
“กมธ.สื่อฯ สปท.” ยัน “สื่อมวลชน” ต้องถูกควบคุม
“กมธ.สื่อฯ สปท.” ยัน “สื่อมวลชน” ต้องถูกควบคุม ด้าน “ตัวแทนองค์กรสื่อฯ” เจรจาขอปรับกก.คุ้มครอง ลหวั่น การเมืองใช้เป็นช่องทางแทรกแซง "เทพชัย" ชี้สวนทางปฏิรูปส
ผู้สื่อข่าวรายงาน ถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธานฯ มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.... รอบสุดท้ายก่อนที่จะนำเสนอผลการศึกษา รายงานและ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องเสนอให้ที่ประชุม สปท. ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยเชิญตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 องค์กร นำโดย นายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย , นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, นายชงรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นต่อ
ทั้งนี้ตัวแทนขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย ส่วนที่ว่าด้วยคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มาตรา 41 ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการ จำนวน 4 คน จากทั้งสิ้น 13 คน มาจากตัวแทนภาครัฐ ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และปลัดกระทรวงการคลัง และมีหน้าที่สำคัญคือ รับขึ้นทะเบียน ออก และเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชนตามหลักเกณฑ์ โดยนายเทพชัย กล่าวว่า สิ่งที่ตนกังวลคือ การถูกแทรกแซงการทำหน้าที่ เพราะตัวแทนของข้าราชการที่กำหนดดังกล่าว หากมองในเชิงการเมือง คือ เป็นตัวแทนของฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง ซึ่งอำนาจทางการเมืองอาจใช้มาตรการดังกล่าวเข้าปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ทำงานด้วยความรับผิดชอบ และในมุมมองการทำงาน คือ ผู้ใช้อำนาจรัฐ ที่สื่อมวลชนต้องมีอำนาจตรวจสอบการทำงานเช่นกัน ส่วนที่มีผู้ระบุว่าหากสื่อมวลชนมีจริยธรรม ทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ ไม่ควรกังวลต่อประเด็นดังกล่าว ทั้งที่ข้อเท็จจริงสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ด้วยความรับผิดชอบและกล้าชนกับอำนาจรัฐ จำเป็นต้องกลัวผลที่จะตามมาอย่างยิ่ง
“ข้อเสนอที่ทักท้วงนั้น ไม่ใช่เพราะสื่อมวลชนเป็นอาชีพที่เตะต้องไม่ได้ หรือ ทำเพื่อวิชาชีพของตนเอง แต่เรากำลังห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่สำคัญ คือ สิทธิ เสรีภาพของประชาชนต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หากสิทธิ เสรีภาพขอสื่อถูกปิดกั้น คนในสังคมอาจถูกกำกับได้ในที่สุด ทั้งนี้ผมยอมรับว่าที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของสื่อบางอย่าง มีข้อบกพร่อง แต่การออกกฎหมายโดยไม่แยกแยะ หรือคำนึงถึงรายละเอียด ผมเชื่อว่าสิ่งที่กรรมาธิการฯ กำลังทำนั้น คือการสวนทางการปฏิรูปสื่อมวลชน” นายเทพชัย กล่าว
ทางด้านนายชวรงค์ เสนอให้ กมธ.ฯ ทบทวนองค์ประกอบว่าด้วยคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยนำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ฉบับที่องค์กรสื่อมวลชนร่วมกันผลักดัน และได้รับการพิจารณาแก้ไขในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว เมื่อพ.ศ.2555 โดยเนื้อหาจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิผู้มีความรู้ ประสบการณ์จากหลายภาคส่วน ขณะที่หน้าที่การทำงานนั้นตามร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ปี 2555 นั้น คือ เน้นการส่งเสริมจริยธรรมและตรวจสอบกันเอง ผ่านคณะกรรมการ และ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน
“ประเด็นที่ กมธฯ ระบุว่าต้องมีการควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะวิทยุ และโทรทัศน์ ก็มีการควบคุมนั้น ผมมองว่าไม่ควรนำมาเทียบเคียง เนื่องจากทีวี และวิทยุนั้น คือการใช้ทรัพยากรสื่อสารของชาติ ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ไม่ใช่ เพราะต้อออกเงินเอง ดังนั้น การทบทวนประเด็นกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ จะเป็นขั้นสุดที่เรายอมรับได้” นายชวรงค์ กล่าว
ทางด้าน กมธ. ยืนยันความสำคัญของการออก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยะรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีมีความพัฒนาไปไกล และการสื่อสารข่าวสารยังไม่ถูกควบคุมเท่าที่ควร โดย นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กมธ.ฯ กล่าวว่า ควรมีการควบคุมสื่อมวลชน แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพราะมีใครสั่ง แต่กมธ.ฯ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าสื่อทางโซเชียลมีเดียที่ส่งข่าวสารโดยไม่ถูกตรวจสอบอาจสร้างความเสียหายได้
ขณะที่พล.อ.อ.คณิต กล่าวยืนยันว่า กมธฯ จะนำความเห็นของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อ ไปพิจารณาแต่ยังระบุชัดเจนไม่ได้ว่าจะปรับปรุงให้หรือไม่ แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือ การนำความเห็นขององค์กรสื่อฯ รวมถึงเอกสารต่างๆ แนบไปพร้อมกับรายงานของกมธ.ฯ ที่จะเสนอให้สปท. พิจารณา โดยข้อเสนอรายละเอียดนั้นจะทำอย่างเป็นกลางที่สุด ขณะที่การออกกฎหมายนั้น จะต้องอยู่ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา.



