
“นายกฯ”แนะประชาชนติดตามกรมอุตุฯใกล้ชิด
“นายกฯ”แนะประชาชนติดตามกรมอุตุฯ ใกล้ชิด ขออย่าโทษกันไปมา ระบุ มาตรการเยียวยา เป็นไปตามกฎหมาย อย่ารอแต่รัฐบาลต้องช่วยตัวเองก่อน
10 ม.ค. -- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ตนเป็นห่วงประชาชานในพื้นที่ภาคใต้และจ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งวันนี้ฝนก็ตกลงมาอีก เราจะต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพราะฝนมาจากหลายทางและต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ จะมาบอกว่าเดือดร้อนแล้วให้แก้ปัญหาทันที ทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ ต้องดูว่าปัญหาอยู่ที่ไหน เมื่อมีปริมาณน้ำฝนตกมากผิดปกติ 100-200 มิลลิเมตรต่อวันก็ยากที่จะป้องกันได้ จะต้องไปดูว่าทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมอย่างนี้อีก ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และรัฐบาลใช้งบประมาณในการฟื้นฟูน้อยที่สุด
สำหรับมาตรการเยียวยาทุกคนต้องเข้าใจว่า รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด เพราะมีหลายงานที่ต้องใช้งบประมาณ แต่การดูแลประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้ถึงเกณฑ์ต่าง ๆ ตามระเบียบราชการอยู่แล้ว แต่กรณีพิเศษจะอยู่ในขั้นตอนการสำรวจ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการสำรวจ แล้วเสนอครม.พิจารณา ว่าจะเพิ่มส่วนไหนให้เขาบ้างโดยทุกคนต้องมองพื้นฐานก่อน ทำอย่างไรก็ตามการใช้จ่ายงบประมาณมีระเบียบ มีกติกา มีกฎหมายอยู่แล้วทั้งสิ้น แต่ถ้ามีความรุนแรงก็ต้องสร้างหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา และหารือในครม. ต่อไป
ปัญหาเรื่องการระบายน้ำ เพราะมีการสร้างสิ่งกีดขวางที่ขวางทางน้ำ เช่น ถนน หมู่บ้านจัดสรรหรือการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ของเดิมเราก็ต้องพยายามแก้ไข ตนได้สั่งการไปแล้วว่า จะทำการขุดลอก เจาะช่องระบายน้ำที่มีการทำมาแล้ว 10-20 ปีก็จะนำมาแก้ไขในตอนนี้ จะได้มากหรือได้น้อยก็อยู่ที่เวลาและงบประมาณ รวมถึงการแก้ปฏิรูปกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร การก่อสร้างอาคารที่ต้องมีที่บำบัดน้ำเสีย มีที่ระบายน้ำ ซึ่งแต่ก่อน ไม่ทำแบบนี้ นึกจะสร้างตรงไหนก็ทำ กฎหมายมีก็ไม่ทำตาม มีการปล่อยปะละเลย ก็ไม่รู้จะไปโทษใคร ดังนั้นจะต้องทำเรื่องนี้ใหม่ อย่าไปขัดขวางกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และเรื่องการจัดปฏิรูปที่ดิน ซึ่งปัญหาของเราคือมีสถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะสามารถสั่งได้ จัดการได้ แต่พื้นที่เอกชนเข้ามา ซึ่งบางคนมีพื้นที่มาก บางคนมีพื้นที่น้อย พอไปกำหนดให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ก็ไม่ยอมทำกัน หรือทำได้เพราะมีที่น้อย ก็ต้องเห็นใจกัน ตนถึงบอกว่า ไม่มีใครได้และเสียอย่างเดียว ต้องดูแลคนที่มีรายได้แตกต่างกันบ้าง คนที่มีพื้นที่จำนวนมากก็ไม่เดือนร้อนอะไร
ส่วนที่ระบุว่า ระบบการแจ้งเตือนภัยที่บอกว่า ทำงานช้า ตนเห็นว่าเขาแจ้งมาเป็นเดือนแล้ว ว่าฝนจะตกและมีคลื่นลมตรงนั้น ตรงนี้ แต่คนคิดว่าเป็นแบบเดิมเดี๋ยวก็ไป ก็ไม่ได้เตรียมตัวที่จะย้าย แล้วจะบอกว่าเขาแจ้งช้าได้อย่างไรพอฝนตกลงมากว่า 100 -200 มิลลิเมตรติดต่อกัน 3 วันน้ำก็ท่วม ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ ส่วนเรื่องระบบการแจ้งเตือนภัยที่ช้าจะใช่หรือไม่ ตนไม่รู้ แต่ประชาชนเมื่อเขาแจ้งเตือนก็ต้องเตรียมตัว ถ้าไม่เตรียมตัวก็จะเป็นแบบนี้ ของก็ย้ายไม่ทัน ฉะนั้นอย่าโทษกันไปกันมาเลยต้องช่วยกัน