ข่าว

กระบวนการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์  

กระบวนการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์  

30 พ.ย. 2559

"เปิด" กระบวนการขึ้นทรงราชย์ เป็นอย่างไร มีกี่ขั้นตอน

 

           เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 2 วรรค 2 ได้บัญญัติ ให้บทบัญญัติของหมวด  2 “พระมหากษัตริย์” ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังคงใช้บังคับต่อไป

          ดังนั้นในเรื่องการ “ทรงราชย์” จึงต้องยึดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

          และจากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ได้ทรงแต่งตั้ง“พระรัชทายาท ” ไว้แล้ว คือ "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ”

          การขึ้น“ทรงราชย์”ของ“พระรัชทายาท” ในครั้งนี้  จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่ราชบัลลังก์ หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์  พ.ศ .2467 แล้ว ใ้ห้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

         สรุปว่า การขึ้น“ทรงราชย์ ” มีด้วยกัน 4 ขั้นตอน คือ 

        1.ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)แจ้งเรื่องไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) (  เมื่อวันที่  29 พ.ย.59คณะรัฐมนตรีแจ้งมายังประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานรัฐสภาเพื่อทราบว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระรัชทายาทที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งไว้แล้ว ตามความในมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และทรงสถิตอยู่ในที่พระรัชทายาทสืบมาจนถึงปัจจุบัน )

        2.ประธาน สนช.แจ้งต่อที่ประชุมให้รับทราบ ( เมื่อวันที่ 29 พ.ย.5ี9 มีการประชุมสภานิติบัญญัติ วาระพิเศษ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธาน เพื่อพิจารณาวาระตามที่ได้รับแจ้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นวาระ การแจ้งการสถาปนาองค์รัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากพระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ให้ สนช. ได้รับทราบ )

       3.ประธาน สนช.เข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์  

       4. ประธาน สนช. ประกาศให้ประชาชนทราบ

        เมื่อ 4 ขั้นตอนนี้เสร็จสิ้นแล้ว จะต้องเรียกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และจนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจึงจะเรียกว่า“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ” ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา อย่างไรก็ตาม “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มีพระราชอำนาจเท่ากันทุกประการ

        หมายเหตุ ขณะนี้ได้ผ่านขั้นตอนที่ 1และที่ 2 ไปแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

///////