ข่าว

“ภูมิธรรม” มอง “การเมืองไทยปี 60" ผุดกติกาใหม่ เหนือ ปชต.

“ภูมิธรรม” มอง “การเมืองไทยปี 60" ผุดกติกาใหม่ เหนือ ปชต.

02 ม.ค. 2560

“เลขาฯ พรรคเพื่อไทย” มอง “การเมืองไทยปี 60” ยังคงผุดกติกาใหม่ เหนือหลักเกณฑ์ ปชต. ชี้กลุ่มอำนาจปกครองถลำสู่ส่วนหนึ่งคู่ขัดแย้ง ห่วงสะดุดหลุมดำ - กับดักตัวเอง

          2 ม.ค.60 -- นายภูมิธรรม  เวชยชัย  เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์บทความผ่านทางเฟซบุคชื่อ "Phumtham Wechayachai" เรื่อง "เลขาธิการพรรคเพื่อไทย : มองการเมืองไทย 2560" ว่า 

          1) การเมืองไทยปี 60 จะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายด้าน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีทั้งด้านที่เป็นคุณและข้อจำกัด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในประเทศ กฎกติกาการเมืองแบบใหม่ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของความเป็นประชาธิปไตยตามแบบที่สากลยอมรับ อันจะส่งผลให้สิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ถูกลิดรอนมากขึ้น ขณะเดียวกันเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์และระเบียบโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเราต้องรีบปรับตัวเองให้เท่าทัน

         "สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ระบบการเมืองใหม่ของเรา จะก้าวตามไม่ทันจุดสมดุลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความรู้คิดที่ไม่เท่าทันและกลไกการขับเคลื่อนสังคมที่ติดกับรูปแบบเดิมๆ จะทำให้เราขาดความสามารถในการเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างทันการ ปัญหาคือเรากำลังจะสะดุด “หลุมดำ” ที่เราขุดวางไว้เป็น “กับดัก” ของตัวเราเอง และยิ่งการเมือง ต่อจากนี้จะถูกกำกับจาก “แผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี” ภายใต้กรอบความคิดที่เน้นเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก เท่ากับเรากำลังสะดุดขาตัวเราเอง สร้างปัญหาให้ตัวเราเองในอนาคต เหมือนกับที่พม่าเคยสะดุดขาตัวเองจากแผนกำกับทิศทางประเทศ ซึ่งส่งผลให้พม่าต้องวิ่งตามหลังประเทศ อื่นๆ นานหลายสิบปี"                                  

          2) การเมืองไทย ยังคงมีโจทย์ใหญ่เรื่อง “ความขัดแย้ง" ที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากก้าวข้ามให้หลุดพ้น และอยากเห็นทางออก ที่ผ่านมากว่า 2 ปีที่กลุ่มอำนาจซึ่งปกครองประเทศ ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาลงได้ เพราะถลำตัวลงไปเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งเสียเอง สภาพทางการเมืองจึงยังคงเป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองของ 2 พรรคใหญ่กับกลุ่มพรรคขนาดกลาง และกลุ่มอำนาจใหม่ที่เติบโตมาจากการทำรัฐประหาร ซึ่งได้พยายามจัดวางเครือข่ายอำนาจและกฎกติกาที่เอื้อแก่กลุ่มของตนเป็นสำคัญ โดยก้าวข้ามฝ่ายประชาสังคมและภาคประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไปอย่างน่าเสียดาย

           3) การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองตลอดจนการปฏิรูปประเทศยังคงไปไม่ถึงฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน คนยากจน ปัญหาการพัฒนาภาคธุรกิจ และการผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศกลับคืนสู่ภาวะปกติ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ที่ไม่อาจคลี่คลายได้โดยง่าย เพราะปัญหาสำคัญยังอยู่ที่ “ความไม่เชื่อมั่น” และการไม่ยอมรับจากนานาประเทศที่ประเทศไทยยังไม่กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นตราบใดที่ความเป็นประชาธิปไตยตามหลักสากลยังไม่เกิดขึ้น การยอมรับและความร่วมมือจากส่วนต่างๆ ของโลกและนักลงทุนต่างประเทศย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

           4) ประเมินการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ เมื่อใด ความชัดเจนที่อาจเป็นไปได้บ้างคือ หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้รับการทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำกฎหมายลูก 10 ฉบับให้แล้วเสร็จ ใน 240 วัน และหากกฎหมาย 4 ฉบับใน 10 ฉบับ มีการประกาศใช้ จะต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นใน 150 วัน ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ว่ารัฐธรรมนูญจะมีการประกาศใช้เมื่อใด 

            แต่ไม่มีใครสามารถเดาใจกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ได้สร้างความชัดเจนให้ฝ่ายต่างๆ เห็น คือ “ความไม่แน่นอน” ไม่ว่ากลุ่มอำนาจดังกล่าวจะต้องการหรือปรารถนาอย่างไร ก็ไม่อาจฝืนความเป็นจริงที่สถานการณ์และความเดือดร้อนที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญ เพราะปมสำคัญของทางออกจากปัญหาคือ การเร่งนำประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สากลยอมรับโดยเร็ว ความเดือดร้อนของประชาชนและปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจะได้รับการคลี่คลาย                  

