“ตร.โคกคราม”สรุปฟ้อง“ 2 ผู้ต้องหา”ฆ่าชิงไอโฟนแล้ว

การเมือง  :  12 ม.ค. 2560

“อัยการ”รับสำนวนสน.โคกคราม สรุปควรฟ้อง “2 ผู้ต้องหา”คดีฆ่าชิงไอโฟน เผย 3 ข้อหาโทษหนักประหารชีวิต “ อัยการพิเศษคดีอาญา 7 ” ตั้งเป้าสั่งฟ้องคดีให้ทัน 18 ม.ค.นี้

 

          12 ม.ค. 60 - พ.ต.อ.ศราวุธ จินดาคำ รอง ผบก.น.2 ซึ่งรักษาราชการแทน ผกก.สน.โคกคราม ได้นำสำนวนคดีฆ่าชิงทรัพย์โทรศัพท์ไอโฟน นายวศิน เหลือแจ่ม บัณฑิตมหาวิทยาศรีนคริทรวิโรฒ (มศว.) ปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 เขตลาดพร้าว กทม. จำนวน 1 แฟ้มพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายกิตติกร หรือต้อม วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว จ.สระแก้ว และนายสุพัฒชัย หรือเอ็กซ์ จันทร์ศรี อายุ 25 ปี ชาว จ.อุทัยธานีผู้ต้องหาที่ 1-2 ในความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งอัตราโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคท้าย และพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ม.371 , ฆ่าเพื่อปกปิดการกระทำผิด ม.289 (7) มาส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เพื่อพิจารณาสั่งคดีส่วนตัวผู้ต้องหาทั้งสองนั้นขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขังครั้งแรกวันที่ 7-18 ม.ค.นี้

          ภายหลังได้รับสำนวนแล้ว นายเจษฎา อรุณชัยภิรมย์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เปิดเผยว่า คดีนี้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้สรุปความเห็นแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 3 ข้อหา ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ม.339 วรรคท้าย ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ว่า ถ้าชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต , ข้อหาพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ม.371 และฆ่าเพื่อปกปิดการกระทำความผิด ม.289 (7) ซึ่งความผิดที่กล่าวหาทั้งใน ม.339 วรรคท้าย และ ม.289(7) โทษสูงสุด คือการประหารชีวิตอยู่แล้ว โดยคดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน การสั่งคดีตนตั้งคณะทำงานอัยการมาพิจารณาสำนวน ทั้งนี้จะพยายามจะสรุปความเห็นอัยการให้ทันครบกำหนดการฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองครั้งแรกในวันที่ 18 ม.ค.นี้ แต่หากไม่ทันก็ยังมีเวลาตามระยะฝากขังที่เหลืออีก 6 ครั้งๆ ละ 12 วัน

          นายเจษฎา อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ หากถึงชั้นศาลจะทำให้มีการลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่นั้น ก็อาจเป็นไปได้ เพราะการรับสารภาพเป็นเหตุให้ลดโทษได้ ยกเว้นสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ซึ่งคดีนี้ตนกำลังพิจารณาอยู่ว่า ผู้ต้องหารับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานหรือไม่ แต่จากที่พนักงานสอบสวนสรุปข้อเท็จจริงให้ฟังลักษณะเป็นการจำนนต่อหลักฐาน ตนก็จะบรรยายฟ้องไปด้วย

          “ จากที่พนักงานสอบสวน สรุปสำนวนมาพยานหลักฐานมีความสมบูรณ์ประมาณ 80-90%แล้ว แต่ต้องดูรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากอัยการเพิ่งรับเอกสารในวันนี้ ซึ่งจะพยายามพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นคดีที่ประชาชนสนใจ แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ” นายเจษฎา อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ระบุ

          ขณะที่ พ.ต.อ.ศราวุธ รอง ผบก.น.2 กล่าวว่าคดีนี้เกิดขึ้น ที่ซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแยกสำนวนคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สน.โคกคราม 3 คดี และสน.โชคชัย 1 คดี โดยวันนี้ส่งสำนวนให้อัยการเฉพาะสำนวนคดีชิงทรัพย์ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นสำนวนหลักที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม

          ส่วนที่เหลืออีก 2 คดีในพื้นที่ สน.โคกครามนั้น เป็นคดีพยายามวิ่งราวทรัพย์ ซึ่งต้องนำมาส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เช่นกัน กับคดีวิ่งราวทรัพย์ ที่จะส่งสำนวนให้อัยการจังหวัดมีนบุรี ในเวลาต่อไป ส่วนสำนวนคดีในพื้นที่สน.โชคชัย เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

          “เราส่งสำนวนคดีให้อัยการได้รวดเร็ว เพราะคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชน ซึ่งคนร้ายใช้อาวุธมีดจ้วงแทงเจ้าของทรัพย์หลายครั้งอย่างโหดเหี้ยม จนถึงแก่ชีวิตในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นคนร้ายก็ยังไม่มีความสำนึกผิดหรือเกรงกลัวต่อกฎหมาย ยังไปก่อเหตุชิงทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงต่ออีก จากประวัติของคนร้ายก็เพิ่งพ้นโทษมาจากเรือนจำเมื่อ 14 ธ.ค.59 ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมเป็นภัยต่อสังคม เป็นที่สะเทือนใจของประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ตำรวจต้องรวบรวมหลักฐานให้รัดกุม เพื่อนำตัวผู้ต้องหาฟ้องศาลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วที่สุด”พ.ต.อ.ศราวุธ รอง ผบก.น.2 กล่าว

 

 

 

 


เปิดอ่าน