ทูตไทย มองไกลตามทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ 20ปีข้างหน้า
สัมภาษณ์พิเศษ : อัครราชทูตในอินเดีย ขานรับการทูตประชารัฐ - ทูตในแอฟริกาใต้ ชี้โอกาสตลาดข้าวไทย - ทูตในโมซัมบิก ปักหมุดการค้าใหม่ตั้งฐานที่มั่นธุรกิจไทย
ในการประชุมเอกอัครราชทูต และกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2559 มีหัวข้อหลัก “การทูตไทย มองไกล ก้าวทันโลก” มุ่งเน้นต่อยอดนโยบายการต่างประเทศจากปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งปีนี้ได้มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศช่วยขับเคลื่อน 2 เรื่องหลักในต่างประเทศ นั่นคือ " ยุทธศาสตร์ชาติ ในระยะ 20 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2560-2579) " และ "นโยบายไทยแลนด์ 4.0"
สถานทูตไทยในอินเดีย ขานรับนโยบาย “บิ๊กตู่” การทูตประชารัฐ
นายอภิรัตน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี รักษาการแทนเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านต่างประเทศของสถานทูตฯ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลมอบหมาย ว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ได้ดำเนินงานด้านการทูตประชารัฐมาระยะหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่ทำอยู่ภายในประเทศ และขยายไปสู่การดำเนินงานต่างประเทศ ซึ่งเดิม "การทูตประชารัฐ" รู้จักในชื่อ “ทีมไทยเลนด์” แต่มีการดำเนินงานที่เข้มข้นขึ้น สำหรับอินเดีย มีทีมไทยแลนด์ที่มาจากหน่วยงานราชการ เอกชนไทย รัฐวิสาหกิจ วิชาการ ภาคประชาสังคม วัดไทย ชุมชนคนไทย นักเรียนไทยที่มีความเข้มแข็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และพร้อมที่จะดำเนินงานรับกับนโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น
เล็งใช้การทูตวิทยาศาสตร์ – นวัตกรรมอินเดีย กับไทย
นายอภิรัตน์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายยุทธศาสตร์ชาติ ในระยะ 20 ปี ข้างหน้า ( พ.ศ. 2560 - 2579) และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นการบ้านให้สถานเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกรับไปศึกษา ซึ่งในส่วนสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี เล็งเห็นถึง "เทคโลยีและนวัตกรรมของอินเดีย" ที่สามารถมาปรับใช้กับไทยในหลายเรื่อง ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศก็ให้ความสำคัญในเรื่อง "การทูตวิทยาศาสตร์" และอินเดียก็มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในเรื่องนี้ โดยที่ไทยสามารถจะเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับอินเดียได้
“ตั้งแต่ไหนแต่ไร อินเดียมีความภาคภูมิใจในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพประเทศกำลังพัฒนา (Appropriate Technology) แม้ชาติตะวันตกมุ่งไปเทคโนโลยีชั้นสูง (Height Technology) ยกตัวอย่าง อินเดียก้าวสู่เทคโนโลยีอวกาศที่สามารถแข่งขันกับชาติตะวันตกได้อย่างสบาย และในราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งยังรักษาความไฮเทค โดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพง นอกจากนี้ อินเดียยังเชี่ยวชาญเทคโนโลยีการผลิตยาเภสัชกรรม พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานทางเลือกอื่นๆ อย่างแสงอาทิตย์ ที่เราสามารถปรับใช้ในประเทศได้ ”
