ข่าว

 “ประยุทธ์”ลั่น“รบ.”ต้องจัดระเบียบการใช้น้ำ ไม่ให้เหลื่อมล้ำ

 “ประยุทธ์”ลั่น“รบ.”ต้องจัดระเบียบการใช้น้ำ ไม่ให้เหลื่อมล้ำ

11 พ.ย. 2559

ชี้  หากไม่มีระบบที่ดี เสี่ยง “น้ำท่วม”

 

           พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ว่า ถ้าเราเก็บกักน้ำไม่ได้ ประชาชนมีการขัดขวางในเรื่องของการขุด การสร้างเขื่อนที่จำเป็น หรือการทำแก้มลิง หรือการทำทางระบายน้ำ  เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำมากขึ้น เราจะบริหารจัดการได้อย่างไรไม่ให้ท่วม ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ให้เกษตรกรเดือดร้อน และเราจำเป็นต้องมีน้ำเหลือไว้ใช้ในยามแล้งอีกด้วย  เพราะฉะนั้นไม่ว่าน้ำมาก หรือน้ำน้อยก็ตาม

              นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปจัดระเบียบการใช้น้ำเป็นพื้นที่ ไม่ให้เหลื่อมล้ำกัน เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข มันก็จะพอบรรเทาความเสียหายทั้งหมดได้  ต้องปลูกพืชให้ “ลดหลั่น” ลงมาตามน้ำที่มีอยู่  หรือทำเป็น “ปฏิทิน” การทำเกษตรกรรมของประเทศ ที่สอดคล้องกันทั้งมิติของ “ประเภทพืช – พื้นที่ – ฤดูกาล - ปริมาณน้ำ – และตลาด”  โดยใช้ Agri Map (แผนที่ทางการเกษตร)เป็นเครื่องมือด้วย ร่วมกับคำแนะนำของทางราชการ  ก็จะทำให้แก้ปัญหาทุกอย่างได้รวดเร็วนะครับ

               “รัฐบาลยืนยันว่าเราจะต้องทำไปควบคู่ ทั้งในเรื่องของการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคนทุกคน และไว้ให้ใช้ได้นานที่สุดในประเทศไทย โดยเราต้องรักษาสมดุลกับด้านการพัฒนาอีกด้วย ในการที่จะดูแลคนไทยทุกกลุ่มทุกอาชีพ เราไม่ได้มีเกษตรกรอย่างเดียว   แต่เกษตรกร เลี้ยงคนทั้งประเทศ จึงจำเป็นต้องมีหลายอาชีพที่ เราต้องดูแลด้วยสำหรับเรื่องการเก็บกักน้ำ ลองช่วยกันคิดดูว่า “เส้นทางน้ำ” จากภาคเหนือ ไหลลงมาสู่ภาคกลาง แล้วลงสู่อ่าวไทย  โดยภาคเหนือ “ตอนบน” มีแม่น้ำปิง – วัง – ยม – น่าน เป็นระบบระบายน้ำ และมีเขื่อนภูมิพล – เขื่อนสิริกิติ์เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่  ภาคเหนือ “ตอนล่าง” และภาคกลาง ก็มีเพียงแม่น้ำเจ้าพระยา และก็เราไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อจะรองรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือ “ทั้งหมด” ได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ดังนั้นหากเราไม่มีระบบระบายที่ดีแล้ว ก็เสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วม อยู่ตลอดเวลา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ผ่านมานั้น ก็เกิดเหตุการณ์ น้ำล้นตลิ่งอยู่เสมอ หากไม่สามารถน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิง มาประยุกต์ใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หาพื้นที่ทำแก้มลิงไม่ได้ สร้างที่เก็บน้ำหรือเขื่อนอะไรไม่ได้เลย เราจะระบายน้ำไปที่ไหนครับ  เราจะเก็บกักน้ำไว้ได้ที่ไหนในหน้าแล้ง เพราะฉะนั้น ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างที่ประชาชน

               นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  วันนี้ก็เป็นปัญหาหลักของเรา   เราก็เลยต้องอยู่กับธรรมชาติตลอดมา คือ น้ำมากก็ท่วม น้ำน้อยก็แล้ง  เราจะต้องคิดบริหารจัดการให้ได้ ก็ต้องอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเดือดร้อนเหมือนเดิม หากเราไม่ได้สร้างความยั่งยืน  และหากว่าเราปล่อยลงทะเลจนหมด หน้าแล้งมันก็ไม่มีน้ำเก็บไว้ใช้  แล้วถ้าหากว่ามวลน้ำ ไหลจากภาคเหนือตอนล่าง – ภาคกลางตอนบน ผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ลงสู่กรุงเทพฯ เกินว่าปริมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเราระบายลงทะเลไม่ทัน ก็จะเกิดน้ำท่วม  ทั้งกรุงเทพฯ ทั้งภาคกลาง เพราะเป็นพื้นที่ต่ำ  กักไว้รอเวลาเก็บเกี่ยวก็ท่วมแปลงเกษตร ปล่อยไปก็ไปไม่ได้ กักไว้นานก็เสี่ยงนะครับ  เราต้องคำนวณให้สัมพันธ์กันกับภาวะน้ำทะเลหนุนด้วย เพราะว่าระบายไม่ออก

