
“ประจิน”บอก“ทรงพร”อ่อนพีอาร์ประชุมเทคโนโลยีโลก
“ประจิน”แจงย้าย“ทรงพร”พ้นปลัดดิจิทัลไม่เกี่ยวทุจริต อ้างอยากเปลี่ยนหัวหน้าทีม ปัดขัดแย้งจัดประชุมเทคโนโลยีระดับโลก แต่มีปัญหาการประชาสัมพันธ์
9 พ.ย. - พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้สัมภาษณ์กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ใช้มาตรา 44 ย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ระบุในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนว่า เป็นการปรับย้ายเพื่อให้เกิดความเหมาะสม มีประสิทธิภาพในการทำงาน
“นางทรงพรไม่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติไม่ชอบและอาจเป็นกลยุทธ์ที่จะทำให้การทำงานมีความพร้อมมากขึ้น เพราะ 1 ปีที่ผ่านมานายกฯคาดหวังให้กระทรวงเดินหน้าตามภารกิจในวาระที่วางไว้ เพื่อให้เป็นความหวังของรัฐบาลและประชาชน แต่เมื่อยังไม่บรรลุผลจึงทดลองเปลี่ยนหัวหน้าทีม และอยากให้โอกาสนางวิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดคนใหม่ ได้ลองทำงาน” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าฟางเชือกสุดท้ายที่ทำให้ย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะไม่เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานโชว์เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมระดับโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ไม่จริง เพราะถ้าใครอยู่ในที่ประชุมจะรู้ว่าตนไม่เคยตำหนินางทรงพรเลย แต่มีเรื่องที่ค่อนข้างจะห่วงใยคือเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งในช่วงนี้การประชาสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ อยู่ในช่วงอ่อนไหวก็ให้มีการปรับเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เบาลงตามเหตุการณ์
“แต่จะทำอย่างไรให้ได้เป้าหมายใกล้เคียงกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 1 แสนคน แต่มีตัวบุคคลที่กระทบบางเรื่อง คืออุตส่าห์กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ การจัดระดับชาติ และระดับโลก แต่การประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้เพราะช่วงนี้ไม่เหมาะ กำหนดเป้าหมายไว้ 1 แสนคนก็ไม่ได้ เราก็รู้สึกว่าตึง ๆ นิดหน่อย และเกรงว่าจะเสียเงินโดยไม่ได้รับอะไร จึงปรับกลยุทธ์ตรงนี้ แต่ไม่เคยมีการกระทบกระทั่งกับบุคคล” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
เผยตั้งทีมดูกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมไทยคม ศึกษารูปแบบใบอนุญาต-สัปทาน
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวถึงกรณีการต่อสัญญาสัมปานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 ที่กำลังหมดสัญญาสัมปทานว่า กำลังดำเนินการพิจารณา ส่วนดวงที่ 7 และ 8 มีการดำเนินการในลักษณะขอใบอนุญาต ซึ่งมีคำถามว่าจะถูกต้องตามกฎหมายอยู่หรือไม่ โดยครม.รับทราบผลการดำเนินการที่ผ่านมา โดยให้กระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศและสั่งการให้ดำเนินการให้เป็นตามกฎหมาย
“ผมได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการของดีอี มาหารือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมายแล้วและมีการรายงานความก้าวหน้าให้ครม.ทราบเป็นระยะ โดยผมได้มอบหมายให้นางวิไลลักษณ์ตั้งคณะทำงานชุดใหม่ เพื่อตรวจสอบดูบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายการให้บริการ ผลประโยชน์ คาดว่าสัปดาห์หน้าคณะทำงานชุดดังกล่าวจะมีข้อเสนอมาให้ผมได้สั่งการ และรายงานต่อนายกฯได้ภายในต้นเดือนธันวาคม และตั้งใจจะให้แล้วเสร็จไม่เกินเดินกุมภาพันธ์ 2560” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการทักท้วงว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัมปทานที่ออกให้ตามใบอนุญาต 6% ทำให้รัฐขาดรายได้ จึงควรเก็บค่าธรรมเนียมในรูปแบบสัญญาสัมปทานตามเดิม ซึ่งจะทำให้ไทยคมเสียค่าธรรมเนียม 20.5 % พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า จะต้องมีฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูเรื่องนี้ เพราะมีความซับซ้อนมาก และเกรงว่าจะกระทบต่อประชาชน ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าควรจะต้องมีการเจรจากัน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แต่ครม.ยืนยันว่าต้องเป็นหน้าของกระทรวงดีอี ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย
“เราต้องเอากฎหมายเป็นตัวตั้งและเอารายละเอียดการดำเนินการที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มสัมปทานเมื่อปี 2535 มาตรวจสอบดูถึงข้อตกลงและต้องดูเรื่องของเจตนาว่ามีอะไรบ้าง เราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะเรียกเก็บย้อนหลังตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบใบอนุญาตเลยหรือไม่ ก็ต้องดูกฎหมายทั้งหมดก่อน” พล.อ.อประจิน กล่าว
รับเริ่มโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านช้า โอนงบ 1.5 หมื่นล้าน ให้ทีโอที-แคท ดำเนินการ
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านว่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการวางโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ก่อนหน้านี้เราคาดว่าจะเริ่มต้นโครงการดังกล่าวได้ในช่วงกลางปี 2559 แต่เมื่อยังเริ่มต้นไม่ได้ก็ต้องมาดูปัญหา เพื่อแก้ไขให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีปัญหาความซ้ำซ้อนในเรื่องของพื้นที่ แต่จากการประชุมครั้งล่าสุดเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบยืนยันไม่มีที่ซ้ำซ้อน
“คณะกรรมการเตรียมความพร้อมดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม เห็นชอบให้โอนงบประมาณในโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ดำเนินการ และในส่วนที่เป็นเคเบิ้ลใต้น้ำอนุมัติให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ดำเนินการ โดยทั้ง 2 ส่วนนายกฯได้ตั้งคณะทำงานโดยมีนางวิไลลักษณ์ เป็นประธาน จากนั้นจะกำหนดแนวทางและติดตามความพร้อม โดยจะเริ่มประชุมในสัปดาห์หน้า” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ซึ่งโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน มีทั้งหมด 7 หมื่นหมู่บ้านทั่วประเทศ ในส่วนที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม มีโซนเอและโซนบี ส่วนโซนซีและโซนซีบวก มีจำนวน 40,432 หมู่บ้าน โดย 24,700 หมู่บ้าน แยกให้บริษัททีโอทีดำเนินการ ที่เหลืออีก 15,732 หมู่บ้าน ให้กสทช.ดำเนินการ โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใส งบประมาณไม่รั่วไหล หรือเกิดการทุจริตขึ้น และภายในวันที่ 25 ธันวาคม จะต้องมีข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกับบริษัทผู้ให้บริการ
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวต่อว่า ส่วนระบบเคเบิ้ลใต้น้ำคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน เพราะต้องเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกประเทศ และมีเป้าหมายเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ไทยเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งศึกษาการเชื่อมต่อกับประเทศจีนและอินเดีย โดยเบื้องต้นจะเชื่อมต่อจากประเทศสิงคโปร์ก่อน



