ฎีกายกฟ้อง "จตุพร" หมิ่น ประมาท "เทพเทือก"

สุเทพ เทือกสุบรรณ, หมิ่นประมาท, จตุพร พรหมพันธุ์, คมชัดลึก, การเมือง, ฎีกา, ยกฟ้อง, จตุพร, หมิ่น, ประมาท, เทพ, เทือก, ฎีกายกฟ้อง, เทพเทือก,  จตุพร ,  เทพเทือก

ฎีกายกฟ้อง " จตุพร " ไม่ผิดสัมฯ ตอบโต้หมิ่น " เทพเทือก " ปมต่างด้าวแฝงชุมนุมเสื้อแดงปี 52 ศาลชี้ ถลงข่าวป้องกันตัวเองจากคู่ขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่ฝ่ายสุเทพ ไร

ที่ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 2 ธ.ค.59 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.855/2553 ที่นายสุเทพ  เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจตุพร  พรหมพันธุ์ ประธานแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.52 นายจตุพร จำเลย ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า นายสุเทพ โจทก์เตรียมดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง โดยให้คนต่างด้าว 5,000 คน แฝงตัวเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อไปทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณ ถ.ราชดำเนิน
 
    ซึ่งศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.54 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า ทางนำสืบ พ.ต.อ.วิชัย สังข์ประไพ ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็น ผบก.น.1 รับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยควบคุมการชุมนุม ก็ได้เบิกความว่า ทางการข่าวทราบว่ามีบุคคลต่างด้าวมาร่วมชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งได้พยายามควบคุม ขณะที่ทางการสืบสวนสอบสวนพบว่า เหตุการณ์การชุมนุมบางครั้งสามารถถูกสร้างสถานการณ์ได้ทุกฝ่าย การแถลงข่าวของจำเลยจึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการทำหน้าที่ของโจทก์ที่ติดตามดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อความชอบธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ที่ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท 
 
    ต่อมานายสุเทพ โจทก์ ยื่นอุทธรณ์แล้วศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค.56 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

 
    นายสุเทพ โจทก์ จึงยื่นฎีกาต่อ
 
     โดยวันนี้ ศาลให้เบิกตัว นายจตุพร ปธ.นปช. จำเลย มาจากพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งนายจตุพร มีสีหน้ายิ้มแย้ม และทักทายกับแกนนำ นปช.ที่มาให้กำลัง อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ และ นางธิดา ถาวรเศรษฐ 
 
    ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า นายสุเทพ โจทก์ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม  ส่วนนายจตุพรจำเลย เป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้จัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะนั้นเพื่อให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ 
 
    นายสุเทพ โจทก์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ก็ได้แถลงข่าวว่าจะมีคนต่างด้าวมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง จึงเตือนผู้ประกอบการโรงงานต่างๆโดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพและปริมณฑลกำชับห้ามไม่ลูกจ้างซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุม ซึ่งโจทก์ได้ข้อมูลมาจาก สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และแหล่งข่าว

    โดยข้อความนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงภาพลักษณ์ของจำเลยซึ่งเป็นแกนนำ นปช. อีกทั้งจำเลยยังเคยตั้งกระทู้ถามโจทก์ในรัฐสภาถึงเรื่องนี้ จากนั้นจำเลยจึงได้มีการแถลงข่าวตอบโต้คำพูดของโจทก์

    ซึ่งชั้นพิจารณา นายจตุพร จำเลย ก็เบิกความว่า หากตัวจำเลยไม่ได้แถลงข่าวอาจจะเกิดเหตุการณ์ตามที่โจทก์อ้าง การแถลงข่าวของจำเลยเป็นการแถลงข่าวดักคอโจทก์

    โดยพยานโจทก์ ที่นำมาเบิกความอ้างว่าได้ข่าวกรองว่าจะมีต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุมกับ นปช.นั้น ก็เบิกความยอมรับว่าไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องการวิเคราะห์หรือหาข่าว เป็นพียงผู้มีหน้าที่ให้คำปรึกษา กับผอ.สำนักข่าวกรองทางด้านกฎหมาย และโจทก์ก็ไม่ได้นำ ผอ.สำนักข่าวกรอง มาสืบข้อเท็จเกี่ยวกับเรื่องการแฝงตัวของต่างด้าวในการชุมแต่อย่างใด

