
"มท.1" สั่ง ระดมเครื่องจักรกลสาธารณภัย กู้น้ำท่วมใต้
"อนุพงษ์" เผย มท. เตรียมระดม เครื่องจักรกลสาธารณภัย กู้น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเติมเงินอำเภอละ 5 แสน
7 ม.ค. 60 – พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วม และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางภาคใต้ว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 10 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร และระนอง อีกทั้งยังมีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ ทำให้หลายพื้นที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งนายกรัฐมนตรีห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(กปภ.ช.) ได้ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัยในพื้นที่ภาคใต้เป็นระดับ 3 (สาธารณภัยขนาดใหญ่) โดยได้จัดตั้งกองบัญชาการฯส่วนหน้า ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และเขต 12 สงขลา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการอำนวยการและเชื่อมโยงการสั่งการแก้ไขปัญหาอุทกภัยกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ระดมสรรพกำลัง วัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย อาทิ รถยกสูง รถผลิตน้ำดื่ม เรือท้องแบน รถไฟฟ้าส่องสว่าง รถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือพิเศษ และกำลังเจ้าหน้าที่จาก ศูนย์ ปภ.เขต 2 สุพรรณบุรี เขต 3 ปราจีนบุรี เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เขต 5 นครราชสีมา และ เขต 16 ชัยนาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้
“ผมได้สั่งการให้กองบัญชาการฯ ส่วนหน้า บริหารจัดการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยให้ความสำคัญกับการดูแลชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก แจกจ่ายถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง รวมถึงให้บริการการขนย้ายสิ่งของและอพยพผู้ประสบภัย ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า ประปา การสื่อสาร ให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนดำเนินชีวิตได้ในเบื้องต้น พร้อมให้เร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำออกสู่ทะเลและแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว สำหรับพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงให้เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และอนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด 9 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร (เพิ่มเติม) จังหวัดละ 50 ล้านบาทแล้ว อีกทั้งได้อนุมัติให้ยกเว้นหลักเกณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจะทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็วและคล่องตัวมากขึ้น โดยได้สั่งการผู้ว่าฯจัดสรรงบประมาณให้อำเภอที่ประสบภัยอย่างน้อย 500,000 บาท หากจังหวัดใดสถานการณ์รุนแรง และขยายวงกว้าง สามารถขอขยายวงเงินทดรองราชการเพิ่มเติมผ่านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
รมว.มหาดไทย ในฐานะ บกปภ.ช. ยังกล่าวถึงโครงสร้างการดำเนินงานของกองบัญชาการฯว่า ในส่วนกลางที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการอำนวยการ สั่งการ และประสานการแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยแบ่งการปฏิบัติการเป็น 2 ศูนย์ 3 ส่วน ได้แก่ 1.ศูนย์ข้อมูลประชาสัมพันธ์ร่วม มีอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ในการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัย และ 2.ศูนย์ประสานการปฏิบัติ มีอธิบดีปภ. เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ประสาน สนับสนุนทรัพยากร เครื่องจักรกลและเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่ 3 ส่วนปฏิบัติการ มีนายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าทำหน้าที่กำกับควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ประสบภัย และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยสำหรับในด้านต่างๆ เช่น การอพยพ การแพทย์ คมนาคม การรักษาความสงบเรียบร้อย ส่วนอำนวยการ มีนายชยพล ฐิติศักดิ์ รองปลัดมท. เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์ ประเมิน แจ้งเตือนสถานการณ์ เพื่อสนับสนุนทรัพยากรในการจัดการภาวะฉุกเฉิน และส่วนสนับสนุน มีนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดมท. เป็นหัวหน้า ทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติของ กปภ.ช. เพื่อให้การจัดการในภาวะฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
“ผมได้เน้นย้ำให้จังหวัดใช้กลไกของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระดับต่างๆ ในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยทหาร ฝ่ายพลเรือน และมูลนิธิอาสาสมัครสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมถึงให้การช่วยเหลือผู้ประสบอย่างรวดเร็วและทั่วถึง” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว



