
ชำแหละร่างพ.ร.ป.พรรคการเมือง ส่อจำกัดสิทธิพรรคการเมือง
เวทีสัมมนาคนการเมืองฟังข้อเสนอร่างพ.ร.ป.2ฉบับของ กรธ.คึกคัก พรรคขนาดเล็กส่งคนร่วมให้ข้อเสนอ วอนลดค่าสมัคร ส.ส.เหลือรายละพันบาท - ปชป.ส่งคนสังเกตการณ์ ไร้เงาพท.
28 ก.ย. 59 - คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทำเนื้อหาเสนอต่อ กรธ. ทั้งนี้ในงานสัมมนาดังกล่าวมีตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาทิ นายประวิช รัตนเพียร กกต., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), กระทรวงมหาดไทย ภาคประชาชน และตัวพรรคการเมือง อาทิ นายธนา ชีรวินิจ อดีต ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์, นายนิกร จำนง สปท. ฐานะตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา, นายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์ ตัวแทนพรรคชาติพัฒนา, นายอุดมศักดิ์ ศรีสุทิวา ตัวแทนพรรคมาตุภูมิ, นายปิลันธน์ดิลก จิตธรรม จากพรรคพลังชล, นายดำรง พิเดช สปท. ฐานะหัวหน้าพรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย เป็นต้น เข้าร่วมสัมมนา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการรับฟังความเห็นดังกล่าว กรธ. ได้ทำประเด็นสำคัญ 24 หัวข้อเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงความเห็นผ่านการเขียน อาทิ การจดแจ้งและการจัดตั้งพรรคการเมือง, การบริหารพรรคการเมือง, การตรวจสอบและถอนถอนผู้บริหารพรรคการเมือง, การกลั่นกรองและกำหนดผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง, การส่งเสริมพรรคการเมืองโดยรัฐ, การสิ้นสภาพ การเลิกและการยุบพรรคการเมือง, การรับเลือกตั้งส.ส.ที่ให้ กกต.เป็นผู้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัคร, หน้าที่ของพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง, ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง, ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีหาเสียง, การลงคะแนนเลือกตั้ง, การนับคะแนน การรวมคะแนน และการประกาศผลเลือกตั้ง, การคัดค้านการเลือกตั้ง และการกำหนดโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางการเมือง แก่ผู้กระทำทุจริตและทำให้การเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมสามารถเขียนข้อเสนอแนะถึง กรธ. ภายหลังจากการสัมมนาได้
ทั้งนี้ก่อนเริ่มรับฟังความคิดเห็นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. กล่าวว่า การรับฟังความเห็นของพรรคการเมือง ถือเป็นครั้งแรกภายหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยกรธ. จะนำความเห็นของทุกฝ่ายโดยไม่เลือกว่าเป็นพรรคการเมืองฝ่ายไหนไปประกอบการพิจารณาทำร่างพ.ร.ป.ที่สำคัญต่อไป ทั้งนี้ความเห็นของผู้ที่เข้าร่วมนั้นถือว่าจะเป็นประโยชน์กับกรธ.อย่างมาก สำหรับความเห็นในบางเรื่องที่ไม่ตรงนั้นขอให้ถือว่าเป็นนานาทัศนะ ไม่ใช่ความขัดแย้ง ดังนั้นทุกความเห็น กรธ. จะนำไปพิจารณาโดยคำนึงถึงเหตุผลและประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศจะได้รับเป็นสำคัญ
ขณะที่ตัวแทนของกกต. ที่เข้าร่วมได้ชี้แจงสาระสำคัญในร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ย้ำถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีในพรรคการเมืองตามเนื้อหาที่ปรับใหม่ คือ สำหรับประชาชนที่มอบเงินสนับสนุนพรรคการเมืองสามารถนำไปเป็นส่วนที่ลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ขณะที่การมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคในการนำเสนอนโยบาย, การส่งตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น สามารถทำได้ภายใต้การประชุมสาขาพรรคและส่งชื่อผู้ที่ได้รับเลือกมาสู่ระดับพรรคส่วนกลางได้เป็นลำดับ โดยต้องมีบทบัญญัติบังคับให้พรรคส่วนกลางต้องพิจารณาชื่อที่ส่งมาจากสาขาพรรค แต่หากกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นด้วยต้องมีการลงมติให้ปรับเปลี่ยโดยใช้เสียง 4ใน 5 ของที่ประชุมพรรค ขณะที่บทบัญญัติที่สนับสนุนให้พรรคการเมืองปราศจากกลุ่มทุนครอบงำนั้น