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ดังนั้นรัฐบาลก็มองว่า ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป พื้นที่น้ำท่วม ก็จะ “เพิ่มขึ้น” ในอนาคต จากจำนวน 1.66ล้านไร่ เป็น 4.12 ล้านไร่ ซึ่งจะสร้างความเสียหาย “มากขึ้น” จากประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 150,000 ล้านบาทต่อปีสิ่งเหล่านี้ คือ ความเสียหายจากน้ำท่วม – น้ำแล้ง ที่จะต้องเกิดขึ้นทุกปี  เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะบริหารอย่างไรก็แก้ไม่ได้ หากว่าประชาชนไม่ร่วมมือ ไม่เข้าใจ  น้ำมากก็ไม่ให้ผ่าน น้ำน้อยก็เก็บกักไว้ ไม่ปล่อยไปที่อื่น ทุกคนก็เลยเดือดร้อนกันไปหมด  บานปลาย ใช้งบประมาณมากมาย ทั้งการช่วยเหลือ ทั้งการฟื้นฟู   

              นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากขอร้องให้ช่วยกันคิดด้วย เพราะรัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แล้ว แต่การแก้ไขอย่างยั่งยืน ต้องทำทั้งระบบ ประชาชนต้องมีส่วนร่วม ขอร้อง NGO นักอนุรักษ์  ต้องพยายามมองในมุมนี้ด้วย เพราะฉะนั้น ผลงานด้านสิทธิมนุษยชน ด้านอนุรักษ์ อาจออกมาดีในสายตาของโลกภายนอก  แต่ประชาชนของเรายากจน เกษตรกรเดือดร้อน พัฒนาไปด้วยไม่ได้เพราะฉะนั้นก็จะติเตือนให้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ อันนี้ไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่  เพราะเราทำอยู่แล้ว  แต่เราควบคุมธรรมชาติ ให้สามารถที่จะมีน้ำมาก มีฝนตกมาก หรือมีฝนตกน้อย  เมื่อมันมากเกินไปก็ไม่ได้อีก   ป่าไม้ก็ถูกทำลายไปมากในอดีตที่ผ่านมา  พื้นที่ที่ฝนตกเลื่อนลงมาใต้เขื่อน จากปรากฏการณ์ต่างๆของอากาศเปลี่ยนแปลงนะครับ เราก็เก็บน้ำไม่ได้ ในเขื่อนเดิมที่เรามีอยู่น้ำก็จะสะสมในพื้นที่นอกเขื่อน หรือใต้เขื่อนเดิม แล้วก็เอ่อล้น ไหลต่อลงมาภาคกลาง จนเกิดผลเสียตามที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  เพราะฉะนั้น ประเทศเรามีความเสี่ยงสูงจากฝนตกน้อย หรือฝนมากเกินความต้องการ ทั้งนี้เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก ในปัจจุบัน ก็มีผลกระทบกับทุกประเทศในโลกนี้ในเรื่อง “การบริหารจัดการน้ำ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางไว้แล้วทั้งหมด เราได้ทำสำเร็จไปแล้วบ้าง ในบางพื้นที่ ขณะที่บางพื้นที่ทำไม่ได้  ประชาชนยังไม่เข้าใจ  และด้วยปัญหาหนี้สินที่มีมายาวนานของเกษตรกร การมีการต่อต้านจาก NGO และก็ร้องเรียนในโครงการที่มันน่าจะทำได้ แล้วก็แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ก็ทำไม่ได้ทั้งหมด  เพราะฉะนั้นเมื่อเดือดร้อน แล้วก็เรียกร้องจากรัฐบาล   เราก็ไดแต่เพียง ใช้เงินเยียวยา แล้วก็หมดไปอย่างสิ้นเปลือง แก้ปลายเหตุ เฉพาะหน้า ไร้อนาคต ไม่ยั่งยืน     