อีกเรื่อง ตนมองว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที กำลังเป็นเทรนด์ของโลก ซึ่งขณะนี้อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเทรนด์โลก อย่างที่เมืองบังกาลอร์เป็นศูนย์กลางแห่งไอที ซึ่งไทยสามารถเรียนรู้ได้ เพราะฉะนั้น การที่เรามุ่งหมายในนโยบายไทยเลนด์ 4.0 เพื่ออัพเกรดไทยขึ้นมา และก้าวผ่านสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเรียกว่า กับดักรายได้ประเทศระดับปานกลาง ในแง่ของสถานทูตฯ ต้องไปแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาสนับสนุนนโยนบายรัฐบาลต่อไป
มองอินเดียใหม่ หนึ่งใน “BRICS” กลุ่มปท.เศรษฐกิจทะยานขึ้น
ในประเด็นที่ รมว.พาณิชย์ได้กล่าวไว้ในที่ประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ประจำปี 2559 ว่า อินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพมาก และอยากจะเจาะตลาดให้มากกว่านี้ เพื่อเป็นการ สนับสนุนให้นักธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในตลาดอินเดียมากขึ้น ตนเห็นด้วย และมองว่า เศรษฐกิจอินเดียเป็นช่วงขาขึ้น ซึ่งทางสถานทูตฯ ร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ เพื่อพยายามให้ความรู้และช่วยเหลือภาคเอกชนไทยที่จะไปประกอบธุรกิจในอินเดีย รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์เพื่อให้หลุดพ้นจากทัศนคติและภาพลักษณ์อินเดียแบบเดิมๆ
“เราจำเป็นต้องมองอินเดียใหม่แล้ว “เศรษฐกิจอินเดียกำลังทะยานขึ้น สวนกระแสกับเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาลง ในความเป็นจริง อินเดียเป็นประเทศมหาอำนาจระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพจะเป็นผู้เล่นหลักที่มีสำคัญของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่า “กลุ่ม BRICS” เป็นกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว (Emerging Market) โดยประเทศในกลุ่มนี้ มีบราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) และแอฟริกาใต้ (South Africa)”
เพิ่มบทบาทไทยใหม่ เชื่อม “สัมพันธ์อินเดีย-จีน”
อัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี กล่าวถึงนโยบายบรัฐบาลที่ให้ทุกสถานทูตฯ ได้คิดครีเอทในการจัดวางตำแหน่งใหม่ให้กับไทย (Repositioning) ต่อประเทศต่างๆ สำหรับสถานทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี มองว่า การเพิ่มบทบาทใหม่ของไทย ในการทำหน้าเชื่อมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียและจีน เป็นสิ่งท้าทาย เพราะ 2 ประเทศนี้ต่างฝ่ายต่างเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ และเป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจโลกที่มีกำลังซื้อ และศักยภาพทางธุรกิจมหาศาล และที่สำคัญทั้งสองประเทศยังคบค้ากันอยู่ปกติ แต่เมื่อลงลึกก็พอรู้ว่า 2 ประเทศมีความขัดแย้งกันอยู่บางเรื่อง เมื่ออินเดียกับจีนเปรียบเป็นเหมือนขั้วแม่เหล็ก แล้วไทยจะมีบทบาทเป็นตัวเชื่อมอย่างไร นี่เป็นการบ้านที่มีความท้าทายของสถานทูตฯ เพื่อกรุยทางให้กับภาคเอกชนไทยในอินเดียต่อไป
-------------------
ทูตไทย ชี้โอกาสเปิดตลาดข้าวไทย คู่เผยแพร่แนวความคิด ศก.พอเพียงในแอฟริกาใต้
