
“ร่างกม.คอมพ์ฯ 59” ขยายผลเป็นกฎหมายปิดปาก
นักวิชาการ-พลเมืองเน็ต ชี้ “ร่างกม.คอมพ์ฯ59” ขยายผลเป็นกฎหมายปิดปาก ห่วงเปิดช่อง “จนท.รัฐ” ใช้ดุลพินิจบล็อคเว็ป-ข้อมูล เพื่อปกป้องรัฐ มากกว่าชูเสรีภาพ ปชช.
25 ธ.ค.59 - เครือข่ายวิชาการกลุ่มสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน, คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา, คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, คณะศิลปศาสตร์, วิทยาลัยนวัตกรรม, วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนา เรื่อง ประเทศไทย หลัง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2559" เพื่อสะท้อนถึงเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่....) พ.ศ.... ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. และทิศทาง รวมถึงข้อกังวลของกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางสื่อสารและเผยแพร่เนื้อหาต่างๆ โดยมีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวที
โดยนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ในบทบัญญัติที่ว่าด้วยข้อกำหนดความผิดต่อการนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จ ตนไม่มั่นใจว่า คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์จะวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มครองสิทธิได้อย่างแท้จริง เช่น กรณีข้อมูลการซ้อมทรมาณที่เผยแพร่ที่ไม่มีใบเสร็จ หรือหลักฐานพยานที่ชัดเจน แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง จะมีแนวทางพิจารณาหรือพิสูจน์ข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงได้อย่างไร เป็นต้น ดังนั้นในเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้ใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เป็นสิ่งที่ตนกังวล เพราะที่ผ่านมาพบการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เป็นไปเพื่อปกป้องอำนาจรัฐมากกว่าปกป้องสิทธิของประชาชน ดังนั้นต้องไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่มีสิทธิใช้ดุลยพินิจเพียงกลุ่มเดียว นอกจากนั้นตนขอตั้งข้อสังเกตต่อการพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับของ สนช. พบว่าได้เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วย ความมั่นคงของชาติ ตนจึงกังวลว่าในอนาคตอาจทำให้เกิดการตีความอย่างไร้ขอบเขตได้
ขณะที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กล่าวว่า ตามเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 ในส่วนของการกำหนดความผิดของผู้ที่กระทำการต่างๆ มาตรา 14 ใน (1)ที่พบการแก้ไขบทบัญญัติ เช่น การนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน อาจนำไปสู่การตีความทางกฎหมายเพื่อการปิดปาก หรือการวิพากษ์วิจารณ์โครงการหรือผลงานของรัฐบาลได้ , (2) ที่เขียนใหม่ ว่า การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือโครงสร้างพื้นฐานและทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ทำให้มีเงื่อนไขที่นำไปสู่การตีความแบบผิดๆ ได้ ทั้งนี้การกระทำผิดตามร่างกฎหมายคอมพิวเตอร์ ไม่มีเหตุยกเว้นความผิด ยอมความไม่ได้ แม้สิ่งที่เผยแพร่นั้นจะเป็นคำติชมตามปกติของมนุษย์ หากเป็นความเท็จจะเข้าข่ายว่ากระทำผิดทันที
ส่วนนางอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา ตัวแทนสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีป้า) กล่าวว่า ในกฎหมายของต่างประเทศ เน้นเรื่องความกังวลต่อประเด็นความมั่นคงและก่อการร้าย และใช้คำว่า ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง เช่น ที่ประเทศลาว , ประเทศเวียดนาม โดยในข้อสังเกตสำคัญ ต่อประเด็นการออกกฎหมาย แม้จะไม่กระทบเสรีภาพการแสดงออกของสื่อมวลชน แต่ตัวอย่างคดีของประเทศไทยหรือประเทศโดยรอบภูมิภาค มักวิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นสิ่งที่นำมาปิดปากการวิจารณ์รัฐบาลในอนาคตได้ ดังนั้นการออกร่างกฎหมายดังกล่าวที่มีถ้อยคำเกี่ยวกับการโกหก หลอกลวง ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องสร้างมาตรการทางกฎหมายและบทลงโทษบุคคลที่มีพฤติกรรมโกหก หรือพูดไม่จริงแทนการใช้ปฏิบัติการทางสังคม อย่างไรก็ดีการออกกฎหมายดังกล่าวแม้จะเกิดผลดีต่อการตรวจสอบตนเองก่อนโพสต์หรือแชร์ข้อมูล แต่ในอีกมุมมองอาจเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้จัดการประชาชนได้
ทางด้านนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวถึงผลกระทบต่อเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับแก้ไข ว่า สำหรับมาตรา 14 ว่าด้วยการกระทำความผิดที่นำเรื่องทุจริต หลอกลวงเข้าสู่ระบบคอมพิวพ์เตอร์ซึ่งได้แก้ไข โดยเพิ่มคำว่า ที่บิดเบือน นั้น ตนไม่แน่ใจว่าจะนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ตนมองว่าการปรับแก้ไขกฎหมายคอมพิวเตอร์ มีสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น การกระทำความผิดต่อการนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่กำหนดให้ไม่รวมกับการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ทำให้บุคคลที่จะฟ้องร้องสื่อมวลชนต่อประเด็นความผิดทางคอมพิวเตอร์ จะไม่นำมาผูกโยงกับเรื่องหมิ่นประมาทได้ อีก นอกจากนั้นในในมาตราที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกระเบียบหรือประกาศ หรือหลักเกณฑ์หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ใช้บังคับ นั้น ทางเครือข่ายจะเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารกระทรวงดีอี เพื่อแสดงความเห็นและเสนอแนะต่อประเด็นต่างๆ ในการออกประกาศต่างๆ โดยไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ตนเชื่อว่าระเบียบหรือประกาศใดๆ ที่จะออกมาภายหลัง จะมีการทำทำประชาพิจารณ์และรับฟังความเห็นประชาชนให้ทั่วถึงแน่นอน
ขณะที่นางสฤณี อาชาวานันทกุล นักวิชาการประจำเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า มีประเด็นที่กังวลต่อการร้องเรียนถึงการกระทำนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ระบุไว้ในมาตรา 14 ประกอบกับมาตรา 15 ว่าด้วยความร่วมมือของผู้ให้บริการหรือผู้ประกอบการต่อการดูแลข้อมูลในระบบที่ให้บริการ โดยเนื้อหาจะมีข้อดีที่ผู้ดำเนินการระบบคอมพิวเตอร์จะตรวจสอบตนเองก่อนนำข้อมูลเข้าระบบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อผู้ประกอบการเว็ปไซต์ และอาจมีความเสี่ยง รวมถึงอาจทำให้เพิ่มต้นทุนต่อการรับเรื่องร้องเรียนมากขึ้น ขณะที่ในมาตรา 20 ว่าด้วยการลบข้อมูลที่เผยแพร่ทางคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะความผิด โดยให้สิทธิกับเจ้าหน้าที่รัฐต่อการบล็อคเว็ปไซต์ต่างๆ และลบข้อมูลตามคำสั่งศาลนั้น เป็นประเด็นที่น่ากังวลว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการลบนั้นจะมีหลักประกันใดที่ไม่กระทบกับข้อมูลส่วนอื่นของผู้ให้บริการด้วย นอกจากนั้นการลบหรือระงับข้อมูลที่แพร่หลายทางคอมพิวเตอร์ ของเจ้าหน้าที่ซึ่งกฎหมายให้สิทธิกระทำได้ด้วยเทคนิคที่ได้มาตรฐาน อาจเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการได้ ทั้งการเข้ารหัส หรือความเป็นส่วนตัวได้ดังนั้นผู้ประกอบการควรเข้าไปมีส่วนร่วมต่อการออกประกาศกฎกระทรวง จำนวน 5 ฉบับหลังจาก ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบัแก้ไขใช้บังคับ
ทางด้านน.ส.ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ กรณีที่พบการกระทำให้เกิดการแพร่หลายข้อมูลที่เข้าข่ายลักษณะความผิดในระบบคอมพิวเตอร์ แม้จะปรับแก้ไขให้มีจำนวนมากขึ้น ถึง 9 คนและเพิ่มสัดส่วนกรรมการ จาก ผู้แทนภาคเอกชน ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อสารมวลชน แต่มีอำนาจการตัดสินจะใช้เสียงข้างมาก มากกว่าการใช้ดุลยพินิจร่วมกัน ดังนั้น สัดส่วนของกรรมการที่ปรับเพิ่มดังกล่าวอาจไม่มีความหมาย ทั้งนี้ตนมองว่า การตัดสินการกระทำควรให้ศาลพิจารณา
“เข้าใจเจตนาดีของผู้ยกร่างกฎหมาย ที่ต้องควบคุมโลกอินเตอร์เน็ต แต่หากทำกฎหมายเพื่อชี้นำ คิดแทนหรือสร้างวิจารณญาณทางสังคมวิทยากฎหมาย เรียกว่า ไม่ใช่กฎหมาย เพราะไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เช่น กรณีที่ศาลสั่งให้ลบข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แต่หากประชาชนไม่เชื่อบางส่วนแล้วไม่ลบจะทำให้เกิดประเด็นระหว่างผู้ใช้กฎหมายกับประชาชนได้ นอกจากนั้นเมื่อกฎหมายเขียนแบบตีกรอบ จะทำให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเพิ่มมากขึ้นและอาจใช้ในทางที่ผิด ทั้งนี้ร่างกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบ นำไปสู่ขัดขวางการใช้วิจารณญาณของประชาชน แทนการสร้างวัฒนธรรมร่วมกันของคนในสังคม ต่อการถ่วงดุลการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นหากมีกฎหมายที่คุมทุกอย่าง จะเกิดการใช้กฎหมายข่มขู่ระหว่างกันได้ เช่น นักการเมืองข่มขู่ผู้สื่อข่าวที่นำเสนอข่าวสารเป็นต้น” น.ส.ฐิติรัตน์ กล่าว