               “หากทุกท่านเห็นว่ามีวิธีการแก้ปัญหาที่ดีกว่าผมกล่าวมา  ก็ให้เสนอมาได้ เพราะต้องให้ทุกคนมีความร่วมมือด้วย   ไม่เช่นนั้นเสนอมา แล้วรัฐบาลก็ทำไม่ได้อีกเพราะว่าไปเจอปัญหาเดิม    รัฐบาลพร้อมจะรับฟังทุกอย่าง  ไม่เคยไปต่อว่าใครทั้งสิ้น  ก็ขอให้ฟังกันก็แล้วกัน  ขออย่างเดียวคือความร่วมมือ  อาจจะไม่ร่วมมือเท่าที่ควรที่ผ่านมา   วันนี้ต้องขอแล้ว ถ้าไม่เข้าใจนโยบายที่เราสร้างความเข้มแข็ง – แก้ปัญหาแบบยั่งยืน  รัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างเดียว  หาน้ำ หาตลาด รวมทั้งให้มีการรับซื้อผลผลิตในราคาสูง  มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องทำในการบรรเทาความเดือดร้อน  แต่เป็นอันตรายต่อการใช้นโยบายทางการเมือง ในการแก้ปัญหาที่ปลายทาง โดยไม่ได้ย้อนกลับไปแก้ที่ต้นเหตุ ซึ่งเรารู้ดีอยู่แล้วทุกปัญหา   เราต้องแก้ระยะยาว ครบวงจร  ไม่เช่นนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไปตราบลูกหลาน”   พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

               นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  ตนยืนยันว่า ถ้าเราคิดมองปัญหาผิวเผิน แก้ปัญหาขอไปที วันหน้ามาใหม่ ไม่มีใครจะแก้ได้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ตามรัฐบาลนี้ พยายามแก้ปัญหาให้ได้มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใจ ไม่มีแรงต้านมากนักได้รับความร่วมมือ  แต่มันก็ไม่ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกัน  เพราะมันทำไม่ได้ทุกพื้นที่   เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหา ต้องเข้าใจคำว่า ต้องทำทั้งระบบ ครบวงจร  ไม่ว่าจะวงจรการเกษตร  วงจรน้ำของประเทศ  การปล่อยน้ำ  การระบายน้ำ พื้นที่หนึ่ง ไปสู่พื้นที่อื่น ด้วยระบบชลประทาน – แก้มลิง กระจายไปในพื้นที่ที่เตรียมไว้รองรับ แต่หลายพื้นที่ทำไม่ได้นะครับ  แล้วเราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไร

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า   ตนขอขอบคุณผู้ที่เสียสละ ช่วยให้บางพื้นที่แก้ปัญหาได้สำเร็จ  ในการให้เป็นพื้นที่แก้มลิงบ้าง หรือเป็นที่เก็บน้ำชั่วคราวได้บ้าง  แต่ต้องเห็นใจที่ต้องแบกภาระแทนพื้นที่อื่นๆ อยู่เสนอ ตลอดไป  ขอให้คนอื่นช่วยด้วยเพราะในปัจจุบันนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี “เห็นชอบ” ในหลักการ ตามแผนงานการบรรเทาอุทกภัย พื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง  และให้บรรจุไว้ใน “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ”ต่อไปนะครับ  จะแบ่งการปฏิบัติ  2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนี้

               นายกฯกล่าวว่าคือ (1)การระบายน้ำฝั่งตะวันตก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ  แม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีทั้งหมด 23 คุ้งน้ำ, ปรับปรุงช่วงแคบ 105 กิโลเมตร และตัดช่องลัด 4 แห่ง สามารถย่นระยะทางน้ำ จาก 50 กิโลเมตร เหลือเพียง 10 กิโลเมตร เหมือนแนวทางพระราชดำริ “คลองลัดโพธิ์”    รวมทั้ง การปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานเดิม ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์ ถึงชายทะเล(2) การระบายน้ำฝั่งตะวันออกอาทิ การปรับปรุง – ขยายระบบชลประทานเดิม เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำขึ้น 2 เท่า (จาก 200 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตรวินาที)  การปรับปรุงคลองชัยนาท – ป่าสัก ให้ระบายน้ำได้ “มากขึ้น” 4 เท่า  รวมทั้ง การหาพื้นที่รับน้ำนอง และการขุดลอก – ปรับปรุงแม่น้ำเจ้าพระยาบางแห่ง เป็นต้น

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  แผนงานดังกล่าว จะช่วยตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ได้ 1,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที  จะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน สามารถระบายน้ำได้ รวม 3,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที  จะมีพื้นที่เก็บกักน้ำหลาก ไว้ในคลองขุดใหม่ เพิ่มเติมประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร และช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้ ถึง 3.58 ล้านไร่ ใน 14 จังหวัด  ขอความร่วมมือ ความเข้าใจไม่เช่นนั้นทำไม่ได้อีก

              นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  สำหรับความคืบหน้าของ “โครงการบริหารจัดการน้ำ แบบบูรณาการทั้งระบบ ของรัฐบาลนี้ มีความคืบหน้าไปมาก  เมื่อเทียบกับ 27 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2530 - 2557) ก่อนที่รัฐบาลนี้ จะเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ของประเทศ ตามแนวทางพระราชดำริ  ยกตัวอย่างเช่น(1) การจัดหาแหล่งน้ำบาดาลช่วยภัยแล้ง  27 ปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏมีการดำเนินการเพิ่มเติม แต่นับจากปี 2557 ของรัฐบาลนี้ ได้ดำเนินขุดแหล่งน้ำบาดาลแล้วจำนวน 2,500 กว่าแห่ง ผลิตน้ำกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่รับน้ำกว่า 157,000 ไร่

              พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  (2) บาดาลเพื่อการเกษตร    27 ปีที่ผ่านมา ทำได้เพียง 1,300 กว่าแห่ง  รัฐบาลนี้ ทำได้ 2,300 กว่าแห่ง ใน 2 ปี โดยมีพื้นที่รับกว่า 122,000 ไร่  (3) ประปาหมู่บ้าน  27 ปีที่ผ่านมา ทำได้ 12,000 กว่าแห่ง 2 ปีรัฐบาลนี้ ทำได้ 5,700 กว่าแห่งและ (4) การป้องกันและลดการพังทลายหน้าดิน ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมที่ อาจจะ“ไม่เคย” ดำเนินการมาก่อน แต่ก็มีความสำคัญ ในวงจรน้ำและระบบการระบายน้ำ รัฐบาลนี้ ได้ดำเนินการไปแล้ว ครอบคลุมพื้นที่ กว่า 670,000 ไร่ ใน 2 ปีที่ผ่านมาอย่างไรก็ตามนะครับ  รัฐบาลนี้ จะพยายามทำต่อไปให้ได้มากที่สุด

             นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเรื่อง “ป่าที่ถูกบุกรุก” เราต้องหยุดการแผ้วถางป่า ไม่ให้เกิดการบุกรุกใหม่โดยเด็ดขาดนะครับ มีการช่วยกัน “ปลูกป่า” ตามหลักวิชาการ พร้อมกับให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกินไปด้วย อยู่ร่วมกับป่า ปลูกป่า ดูแล “ป่าชุมชน” สร้างป่าเศรษฐกิจ จะต้องดำเนินการอย่างถูกกฎหมาย  รัฐบาลประกาศพื้นที่ที่มีการบุกรุกมาแล้ว   และเราจำเป็นต้องเอาคืน  ไม่ใช่ว่ายึดมาแล้ว ได้ที่กลับมาแล้วไม่สนใจประชาชน เราเข้าใจ   เราต้องหาหนทางในการช่วยเหลือเยียวยา ประชาชนให้ได้มากที่สุด เราจะไม่ช่วยเหลือใครก็ตามที่สนับสนุนการบุกรุกป่าอยู่เบื้องหลัง  ไม่ว่าจะเป็นนายทุน ผู้มีอิทธิพลอะไรต่างๆ ก็ตาม  ทุกคนต้องยอมรับกฎหมาย  ที่ผ่านมาหลายสิบปี ไม่สนใจละเลย  การบังคับใช้กฎหมายไม่ตรงไปตรงมา อย่างเช่นวันนี้ อาจทำให้ประชาชนเดือดร้อน ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เราก็จะพยายามให้เดือดร้อนกันน้อยที่สุด

            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ทั้งนี้มาตรการรองรับต้องใช้หลักนิติศาสตร์  รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ อย่างสมดุล   หากจะไม่ให้รัฐบาลทำอะไรเลย คงเป็นไปไม่ได้อีก    ภาพที่สังคมเห็นตามสื่อวันนี้ก็ คือ มีผู้เดือดร้อน เป็นผู้มีรายได้น้อย เป็นส่วนใหญ่ เราก็พยายามแก้ให้อยู่   ถ้าเรามองดูด้านนายทุนที่อาจจะไม่ดีอยู่บ้าง  ผู้มีอิทธิพลที่ยังหลงเหลืออยู่ อาจจะใช้ประชาชนบังหน้า เกษตรกรบังหน้า สร้างความเสียหายในวงกว้าง เพราะว่ามีศักยภาพสูงวันนี้ต้องปรับตัวทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อย นายทุน              ผู้มีฐานะ ต่างก็ต้องเคารพกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน วันนี้ รัฐบาลพยายามรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย กลับมาสู่ครรลองของกฎหมายที่ถูกต้อง  หากว่าเราปล่อยปละ หากละเลยคนหนึ่งคนใด คนอื่นก็จะร้องเรียน เป็นปัญหา รักษาความยุติธรรมไม่ได้  แก้ปัญหาไม่ได้ในที่สุด