กำหนดให้พรรคต้องทำข้อบังคับพรรคให้สมาชิกพรรคส่งเงินบำรุงพรรคการเมืองปีละไม่น้อยกว่า 200 บาท และต้องกำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคกระทำใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้บุคคลภายนอกเข้าครอบงำ ซึ่งหากฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษด้วยการพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ขณะที่รายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกพรรคการเมืองนั้นข้อมูลของกกต. ระบุว่ามีประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้วทั้งสิ้น 4.9 ล้านคน แบ่งเป็น รายชื่อที่ปรากฏหลักฐานการสมัครเป็นสมาชิกพรรค ตามกฎหมาย ทั้งสิ้น 8 แสนคนเท่านั้น
ขณะที่ความเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองส่วนของพรรคการเมืองขนาดเล็ก อาทิ พรรคกสิกรไทย พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคประชาธิปไตยใหม่ เสนอให้ลดค่าสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. จากเดิมที่ร่างกฎหมายกำหนดให้เป็นจำนวน 10,000 บาท ให้เป็นคนละ 1,000 บาท เพราะพรรคการเมืองขนาดเล็กซึ่งเป็นการรวมตัวของปราชญ์ชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปมีปัญหาในเรื่องการออกค่าสมัคร ขณะที่สมาชิกพรรคการเมืองในปัจจุบันสนับสนุนให้กกต. จัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมดใหม่ ขณะเดียวกันควรปรับจำนวนสมาชิกของพรรคการเมืองลงเพื่อให้พรรคการเมืองขนาดเล็กสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ง่ายมากขึ้น ส่วนกรณีที่ กกต. กำหนดบทบาทของหน่วยงานให้ช่วยดำเนินการหาเสียง อาทิ จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ จัดเวลาให้หัวหน้าพรรคพูดนโยบายผ่านวิทยุ และสถานีโทรทัศน์นั้น ควรสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมระหว่างพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงยกระดับมาตรฐานและศักยภาพการทำงานของ กกต.ด้วยเพื่อไม่ให้ล่าช้าจนเกิดความเสียเปรียบทางการเมือง
ส่วนความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ อาทิ นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา เสนอแนะให้ปรับเนื้อหามาตรา 50 ของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าด้วยการกำหนดนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้หาเสียงซึ่งกำหนดให้ส่งผลวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายต่อกกต.เพื่อเผยแพร่ เพราะเป็นบทบัญญัติกำกับในเชิงลึก และกังวลต่อการพิจารณารายละเอียดนโยบายของกกต.ที่ไม่เชี่ยวชาญเพียงพอ อาจทำให้นโยบายของพรรคการเมืองมีผลกระทบได้ ให้พิจารณาเนื้อหามาตรา 101 ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองที่ล้มล้าง หรือกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ควรกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนในการกระทำ ขณะเดียวกันในบทเฉพาะกาล มาตรา 144 ระบุให้พรรคการเมืองที่สิ้นสภาพ เลิก หรือ ถูกยุบก่อนที่พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพ เลิก หรือถูกยุบ ถือเป็นบทบัญญัติที่ลงโทษย้อนหลัง ซึ่งขัดกับหลักการของการออกกฎหมาย รวมถึงกรณีดังกล่าวอาจถูกนำไปตีความเรื่องการลงโทษบุคคลในพรรคการและสำหรับเจตนาที่กกต. ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนพรรคการเมืองช่วงหาเสียงเลือกตั้งไม่มีบทบัญญัติใดที่ระบุถึงการกระทำที่ส่งเสริมอย่างแท้จริง แม้กกต.จะกำหนดจุด หรือพื้นที่ติดป้ายหาเสียงหรือผลิตป้ายหาเสียง นั้นเป็นเพียงการเขียนข้อจำกัดในการหาเสียงของพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับตัวแทนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคของคนมีชื่อเสียง อาทิ พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย นั้นปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น เพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ขณะที่พรรคเพื่อไทยไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมงานสัมมนา.



