ข่าว

“ตู่”นอนคุก

“ตู่”นอนคุก

11 ต.ค. 2559

ศาลสั่งถอนประกัน“จตุพร”ออกรายการจ้อพีซทีวี-สื่อ ผิดเงื่อนไขประกันตัวคดีก่อการร้าย ส่วน“วีระกานต์–เต้น-เหวง–นิสิต" รอดหวุดหวิด ศาลชี้แสดงความเห็นสุจริต ติชมเป็น

 

 

 

          11 ต.ค. 59 - ศาลนัดฟังคำสั่งที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 2 ก.ย.59 ขอให้ศาลวินิจฉัยสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ , นพ. เหวง โตจิราการ และ นายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช.ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1- 4 และที่ 8 ร่วมแกนนำ รวม 24 ราย คดีก่อการร้ายหมาย เลขดำ อ.2542/2553 ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ในศาลอาญา

 

          โดยวันนี้ นายวีระกานต์ , นายจตุพร , นายณัฐวุฒิ , นพ.เหวง และนายนิสิต แกนนำ นปช. เดินทางมาศาลพร้อมฟังคำสั่ง ขณะที่มีนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ อดีตประธาน นปช. , นายก่อแก้ว พิกุลทอง , นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก แกนนำ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20-30 คน มาร่วมให้กำลังใจถึงห้องพิจารณาคดีด้วย 

 

          ซึ่งขึ้นห้องพิจารณา นายจตุพร ประธาน นปช. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้อัยการได้ยื่นหลักฐานเป็นแผ่นวีซีดีต่อศาล โดยทีมทนายได้ตรวจสอบแล้วจึงยื่นคำร้องขอไต่สวนพยานเพิ่มเติมด้วย คือตัวจำเลยและทนายความ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่าจะมีคำสั่งอย่างไร

  

          นายจตุพร กล่าวด้วยว่า วันนี้ได้เตรียมเสื้อผ้า-รองเท้าผ้าใบ และของใช้ส่วนตัว ใส่กระเป๋าเป้มาด้วย ซึ่งไม่ใช่การแก้เคล็ดหรือลางบอกเหตุ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมไว้เพราะตนเองเคยต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำมาถึง 2 ครั้ง

  

          เมื่อถึงเวลา 10.00 น. ศาลได้อ่านคำสั่งว่า พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องกล่าวอ้างว่า นายจตุพร จำเลยที่ 2 พูดในทางเสียดสี ประชด ประชัน ตำหนิการทำงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บิดเบือนการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี กล่าวหาหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบ คุกคาม กดดันการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ พูดโจมตีบุคคลต่างๆ ในลักษณะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทผู้อื่น พูดยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในบ้านเมืองผ่านรายการโทรทัศน์ PEACE TV , เว็บไซต์ , ยูทูป และสื่อสาธารณะอื่น ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลที่กำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวไว้

 

          ขณะที่จำเลยที่ 1-4 และ 8 ให้การยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไขศาล แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นสุจริตตามสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นการตรวจสอบป้องกันการทำหน้าที่ของหน่วยงานรัฐและรัฐบาล ซึ่งหากมีการพาดพิงหรือดูหมิ่นบุคคลใดก็สามารถใช้สิทธิทางกฎหมายได้อยู่แล้ว

  

          โดยทนายความจำเลย ได้แถลงต่อศาลด้วยว่า ขอไต่สวนพยานประกอบคำให้การของจำเลย และวีซีดีบันทึกภาพและเสียงที่อัยการโจทก์ยื่นต่อศาลบางแผ่นไม่สามารถเปิดดูรายละเอียดได้

 

          ซึ่งศาล พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่าได้ไปออกรายการต่างๆ และมีการให้สัมภาษณ์จริง แต่ไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไขศาล และอัยกา ยังมีหนังสือพิมพ์ สื่อสาธารณะอื่น ร่วมถึงบันทึกถ้อยคำจากแผ่นวีซีดีที่เป็นพยานหลักฐานพอวินิจฉัยได้ เมื่อจำเลยรับข้อเท็จจริงแล้วประกอบกับอัยการ มีพยานหลักฐานพอวินิจฉัยได้ ศาลจึงงดการไต่สวนพยานจำเลย พร้อมยกคำร้องทนายความจำเลยที่แถลงต่อศาลคัดค้านการอ่านคำสั่งวันนี้

          

