ข่าว

นักวิชาการ ชี้ทุกความขัดแย้งการเมืองไทยทิ้งวัฒนธรรมลอยนวลไว้

นักวิชาการ ชี้ทุกความขัดแย้งการเมืองไทยทิ้งวัฒนธรรมลอยนวลไว้

18 ก.ย. 2559

นักวิชาการ ชี้ ทุกสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ทิ้งวัฒนธรรมการลอยนวลไว้ คนทำผิดขึ้นเป็นชนชั้นปกครอง หวัง สักวันมีความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายบ้าง

          18 ก.ย.59 --  สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิ “May 18” ประเทศเกาหลีใต้ และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา หัวข้อ “ความรุนแรงโดยรัฐ การลอยนวล และกระบวนการประชาธิปไตย” โดยนายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผอ.สถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวตอนหนึ่งว่า สาเหตุที่ต้องให้ความสำคัญเรื่องความรุนแรงต่อการเรียกร้องประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่า ความแตกต่างทางความคิด และจุดยืนทางการเมืองไม่ใช่อุปสรรคในการอยู่ร่วมกัน แต่ที่ผ่านมาหลายคนถูกละเมิดถูกจับกุม โดยข้อกล่าวหาที่ไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยก็กลายเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศเสรีภาพ ในปัจจุบันมีข้อจำกัด ทั้งที่ประชาธิปไตยจะเจริญงอกงามได้หากประชาชนได้มีส่วนร่วม      

          ขณะที่ น.ส.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์เรื่องการลงโทษหรือดำเนินคดีผู้มีอำนาจ ซึ่งประเทศไทยมี 4 เหตุการณ์ความสูญเสียใหญ่ๆ ได้แก่ 14 ต.ค. 6ต.ค. 17 - 20พ.ค. 35 และเหตุการณ์เดือน เม.ย. -พ.ค. 53 โดยรัฐบาลได้ใช้ความรุนแรงทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยมักให้เหตุผลว่า เป็นความเข้าใจผิดระหว่างนักศึกษาประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐทำให้การกระทำของเจ้าหน้าที่ได้รับความคุ้มครอง โดยกฎหมายด้วยเหตุนี้เราจึงมีวัฒนธรรมการลอยนวล ส่วนคนทำผิดก็ได้เป็นผู้ปกครอง ซึ่งเราหวังว่า สักวันจะมีความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายคนทำผิด จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเราต้องการความปรองดอง แต่ก็ไม่ต้องการสูญเสียเรื่องความยุติธรรม        

          จากนั้น มีการเสวนาในหัวหัวข้อ “การค้นหาความจริงกรณีการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ” โดยนายศรายุทธ ตั้งประเสริฐ คณะทำงานศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 (ศปช.) กล่าวตอนหนึ่งว่า หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ได้มีการรวมตัวเรียกร้องของประชาชนที่ช่วงแรกนั้นถูกเรียกว่า เป็น“กลุ่มคนรักทักษิณ” ซึ่งชนชั้นกลางมองว่า เป็นกลุ่มที่ต่อสู้ เพื่อนายทุนเท่านั้นต่อมาประชาชน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดรวมตัวกันมากขึ้น จนนำมาสู่การปราบปรามครั้งแรกในวันที่ 10 เม.ย.53 ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ทั้งนักวิชาการและนักการเมือง แต่ที่น่าผิดหวังก็คือ นักสิทธิมนุษยชนหรือนักกิจกรรมในขณะนั้นที่เฉยชาต่อเหตุการณ์นี้มาก ทั้งที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น        

          นายศรายุทธกล่าวต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ปราบปรามประชาชนก็ได้มีความพยายามตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้เราต้องยอมรับว่า กลไกสิทธิมนุษยชนในไทยช่วงนั้น ถือว่าล้มเหลวเพราะมีการละเมิดต่อผู้ชุมนุมโดยรัฐบ่อยครั้ง ซึ่งศปช.จัดตั้งขึ้นมาก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย ทั้งนี้เราเองก็ไม่มีความไว้วางใจในคณะกรรมการอิสระที่ถูกตั้งขึ้นมา เพราะแม้จะบอกว่าเป็นองค์กรอิสระ แต่สุดท้ายก็เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐก็หมายความว่าจะไม่อิสระจริงๆแต่มีช่วยสร้างความชอบธรรมในการฆ่าประชาชน