ตนฟังมาตลอดทั้งทีวี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็พูด ว่าน้ำจะท่วม มีใครสนใจไหม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว ในเรื่องการจัดอพยพประชาชน ที่ผ่านมาเมื่อปี 2554 ที่เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ก็มีทุกแผน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจะนำไปอยู่ที่ไหน ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารใหญ่ ๆ หลายแห่ง มีพื้นที่เราก็ทำได้ แต่ภาคใต้จะเอาไปไว้ที่ไหน เพราะน้ำท่วมทั้งหมด ก็ต้องอพยพประชาชนออกมาจาก 10 จังหวัดที่น้ำท่วม แล้วจะไปอยู่ที่ไหน วันนี้ก็ต้องไปอยู่ที่ในพื้นที่ดอน ศาลาวัด ซึ่งเขาก็ทำกันอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่หลายคนไม่อยากย้าย อยากอยู่ที่บ้าน แต่ขอให้มีอาหารไปส่งเขาทุกมื้อ ซึ่งเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขให้ได้ เพราะบ้านมีหลายหลัง ต้องมีเรือไปส่งอาหาร จะให้หุงข้าวก็ไม่ได้ เพราะน้ำท่วม ให้ไปอยู่ที่อื่นเขาก็ไม่ได้ ซึ่งเป็นนิสัยของคนไทย นี่คือปัญหายากง่ายในการทำงาน ก็ต้องเห็นใจรัฐบาลบ้าง รัฐบาลทำเต็มที่ ตนก็เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน ทำงานมาตั้งแต่ปี 2554 ตนรู้ว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร ปี2554 ตนแก้ไหมหล่ะ ก็คงไม่ฉลาดน้อยไปกว่าปี 2554 หรอกมั้ง เวลาเขาแจ้งอะไรก็ฟังหน่อยแล้วกัน และปฏิบัติตาม และช่วยตัวเองไปด้วย ปีหน้าก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อม ไม่ใช่ว่าปีหน้า จะไม่มีฝน หรือฝนน้อยก็ไม่รู้ ทุกคนก็ต้องเตรียมว่าจะทำอย่างไร พอหลังน้ำลดก็ต้องดูแลบ้านตัวเอง ช่วยตัวเองไปด้วย ถ้ารอรัฐบาลอย่างเดียว จะไปปลูกบ้านให้ใหม่ก็เป็นไปไม่ได้ ป้องกันดีกว่าแก้ไข ต้องเห็นใจรัฐบาล ที่จะต้องหาวิธีการดูแลให้มากที่สุด ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและงบประมาณที่มีอยู่ อยากให้ระวังเพิ่มเติม ตอนนี้น้ำไล่ไปถึงจ.ประจวบคีรีขันธ์ อ่างเก็บน้ำก็เริ่มล้นแล้ว ต้องดูการแก้ปัญหาในระยะสั้น และระยะยาว
“เมื่อวันที่ 9 ม.ค. องคมนตรี ได้น้อมนำกระแสรับสั่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขอให้ดูแลเรื่องน้ำท่วมให้ดีที่สุด โดยเฉพาะมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่พระองค์ทรงดูแลอยู่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถติดต่อได้โดยตรงกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ฯ ซึ่งพระองค์ท่านพระราชทานแนวทางมาให้แล้วไม่อย่างนั้นจะไม่ทันเวลา และให้ทำการสรุปถวายรายงานให้พระองค์ทรงทราบ และอยากให้ทราบว่า การช่วยเหลือที่ผ่านมา พระองค์ทรงพระราชทานไปมากพอสมควร ในการช่วยเหลือสิ่งของลงไปในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่แรกโดยผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ฯ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในกรุงเทพฯ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดรับบริจาคแล้ว ขอให้บริจาคเป็นเงินดีกว่า เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่า ถ้าบริจาคเป็นสิ่งของ ก็ต้องมีการลำเลียง ขนส่ง หากจะบริจาคเป็นเงินจะสามารถส่งไปในพื้นที่ได้เลย เขาก็ไปตั้งกรรมการดูแลกันเอง ส่วนเรื่องข้าวปลา อาหาร รัฐบาลดูแลอยู่แล้ว ข้าราชการส่วนหน้าต้องสั่งการได้ และรายงานมา ตนจะพิจารณาดำเนินการ แต่ถ้าตนลงไปในตอนนี้ ก็ต้องมีรปภ. มาดูแล ก็ต้องมีเรือมามากเท่าไหร่ ซึ่งตนบอกไปตั้งแต่เมื่อวันที่ลงไปจ.นราธิวาสแล้ว