          โดยศาลพิเคราะห์แล้ว การอนุญาตปล่อยชั่วคราวเป็นหลักประกันอิสรภาพตามสิทธิมนุษยชน เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกคุมขังนานเกินจำเป็น โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยยังไม่เป็นผู้กระทำผิดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ซึ่งจะปฏิบัติเสมือนผู้ที่กระทำความผิดไม่ได้ กรณีที่ศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวโดยกำหนดเงื่อนไข เพื่อป้องกันการหลบหนี การเกิดภัยอันตรายหรือความเสียหาย และละเว้นกิจกรรมที่อาจกระทำผิดขึ้นอีกได้ ซึ่งศาลจะใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อให้จำเลยต้องปฏิบัติเกินความจำเป็นแก่กรณี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108 และ 108/1 และการปล่อยชั่วคราวจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

  

          ซึ่งคดีนี้ศาลสั่งปล่อยชั่วคราวจำเลย โดยกำหนดเงื่อนไขไว้เพื่อควบคุมหรือป้องกันไม่ให้มีการกระทำอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสถานการณ์ขณะนั้นมีวิกฤตการณ์ขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งจำเลยเป็นแกนนำในการปราศรัยโจมตีรัฐบาลและนัดชุมนุม จนเป็นเหตุให้ถูกจับกุมและดำเนินคดี แต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 คสช. เข้ายึดอำนาจ สถานการณ์ภายในจึงสงบเรียบร้อยลง และมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จตามกำหนด โดยกำหนดให้มีการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.59 ซึ่งจำเลยที่ 1-4 และ 8 ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งย่อมทำได้แต่ต้องอยู่ในขอบเขตและไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของศาล อีกทั้งกรณีวิจารณ์การทำงาน คอรัปชั่นก็ย่อมมีสิทธิกระทำได้ แต่ต้องไม่กระทบสิทธิเกียรติยศบุคคลอื่น

  

          เมื่อพิจารณาแผ่นวีซีดีของอัยการแล้ว เห็นว่า บทสนทนาบางตอนจำเลยที่ 2 กล่าวพาดพิงบุคคลอื่นด้วยถ้อยคำค่อนข้างรุนแรง หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนที่ได้รับทราบข้อความดังกล่าวที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลซึ่งถูกพาดพิงและกระทบสิทธิเกียรติยศ แม้ผู้เสียหายจะใช้สิทธิตามกฎหมายได้แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเลยไม่สมควรกระทำ โดยที่ศาลได้กำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนแล้วเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น การที่นายจตุพร จำเลยที่ 2 ได้กล่าวโดยระบุชื่อและกล่าวในลักษณะส่อในทางดูหมิ่นกระทบสิทธิต่อชื่อเสียง เกียรติยศ จึงถือเป็นการกระทำผิดเงื่อนไข

 

          ส่วนนายวีระกานต์ , นายณัฐวุฒิ , นพ.เหวง และนายนิสิต จำเลยที่ 1, 3, 4 และ 8 ศาลเห็นว่าเป็นการติชมโดยสุจริตเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป ยังไม่ถึงกับดูหมิ่นหรือกระทบสิทธิ เกียรติยศหรือชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น อันเป็นการยั่วยุหรือกระทำผิดเงื่อนไขประกันอื่นตามที่ศาลได้กำหนดไว้

  

          ศาลจึงมีคำสั่ง ให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราว นายจตุพร จำเลยที่ 2 และให้ยกคำร้องของอัยการ ที่ขอให้เพิกถอนประกันในส่วนของจำเลยที่ 1, 3, 4 และ 8

  

          ส่วนที่จำเลย 1-4 และ 8 ขอให้ยกเลิกเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวในคำร้องคัดค้านที่จำเลยยื่นมาด้วยนั้น ศาลเห็นว่าการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวก็เพื่อป้องกันภัยอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยชั่วคราว ซึ่งศาลจะใช้ดุลพินิจพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อให้จำเลยที่ 1-4 และ 8 ต้องปฏิบัติเกินความจำเป็นแก่กรณี จึงยังไม่มีเหตุที่จะยกเลิกเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวดังกล่าว

  

          ภายหลังศาลมีคำสั่งถอนประกันนายจตุพรแล้ว ระหว่างอยู่ในห้องพิจารณาคดีบรรดาแกนนำ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง รวมทั้งนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมือง ได้เดินเข้ามาให้กำลังใจ นายจตุพร ประธาน นปช. ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนถึงกับร่ำไห้แสดงความเป็นห่วงประธาน นปช. ขณะที่นายจตุพร มีสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ก็ได้คุมตัว นายจตุพร ขึ้นรถตู้ของเรือนจำ เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที

  

          ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของ นปช.ถึงแม้ไม่ใช่การเสียชีวิต แต่เป็นการสูญเสียอิสรภาพ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนายจตุพร แต่เรายังจะเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ตรวจสอบการคอรัปชั่นต่อไป ซึ่งนายจตุพรได้ฝากกำลังใจถึงประชาชนให้ยึดมั่นแนวทางของ นปช. ต่อไป โดยวันนี้นายจตุพร ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างาม ถือเป็นความภาคภูมิในฐานะประธาน นปช.

  

          “ พวกเราจะยืนหยัดจนกว่านายจตุพรจะกลับมา ครั้งนี้คงเป็นบททดสอบไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราจะยืนอยู่ที่เดิม ” นายณัฐวุฒิ กล่าวและว่า บ่ายวันนี้ แกนนำ นปช.จะเดินทางไปเยี่ยมนายจตุพร ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วย และจะประชุมปรึกษากับฝ่ายกฎหมายเรื่องการยื่นของประกันตัวใหม่อีกครั้ง เพราะแม้ศาลจะสั่งเพิกถอนประกันแต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิในการยื่นประกันใหม่

  

          เมื่อถามถึงความปลอดภัยของนายจตุพรช่วงที่อยู่ในเรือนจำ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องดูแลนายจตุพร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ และหวังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะเป็นลูกผู้ชายพอ 

 

          เมื่อถามว่า ช่วงที่นายจตุพรอยู่ในเรือนจำ ใครจะรักษาการประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า กลุ่ม นปช.ไม่ใช่บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจหวังผลกำไร ขณะนี้นายจตุพร จะยังคงเป็นประธาน นปช. ส่วนแกนนำคนอื่นๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เช่นเดิม และรอจนกว่านายจตุพรจะออกมาจากเรือนจำ

 

          ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแกนนำ นปช. กล่าวว่า หลังจากนี้ 1-2 สัปดาห์ จะยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวนายจตุพรใหม่ โดยจะขอให้ศาลไต่สวน เพราะต้องการจะโต้แย้งหลักฐานที่เป็นแผ่นวีซีดีของอัยการโจทก์ที่บางแผ่นเปิดไม่ได้ และอาจจะมีการแถลงให้สัญญาหรือเพิ่มเงื่อนไขเพื่อแสดงให้ศาลเห็นที่จะพิจารณาให้ประกันนายจตุพร

  

          ส่วนการยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น คงไม่ใช้แนวทางนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีผล เพราะเบื้องต้นจำเลยได้แถลงรับข้อเท็จจริงไว้จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะอุทธรณ์ในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว

 

          ผู้สื่อรายงานว่า ล่าสุดเมื่อเวลา 13.30 น.ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. พร้อมด้วยนางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ พร้อมแกนนำนปช. และประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้เดินมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ภายหลังที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ถอดประกันตัวในช่วงเช้า

 

          โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวภายหลังเข้าเยี่ยม ว่า นายจตุพร มีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ยิ้มแย้มและฝากกราบขอบคุณพี่น้องประชาชน และเคารพในคำวินิจฉัยของศาล แต่ยังยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ทั้งนี้ แม้นายจตุพร ไม่ว่าจะมีอิสรภาพหรือไม่ ก็ยังเดินหน้าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หัวใจไม่อ่อนแอ และนปช.เองก็ยืนยันหลักการประชาธิปไตย ภายใต้เงื่อนไขของศาลและยืนยันว่านายจตุพร ยังคงเป็นประธานนปช.อยู่เหมือนเดิม ยังเป็นลมหายใจที่ไม่แพ้เหมือนเดิม

 

          อย่างไรก็ตามหลังจากนี้กำหนดการในการเข้าเยี่ยม จะเป็นเวลา 11.10 น.ของทุกวัน และในวันพรุ่งนี้ (12 ต.ค.) ตน นายวีระกานต์ และ นายจตุพร ต้องเดินทางไปขึ้นศาลอุทธรณ์ คดีหมิ่น นายวัชระ เพชรทอง อีดต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทนายความจะได้ทำเรื่องขอเบิกตัวนายจตุพรต่อไป