ด้าน ดร.พรชัย ด่านวิวัฒน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งมีเขตอาณาความรับผิดชอบ ครอบคลุมอีก 10 ประเทศในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ กล่าวถึงโอกาสการค้าการลงทุนไทยในประเทศแอฟริกาใต้ว่า การเข้าไปเจาะตลาดในแอฟริกาใต้เป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากเป็นตลาดการค้าค่อนข้างใหญ่ และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งในมุมของความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกันแล้ว แอฟริกาใต้ต้องการสินค้าเกษตรจากไทย ส่วนตัวมองว่า ไทยสามารถเป็นอู่ข้าวอู่น้ำให้แอฟริกาใต้ได้เป็นอย่างดี เราสามารถทำควบคู่ไปกับการอบรมด้านการเกษตร สอดแทรกแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียง เช่นการปลูกพืช ระบบชลประทานเพื่อการเกษตร เป็นความร่วมมือระหว่างกัน นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้
“ในหลายประเทศในแทบภูมิภาคแอฟริกานิยมกินแป้งข้าวโพด หากเป็นข้าวก็จะชอบข้าวนึ่ง อย่างคนส่วนใหญ่ในแอฟริกาใต้ยังไม่ค่อยรู้จักประเภทของข้าว ตนมองว่า เป็นโอกาสไปเปิดตลาดข้าวในแอฟริกา แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำ นั่นคือ การเปลี่ยนรสนิยมผู้บริโภค โดยให้ข้าวเป็นทางเลือกหนึ่ง ชี้ให้เห็นประโยชน์คุณค่าทางอาหาร ที่ผ่านมาตนก็ใช้วิธีนี้พูดคุยกับนักธุรกิจท้องถิ่นและผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล เพื่อเผยแพร่และทำการตลาดให้ข้าวไทย กระทั่งปัจจุบันพวกเขาก็เริ่มรู้ประโยชน์จากข้าวและหันมากินข้าวกันมากขึ้น อย่าง ประเทศนามีเบียมีความตระหนักรู้และยอมรับ แล้วเขาก็ต้องการนำเข้าข้าวจากไทย พร้อมกันนั้น ยังต้องการให้ไทยเข้าไปสอนเรื่องปลูกข้าว โดยตนมองเรื่องนี้ว่า เป็นประโยชน์ในระยะยาว เพื่อให้ประเทศพวกเขาเกิดความมั่นคงทางด้านอาหาร และความร่วมมือนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย”
สินค้าอุตสาหกรรมไทย “ป็อปมาก-ยอมรับ” ในแอฟริกาใต้
ดร.พรชัย กล่าวอีกว่า สินค้าอุตสาหกรรมจากไทย มีมาตรฐานการผลิตและได้คุณภาพ จึงเป็นที่นิยม และได้รับการยอมรับในแอฟริกาใต้ ซึ่งการเปิดตลาดการค้าใหม่ในแอฟริกาใต้เป็นเรื่องไม่ยาก เพราะภาคเอกชนไทยที่เข้าไปก่อนหน้านี้ ก็สร้างชื่อเสียงแบรนด์ไทยไว้เป็นอย่างดี สามารถหนุนนำแบรนด์ไทยรุ่นใหม่ให้เกิดในตลาดแอฟริกาใต้ได้ เป็นลักษณะ "พี่จูงน้อง" ขณะเดียวกัน การทำการตลาดในแอฟริกาใต้ก็เป็นเรื่องไม่เกินความสามารถ โดยผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว มีสภาพทางสังคมยังกับประเทศในยุโรป และมีกำลังซื้อมหาศาล หากเราเข้าใจธรรมชาติและพื้นฐานของตลาดในแอฟริกาใต้แล้ว ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
“ขอแนะนำให้มีมุมมองใหม่กับแอฟริกาใต้ ควรมองเป็นรายประเทศ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คิดไม่ถึง อย่างประเทศแอฟริกาใต้ มีความโดดเด่นเรื่องนวัตรกรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่รุดหน้า อย่าง คริสเตียน มาร์นาร์ด เป็นแพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นรายแรกของโลก หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารของแอฟริกาใต้ก็ทันสมัย นอกจากนี้ ในภาพรวมการท่องเที่ยวในภูมิภาคแอฟริกา ก็เป็นที่นิยมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หรือซาฟารี โดยไทยสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชให้คงอยู่ รวมทั้งองค์กรความรู้และเทคโนโลยี เพื่อนำมาพัฒนาความร่วมมือในด้านต่างๆ” ดร.พรชัยกล่าว
----------
ทูตไทย ณ กรุงมาปูโต มอง "โมซัมบิก" เป็นประตูสู่ตลาดของแอฟริกาตอนใต้
