ข่าว

“กรธ.” ตั้งทีมศึกษา เปลี่ยน สถานะ กกต.เป็นราชการ

“กรธ.” ตั้งทีมศึกษา เปลี่ยน สถานะ กกต.เป็นราชการ

11 พ.ย. 2559

แต่ กรธ. ยังห่วงเปลี่ยนสถานะ กกต. เป็นการลดความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง

 

         11 พ.ย.59- นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยล่าสุดมีข้อเสนอของ กกต. ให้สำนักงาน กกต. มีสถานะเป็นราชการ จากเดิมที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ภายใต้การกำกับของ กกต. ว่า ขณะนี้ทางคณะอนุกรรมการฯ เตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รวมถึง กกต. ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อนำผลไปศึกษาถึงความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสียของข้อเสนอดังกล่าวก่อนที่กรธ.จะบัญญัติกฎหมาย ทั้งนี้เหตุผลของผู้เสนอคือ ต้องการให้พนักงานกกต. ได้รับสิทธิ และสวัสดิการเหมือนข้าราชการ แต่ประเด็นที่กรธ.ต้องพิจารณาสำคัญ คือ ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ เพราะกกต.มีหน้าที่จัดการ และดูแลการเลือกตั้งนักการเมือง หากหน่วยงานมีสถานะเป็นราชการแล้ว อาจตกอยู่ภายใต้อาณัติขององค์กรฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรีได้ ดังนั้นสิ่งที่กรธ.ต้องคำนึงคือการไม่ขาดซึ่งความอิสระ และพนักงานกกต.หากไม่เป็นข้าราชการจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะได้สิทธิใกล้เคียงกับราชการ

        นายมีชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นตรวจสอบการเลือกตั้ง ล่าสุด กรธ. มีข้อสรุปแล้ว คือ จะให้มีคณะผู้ตรวจการการเลือกตั้ง แทนกกต.จังหวัด โดยกำหนดให้มีคณะผู้ตรวจฯ จำนวน5- 8คน มาจากการคัดเลือกของกกต. ตามคุณสมบัติที่กฎหมายลูกกำหนดเพื่อทำหน้าที่ดูแลการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่กกต. และกระบวนการจัดการเลือกตั้งว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ จากนั้นให้รายงานต่อกกต. ทั้งนี้ผู้ตรวจการการเลือกตั้ง ไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะการสอบสวนจะมีคณะทำงานอีกชุดที่กกต. แต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน ร่วมกับสายสืบเลือกตั้ง ที่ประกอบด้วย นักศึกษา ทหาร ตำรวจในพื้นที่ ทั้งนี้ กรธ. พยายามให้เครื่องมือทำงานกับกกต. มากที่สุด เพื่อหวังให้กกต. ทำงานเชิงรุก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจับได้ไล่ทัน