกยับกระทรวงคลัง ชงแก้กม.เลียนแบบต่างชาติ

          4 ก.พ. -- นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการแก้ไขทุจริตคอร์รัปชั่นตามนโยบายของรัฐบาล ว่า จากปัญหาการทุจริตที่บานปลายในหลายองค์กรรัฐวิสาหกิจของรัฐ กรณีสินบนโรลส์ - รอยซ์แต่การตรวจสอบในส่วนของประเทศไทยยังไม่คืบหน้าเท่าอินโดนีเซีย ที่ตรวจสอบและมีรายชื่อคนทุจริตได้ทันทีใน 1-2 สัปดาห์ แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ของไทย ยังไม่สามารถตั้งอนุกรรมการสอบสวนได้ โดยระบุว่าต้องรอรายชื่อและข้อมูลจากสำนักงานปราบปรามทุจริตของสหราชอาณาจักร (เอสเอฟโอ) โดยสาเหตุที่งานปราบปรามทุจริตในไทยไม่สำเร็จเท่าที่ควร เพราะยังไม่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ซึ่งมีความก้าวหน้ามาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ กฎหมาย ปปช. มาตรา 103/4 และ 103/5 ที่ระบุส่งเสริมให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจที่กล้าร้องเรียนเปิดเผยข้อมูลทุจริตต่อ ปปช.รัฐต้องยกย่องคุ้มครองเป็นแบบอย่าง เพื่อสร้างค่านิยมที่ถูกต้องของสังคม ไม่ใช่เชิดชูคนรวยจากการโกง ซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต้องพิจารณาเงินเดือนตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษ หรือหากไม่ได้รับความเป็นธรรมหลังเปิดเผยข้อมูลทุจริต ปปช.ต้องเสนอนายกรัฐมนตรีให้ย้ายสังกัดสายงานหรือกระทรวงได้ทันที

 

         ทั้งนี้กฎหมายปปช.มีการแก้ไขรวม 3 ครั้ง มีการพัฒนาโดยยึดโยงกับสนธิสัญญาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของสหประชาชาติปี 2003 ที่ไทยร่วมเป็นภาคีในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้ลงนามไว้ ถือเป็นกฎหมายสากลที่เชื่อมโยงกับกฎหมาย ปปช.ทั่วโลก และกฎหมายสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) แต่องค์กรตรวจสอบไทยกลับต่างคนต่างทำ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีอย่าลอยตัวปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ดูแลศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) โดยไม่มีการประชุมหรือแก้ไขปัญหาการทุจริตที่บานปลาย ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องไม่ใช่แค่แตะ ๆ แล้วสร้างภาพ ขณะที่ ปปช.ไทยก็อืดเป็นเรือเกลือ ไม่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้ชัดเจน สรุปแล้วสังคมนี้จะไม่ให้คนดีมีทื่ยืนหรืออย่างไร

           ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุดกระทรวงการคลังมีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 เพื่อลดโทษให้คนทุจริตที่ยอมรับสารภาพและยอมเสียค่าปรับเพื่อยุติคดีเหมือนในต่างประเทศ นายชาญชัย กล่าวว่า เป็นข้อเสนอที่ไร้สาระทั้งที่ธรรมาภิบาลของเราต่ำกว่าเขา แต่กลับจะเสนอใช้กฎหมายเลียนแบบเขา หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่ายิ่งส่งเสริมให้มีการทุจริตมากขึ้น แล้วก็มาสมยอมยุติคดีกัน ทั้งที่เรามีกฎหมาย ปปช.ที่ทันสมัย และก้าวหน้ากว่าข้อเสนอของกระทรวงการคลังมาก โดยออกมาบังคับใช้กว่า 5 ปีแล้ว แต่ไม่มีใครนำมาใช้ เช่น มาตรา 103/5 ที่ให้ย้ายเจ้าหน้าที่รัฐและได้รับการคุ้มครอง และ 103/6 คือให้กันคนที่ถูกกล่าวหาหรือผู้ที่กระทำความผิดร่วมไว้เป็นพยานในคดีได้ หรือมาตรา 123/5 กรณีนิติบุคคลหรือบริษัทให้หรือรับสินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐของต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศ ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยเขียนล้อตามกฎหมายสนธิสัญญาต่อต้านการทุจริตฯ

 

  

"การที่กระทรวงการคลังเสนอเช่นนี้จะสร้างปัญหา ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ถือเป็นปัญหาใหญ่ของการทุจริตในไทยที่ส่งคนไปอยู่ในรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และไปร่วมทุจริตกับเขา พอมีเรื่องก็กลับมาช่วยคนทุจริตอีกถามว่าจิตสำนึกธรรมาภิบาลหรือความรับผิดชอบต่อสังคมมีมากพอเท่ากับต่างประเทศหรือไม่ จึงเกิดปัญหาคอร์รัปชั่นบานปลายเช่นทุกวันนี้ ในสัปดาห์หน้าตนจะรวบรวมเรื่องทุจริตและมูลค่าความเสียหายที่กระทรวงการคลังเข้าไปเกี่ยวข้องมาชี้แจงต่อสื่อ เพราะวันนี้กลับกลายเป็นคนโกงได้ดีคนซื่อสัตย์ลำบาก"นายชาญชัย กล่าว

           ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอะไรจะฝากถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายชาญชัย กล่าวอีกว่า "กฎหมายปปช.มีอยู่แล้วทันสมัยจและก้าวหน้ากว่า นายกรัฐมนตรีอย่าไปเชื่อคนที่กำลังจะเบี่ยงเบนประเด็น คุณโง่หรือฉลาดที่ไปฟังคนที่มีธรรมาภิบาลต่ำ แล้วจะไปลอกเลียนกฎหมายต่างประเทศมาใช้อีก เป็นข้อเสนอที่ซื่อบื่อที่สุด นายกรัฐมนตรีมีมาตรา 44 ใช้มาแล้วไม่รู้กี่เรื่องแต่เรื่องทุจริตมโหฬารโกงชาติเป็นหมื่นเป็นแสนล้านกลับทำแบบจับ ๆ แตะ ๆ แล้วก็ปล่อยทั้งที่ท่านต้องทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อยในภาวะพิเศษที่เข้ามา ป.ป.ช.เองไปร้องคดีก็แช่เรื่องไว้ เดี๋ยวตนจะซื้อตู้เย็นให้อีก 2 เครื่อง เพื่อให้ปปช.เอาไปแช่ต่อ"