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ซึ่งเป็นสถานเอกอัครราชทูตไทยที่เปิดเป็นแห่งใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายในโมซัมบิก หนึ่งในประเทศทางตอนใต้ของแอฟริกา ว่า ปัจจุบัน ไทยเข้าไปลงทุนในโมซัมบิกมากสูงสุดของภูมิภาคแอฟริกา โดยมี ปตท.สผ.เป็นหนึ่งในประเทศผู้รับสัมปทานเข้าไปลงทุนขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นโครงการเมกาโปรเจค ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา อิตาลี ญี่ปุ่น และอินเดีย อีกทั้งยังมี บ.อิตาเลียนไทย ที่เข้าไปสร้างทางรถไฟ และท่าเรือน้ำลึก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มไมเนอร์ กรุ๊ป เข้าไปทำธุรกิจด้านโรงแรม ก่อนนี้โมซัมบิกเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมาแรงในแอฟริกา แต่มาระยะหลัง ประสบปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ และปัญหาบริหารจัดการภายในประเทศ ทำให้โมซัมบิกมีสภาวะเศรษฐกิจแบบขาลง แต่รัฐบาลไทยก็ไม่ละทิ้งตลาดการค้าแห่งนี้ เพราะยังเห็นโอกาสในประเทศโมซัมบิก เปรียบเป็นประตูการค้าของไทยที่สามารถเข้าไปยังประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาตอนใต้อย่างดี
ปักหมุด “ตลาดโมซัมบิก” เหมือนตั้งฐานที่มั่นให้นักธุรกิจไทย
“โมซัมบิกเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศทอดยาว ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ตรงข้ามกับประเทศมาดากัสการ์ มีพื้นที่ติดทะเล และดินแดนติดต่อกับหลายประเทศ ถ้าไทยไปปักหมุดได้ นั่นหมายถึง โมซัมบิกจะเป็น "ฐานที่มั่นสำคัญ" ให้กับนักธุรกิจไทย ในการเข้าไปขยายการค้าการลงทุนในประเทศที่ใกล้เคียง อาทิ มาลาวี ซิมบับเว แองโกลา เป็นต้น”
สกุลเงิน “มาตีกา” เป็นสิ่งท้าทายนักลงทุนต่างชาติ
ส่วนความท้าทายในการเปิดตลาดการค้าในโมซัมบิกนั้น นายรัศม์ กล่าวว่า จุดเด่นของประเทศนี้ ประชาชนเป็นมิตร รักสงบ และไม่ชอบรุนแรง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอาชญากรรม นี่เป็นข้อบวกและน่าลงทุน แต่ความท้าทายของนักลงทุนต่างชาติ จะอยู่ที่สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งสกุลเงิน “มาตีกา” ของโมซัมบิกไม่แข็งค่า เมื่อการทำธุรกิจในประเทศส่วนใหญ่ ต้องใช้ระบบเงินตราท้องถิ่น ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นปัญหาในเรื่องการแปลงค่าเงินกลับเป็นสกุลเงินประจำประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยในเรื่องนี้ ทำให้การค้าไม่ราบรื่นนัก ทางสถานทูตกำลังพยายามแก้ไขปัญหานี้แบบยั่งยืน
“ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจไทยก็หาทางออก โดยการนำเงินท้องถิ่นซื้อสินค้าในโมซัมบิก และนำกลับมาเมืองไทย แต่นั่นหมายความว่า การทำธุรกิจนั้นๆ จะต้องได้กำไรมากพอ เพราะเมื่อนำไปซื้อสินค้ากลับมาขายยังไทย จะต้องเสียค่าขนส่ง และนำเข้าสินค้า หลังจากหักลบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ก็ควรต้องได้กำไรอยู่”
นายรัศม์ กล่าวด้วยว่า ทางสถานทูตยังได้พยายามผลักดันให้โมซัมบิกเร่งดำเนินงาน โครงการขุดเจาะก๊าซโดยเร็ว คาดว่า จะเริ่มต้นได้ภายใน 5 ปี เพื่อให้โมซัมบิกมีเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ ถึงเวลานั้นจะมีประเทศผู้ซื้อทั่วโลกมาติดต่อโมซัมบิก โดยรายได้จากการขายก๊าซธรรมชาติจะช่วยให้เศรษฐกิจโมซัมบิกฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนตัวมองถึงความร่วมมือที่ยาวนาน เพราะการที่ไทยเข้าไปตรึงพื้นที่การตลาดในโมซัมบิกอยู่ก่อนแล้ว เราจะเป็นคู่พันธมิตรการค้าที่มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและต่อเนื่อง
--------------



