
สนช.นัดถอดถอน "สุกำพล" 16 ก.ย.
“บิ๊กโอ๋” ยันชงชื่อปลัดกห.ถูกต้อง อ้างกก.คัดเลือกมีสิทธิเสนอชื่อ” ไม่จำเป็นต้องนำบัญชีรายชื่อถกทุกครั้ง ด้าน ปปช.ย้ำขัดระเบียบ ต้องเลือกคนในห้ามเสนอชื่อข้ามห้วย
9 ก.ย. 59 - การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งตามาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเป็นการซักถามต่อคู่กรณีคือ คณะกรรมกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา และพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ในประเด็นตามญัตติซักถามของสมาชิกสนช.ซึ่งได้ตั้งคำถามทั้ง 2 ฝ่ายๆละ 7 คำถาม
ทั้งนี้น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และพล.อ.อ.สุกำพล เข้าตอบคำถาม โดยกรรมาธิการซักถามได้ถามป.ป.ช. การกล่าวหาพล.อ.อ.สุกำพล ว่าเป็นฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการทหารมี ข้อเท็จจริงบทบทบัญญัติในการแต่งตั้งข้าราชการระดับนายพลอย่างไร เหตุใดจึงกล่าวหาใช้อำนาจหน้าที่ไม่ชอบ และการเสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เมื่อเปรียบกับคดีนายประชา ประสพดี ที่ใช้อำนาจแทรกแซงการแต่งตั้งผอ.องค์การตลาด (อต.) ซึ่งถูก สนช.ถอดถอนไปเมื่อวันที่ 19 ส.ค.เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
น.ส.สุภา ชี้แจงว่า ขั้นตอนการแต่งทหารชั้นนายพลจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 25 วรรค 2 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และข้อบังคับว่าด้วยการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม ในข้อที่ 11 ซึ่งแต่ละหน่วย กรม กองจะต้องคัดเลือกและลงนามรับรองก่อนที่เสนอให้คณะกรรมการระดับกระทรวงที่มี รมว.กลาโหม เป็นประธานพิจารณาต่อไป พฤติการณ์ของ พล.อ.อ.สุกำพลที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ก้าวก่าย แทรกแซงโดยในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2555 ขัดต่อระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯที่เสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นเสนอข้ามกรม ซึ่งตามหลักจะต้องพิจารณาคนในก่อน นอกจากนี้เจ้ากรมเสมียนตรา ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการต้องเข้าประชุมเพื่อจดบันทึกการประชุม แต่ พล.อ.อ.สุพลไม่ให้เข้าประชุม และไม่ได้มีการเชิญประชุมที่ต้องมีวาระการประชุม ถือว่าเป็นการกระทำที่ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงาน ซึ่งตามกฎหมายห้ามใครไม่ให้ประชุมไม่ได้ อย่างไรก็ต้องเข้าประชุมแต่ลงมติไม่ได้เท่านั้น
น.ส.สุภา ชี้แจงต่อว่า ส่วนความแตกต่างระหว่างคดีของนายประชา และคดีนี้ เป็นการก้าวก่ายทั้งคู่ โดยกรณีของนายประชา เป็นรัฐมนตรีช่วยแล้วยังไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การตตลาด (อต.) แต่กลับโทรศัพท์ให้ระงับการประชุมที่จะพิจารณาเลิกจ้าง ผอ.อต.ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต และเมื่อรับมอบหมายให้ดูแลก็เข้าแทรกแซงบอร์ด อต. ขณะที่ พล.อ.อ.สุกำพล นั้น ซึ่งเป็นผู้อำนาจควรนั่งอยู่เฉยรอรับโพย แต่กลับเสนอชื่อซึ่งขัดกับกฎหมาย และระเบียบของกระทรวงกลาโหม ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดที่บอกว่า “ล้วงลูกไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นรัฐมนตรีแล้ว” ถือว่าเป็นความตั้งใจเข้าใจแทรกแซงก้าวก่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 266
จากนั้นเป็นการซักถาม พล.อ.อ.สุกำพล โดยกรรมาธิการซักถามได้ถามว่า เหตุจึงนำ พล.อ.ทนงศักดิ์ เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯขณะนั้นเป็นการแทรกแซงหรือสนับสนุนหรือ ขัดต่อจริยธรรมหรือไม่ ทำไมจึงเสนอชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะรมว.กลาโหม เข้าใจและยึดถือปฏิบัติตามแนวทางการแต่งตั้งนายทหารระดับชั้นนายพลหรือไม่ และใช้ดุลยพินิจในการแต่งตั้งอย่างไรเพราะโดยหลักการจะต้องดูคนใน หลักอาวุโส ประวัติ และผลการปฏิบัติหน้าที่ รวมความประพฤติและจริยธรรม ทั้งนี้การกระทำของพล.อ.อ.สุกำพล ทำให้เกิดความเสียหายต่อสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นได้รับความเสียหายหรือไม่
พล.อ.อ. สุกำพล ชี้แจงว่า การนำ พล.อ.ทนงศักดิ์ เข้าพบน.ส.ยิ่งลักษณ์เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์อยากรู้จัก และไม่ได้พาเข้าไปคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะในสมัยเป็นรมว.คมนาคมก็เคยพาอธิบดีไปพบ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด
ส่วนการเสนอชื่อ พล.อ.อ. สุกำพล ชี้แจงว่า ตนในฐานะกรรมการคนหนึ่งสามารถเสนอชื่อใครก็ได้ และในการประชุมได้เสนอชื่อถึง 2 คน แต่ที่ประชุมมติเลือก พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม ส่วนการตัดสินใจเลือกพล.อ.ทนงศักดิ์ เนื่องจากเป็นรุ่นน้อง 1 ปี ผ่านตำแหน่งงานสำคัญๆมา แม้อาวุโสน้อยกว่า พล.อ.ชาตรี แต่ตำแหน่งปลัดกระทรวงจะต้องทำงานใกล้ชิดรมว.กลาโหม เป็นเหมือนมือขวา และที่สำคัญคือประสานกับกองทัพ ซึ่งการเป็นรุ่นพี่จะประสานงานได้ง่ายที่สุดซึ่งในแวดวงทหารและตำรวจจะรู้ดี ความอาวุโสก็ถือว่าสำคัญ แต่ก็ตนเน้นการประสานงานและความร่วมมือ ซึ่งพล.อ.ทนงศักดิ์ มีคุณสมบัติครบ อีกทั้งเหลืออายุราชการเพียงปีเดียว ซึ่งทั้งคุณสมบัติและความอาวุโสก็ถือว่า มีความเหมาะสม
พล.อ.อ. สุกำพล ชี้แจงต่อว่า สำหรับกรณีที่กล่าวหาว่าไม่มีบัญชีรายชื่อนายทหารในการนำเข้าที่ประชุมของ คณะกรรมการนั้น ตามกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติไม่ได้บังคับว่าต้องมีบัญชีรายชื่อประกอบการ พิจารณาทุกครั้ง แต่ในการประชุมครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2555 ยืนยันว่ามีบัญชีรายชื่อครบถ้วนถูกต้องจำนวน 811 มีรายชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ เป็นปลัดกระทรวงฯ
จาก นั้น นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ได้นัดประชุมเพื่อแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 15 ก.ย. และนัดลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล ในวันที่ 16 ก.ย. นี้