 
    ขณะที่จำเลย มีนายอารีย์ ไกรนรา พยาน เบิกความสอดคล้องกับ พ.ต.อ.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ขณะนั้นว่า จะมีผู้เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ชุมนุมจนนำไปสู่การจับกุมตัวได้ 3 ราย และก็ไม่มีเหตุตามที่โจทก์กล่าวอ้างเกิดขึ้น ส่วนเหตุที่มีการพบวัตถุระเบิดในการชุมนุมซึ่งหลังจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการสร้างสถานการณ์โดยใช้ระเบิดปลอมโดยการสร้างสถานการณ์ดังกล่าวไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด อาจจะเป็นฝีมือของรัฐบาลหรือผู้ชุมนุมก็ได้  

    คำเบิกความ พ.ต.อ.วิชัย ถึงเรื่องดังกล่าวจึงเป็นคำเบิกความของข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นคนกลางไม่มีส่วนได้เสียย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

    ประกอบกับพรรคการเมืองของนายสุเทพโจทก์ และนายจตุพร จำเลย ต่างเป็นคู่แข่งปฏิปักษ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน 
 
    ดังนั้น การที่นายสุเทพ โจทก์ แถลงข่าวผ่านทางหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ว่าจะมีคนต่างด้าว แฝงตัวชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ไปทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณ ถ.ราชดำเนิน ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้รับฟังเกิดความเสื่อมเสียและประชาชนคลางแคลงสงสัยในตัวจำเลย จำเลยย่อมที่จะมีสิทธิโต้ตอบโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้ของตัวเอง

    ฎีกาของนายสุเทพ โจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนยกฟ้อง

    ภายหลังนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายจตุพร กล่าวว่า จากคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ข้อวินิจฉัยมีความละเอียดครบถ้วนทุกมุม ทำให้เห็นภาพข้อเท็จจริงในขณะนั้นว่ามีความขัดแย้ง โดยตัวจำเลยในขณะนั้นพยายามที่จะตักเตือนผู้ชุมนุมให้มีการชุมนุมตามกรอบ และที่ถูกฟ้องเพราะว่าปกป้องส่วนได้เสียของตัวเอง อีกทั้งมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีต รอง ผบช.น.มาเบิกความก็ยิ่งสร้างน้ำหนัก ต้องขอบคุณทั้ง 3 ศาลที่วินิจฉัยข้อเท็จจริง

 
    เมื่อถามถึงสภาพจิตใจนายจตุพร ที่ขณะนี้ยังถูกคุมขังในเรือนจำหลังจากถูกศาลเพิกถอนประกันคดีก่อการร้ายตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา 

    นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวว่า สภาพร่างกายยังแข็งแรงไม่มีโรคภัยใดๆ ส่วนจิตใจก็อาจจะป่วยบ้างเพราะว่าคงไม่มีใครสบายในคุก แต่ก็ยังไม่ท้อแท้และยังยึดมั่นในอุดมการณ์อยู่

 
    นายวิญญัติ ทนายความ ยังกล่าวถึงการยื่นขอประกันตัว  นายจตุพร ครั้งที่ 5 ด้วยว่า น่าจะอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะยื่นขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้าหน้านี้ที่ศาลยกคำร้อง เนื่องจากอาจเป็นในส่วนของเรื่องเวลาความเหมาะสม แต่ส่วนตัวตนเชื่อว่าใกล้แล้วที่ศาลจะพิจารณาปล่อยชั่วคราวนายจตุพร โดยคำร้องในครั้งก่อนเราก็ให้เหตุผลว่านายจตุพร มีความสำนึกผิดและเข็ดหลาบ โดยจะให้สัตย์สาบานตนว่าจะไม่กระทำผิดเงื่อนไขของศาลอีก

 
    เมื่อถามว่า หากศาลกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของการเป็นแกนนำชุมนุมทางการเมือง นายจตุพรจะรับได้หรือไม่ 
 
    นายวิญญัติ ทนายความ กล่าวว่า ตนไม่กล้าก้าวล่วงว่าศาลจะเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่ แต่หากศาลกำหนดเงื่อนไขอย่างไรมาเราก็ยินดีจะปฏิบัติเพราะสถานการณ์ขณะนี้ก็คงไม่มีการชุมนุมใดๆเกิดขึ้น ควรจะเป็นบรรยากาศของความสามัคคีปรองดอง


เปิดอ่าน