            "ดังนั้น เชื่อได้ว่า สถานการณ์ต่างๆ จะไม่เอื้อให้สามารถดึงเวลาไปได้มากกว่านี้ สภาพปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนทุกฝ่ายกำลังเผชิญ จะเป็นตัวเร่งสำคัญให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเพื่อกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่โลกยอมรับโดยเร็ว อย่างไรก็ดี ยังเห็นความพยายามของกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ที่ต้องการกำหนดให้รัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นรัฐบาลที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของตน ในกำกับของ “แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” เพราะยังมีความไม่เชื่อมั่น และไม่ไว้วางใจต่อระบบพรรคการเมือง ภายใต้ระบบการเลือกตัวแทนให้เข้ามาดูแลปัญหาของประเทศ" 

           5) รัฐธรรมนูญใหม่และกติกาใหม่ จะยังไม่ใช่ทางออกของประเทศ และจะเป็นปมปัญหาใหญ่ที่สำคัญของประเทศต่อไป ท่ี่ผ่านมาได้พยายามเสนอให้ผู้จัดทำร่างฯ ทุกคนรับทราบว่า อีกไม่นานเกินรอจะได้เห็นผลที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเป็นห่วงและกังวล ถึงวันนั้นหวังว่าท่านทั้งหลายจะกล้าหาญเผชิญหน้ากับสิ่งที่ได้ทำไว้กับประเทศนี้ 

          สำหรับพวกเราพรรคการเมือง “ชีวิตยังต้องเดินต่อไป” สิ่งที่พวกเราพึงกระทำที่สุด คือ การปฏิรูปตัวเองให้สามารถพร้อมเผชิญแรงเสียดทานต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความมุ่งหมายที่จะทำลายความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง และในฐานะสถาบันทางการเมืองหนึ่ง ต้องพร้อมปฏิรูปตัวเองให้สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน และพร้อมฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ของประเทศไปให้จงได้ 

          "วันนี้เรายังทำสิ่งใดที่เป็นทางการไม่ได้มากนัก เนื่องจากกลุ่มผู้มีอำนาจยังใช้กติกาบีบบังคับและกำกับมิให้เราสามารถทำกิจการใดๆ ได้ แต่จากการได้มีโอกาสพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่เราเห็นตรงกันว่า เราต้องปรับองคาพยพของเราทั้งหมดใหม่ให้สอดรับกับภารกิจ และความเป็นจริงที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในโลกยุคใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง  มีแต่ผู้ที่ปรับตัวและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ เราเชื่อมั่นว่า "ต้นทุนความเชื่อมั่น“ ที่ประชาชนมีต่อพรรคเราในด้านการเป็นผู้ ”กล้าคิด กล้าทำ“ และความเป็น ”ผู้นำหน้าในการคิดค้นนโยบายใหม่ๆ” และ “ยึดมั่นในพันธะสัญญาต่อประชาชน” ยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชนและเป็นความหวังอย่างเต็มเปี่ยม                      

            เรายิ่งต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อไปว่า เรามีคนที่มีศักยภาพ ใกล้ชิดและรู้ปัญหาความต้องการของประชาชน พร้อมที่จะร่วมนำพาประชาชนให้หลุดพ้นจากปัญหาและนำเอาความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดีและความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนสู่สังคมโดยเร็ว วันใดที่กติกาเปิดโอกาสให้พวกเราทำงาน พวกเราพร้อมปรับยุทธศาสตร์ ภาพลักษณ์ กระบวนการทำงานและศักยภาพของบุคลากรทางการเมืองของพรรคทุกคนให้สามารถทำหน้าที่เทิดทูนสถาบันสูงสุดของประเทศ สร้างความมั่งคั่งให้ประชาชน จรรโลงและสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพร้อมรับใช้พี่น้องประชาชนได้อย่างสุดกำลัง และพร้อมที่จะดูแล และสร้างกลไกป้องกันตัวให้หลุดพ้นจาก “ขวากหนามและหลุมดำ” ที่มีผู้วางกับดักเอาไว้         

            ส่วนที่มีกระแสข่าวที่จะมีการตั้งพรรคใหม่เพื่อรองรับขั้วอำนาจปัจจุบัน หรือที่ปรากฏเป็นข่าวว่า อาจมีการรวมตัวกันของพรรคเล็กๆ เพื่อสืบต่ออำนาจต่อไปนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อยากคาดเดา แต่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า “อำนาจเป็นสิ่งเสพติด” หากไม่มีการสร้างกลไกระบบมาคอยควบคุม ประวัติศาสตร์สอนเราว่าผู้ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เสียคนมากมาแล้ว          

            ส่วนประเด็นที่มีแกนนำเพื่อไทยเข้าข่ายลงเลือกตั้งไม่ได้หลายคน ปัญหานี้เป็นภาพสะท้อนระบบการเมืองที่พิกลพิการของบ้านเรา พรรคเพื่อไทยเราถูกฝึกมาให้อยู่กับความเป็นจริง อยู่กับความสูญเสียนับครั้งไม่ถ้วน เราถูกยุบพรรคมาหลายครั้ง ถูกตัดสิทธิ ถูกประหารชีวิตทางการเมือง ถูกทำลายผู้นำทางการเมือง ถูกติดคุกติดตารางมาหลายครั้งหลายคน แต่เราก็ยังสามารถหยัดยืนอยู่ได้บนความรัก ความศรัทธา และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมอบให้แก่พรรคเรา เราเชื่อว่าเราจะยังยืนอยู่ต่อไปได้ ตราบใดที่พวกเรายังรักและซื่อสัตย์ต่อพี่น้องประชาชนที่รักและเชื่อมั่นเรา ทุกวันนี้ความรักและความศรัทธา ที่ประชาชนมอบให้เราได้ไปไกลอีกขั้นหนึ่งเกินจากตัวบุคคลแต่ละคนไปแล้ว เราไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาอะไร เมื่อถึงเวลา ทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปได้