
“คณิน”แขวะ กรธ.คงโทษประหารฯซื้อขายตำแหน่ง
“คณิน” แขวะกรธ. คงไม่คิดเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หลังคงโทษประหารชีวิตในความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งราชการ
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตส.ส.ร.ปี 40 ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ยังยืนยันที่จะคงโทษประหารชีวิต ในความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งราชการ ว่า อาจเป็นเพราะคงไม่มีกรธ.คนไหนคิดจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตั้งพรรคการเมือง เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะมีแต่ในมาตรา 44 และมาตรา 105 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามร่างของกรธ.เท่านั้น ที่กำหนดความผิดฐานซื้อขายตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เพราะฉะนั้นจึงนำกฎหมายนี้ไปใช้บังคับกับบุคคลอื่นที่ทำการซื้อขายตำแหน่งเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี รัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นส.ส. จึงเป็นการตรากฎหมายขึ้นเพื่อใช้บังคับแก่คดีใด คดีหนึ่ง กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ถือว่าเป็นการตรากฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง
นายคณิน กล่าวต่อว่า โทษฐานซื้อขายตำแหน่งเป็นข้อหาที่ครอบจักรวาลและค่อนข้างเป็นนามธรรมซึ่งจับต้องได้ยาก จึงง่ายแก่การกล่าวหาและสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อกลั่นแกล้ง ทำลาย หรือใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือดิสเครดิตคู่แข่งขันในตำแหน่งต่างๆ ทั้งในทางการเมืองหรือตำแหน่งราชการ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ตัดสินคดีความ ซึ่งถึงแม้จะใช้บังคับกฎหมายหรือวินิจฉัยกฎหมายอย่างเที่ยงธรรมและปราศจากอคติใดๆ ก็ตาม ก็ยากที่จะอำนวยความยุติธรรมได้เต็มร้อย เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจอย่างเดียว ไม่มีใครในโลกที่จะรู้ได้ว่าผู้ที่ถูกประหารชีวิตนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์หรือไม่ และถ้าในภายหลังมีหลักฐานและความเป็นจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ถามว่าผู้ที่ทำให้เขาถูกประหารชีวิต รวมทั้งผู้เขียนกฎหมายฉบับนี้ จะรับผิดชอบอะไรไหม ที่ร้ายกว่านั้น จะมีหลักประกันอะไรหรือไม่ที่จะบอกว่าผู้ใช้บังคับกฎหมายและผู้ตัดสินในคดีซื้อขายตำแหน่งจะไม่ใช้ดุลยพินิจตามอำเภอใจ
นายคณิน กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง และยังระบุด้วยว่า เมื่อใดก็ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง เมื่อนั้นก็ต้องพ้นจากสมาชิกสภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ดังนั้น การเขียนกฎหมายเพื่อเอาผิดกับสมาชิกพรรคการเมืองซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตจึงเท่ากับไม่ให้เกียรติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ไม่ให้เกียรติประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้ง และที่สำคัญ ไม่ให้เกียรติบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ กรธ.ต้องไม่ลืมว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองและการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองถือเป็นเสรีภาพของบุคคล ไม่ว่าจะตามรัฐธรรมนูญหรือตามหลักประชาธิปไตยสากล เพราะฉะนั้น กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับจึงต้องเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพดังกล่าว ไม่ใช่ออกมาจำกัดหรือสกัดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชน เพราะการออกกฎหมายเช่นนี้เท่ากับเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุเพียงแค่ว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเท่านั้น
นายคณิน กล่าวด้วยว่า การตรากฎหมายเช่นนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 คือ นอกจากจะขัดต่อหลักนิติธรรมแล้ว ยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ เพราะเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ และประชาชนรับรู้ถึงสาระสำคัญและบทกำหนดโทษที่รุนแรงเกินกว่าเหตุแล้ว คงไม่มีใครอยากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแน่ ดังนั้น การที่กรธ.ระบุไว้ในมาตรา 32 ว่า ภายในหนึ่งปีพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 พันคน สาขาพรรคแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 5 ร้อยคน และต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนภายใน 4 ปีนั้น อยากจะถามกรธ.ว่า ฝันไปหรือเปล่า



