
“นักรัฐศาสตร์” มึนความเห็นปชช.ขัดแย้งแต่โหวตรับ
“นักรัฐศาสตร์” มึน เหตุผลปชช. โหวตรับร่างรธน. แม้ขัดแย้งแต่โหวตรับร่าง ขนานนามให้เป็นการบริหารวิกฤตมิติใหม่ ย้ำผลประชามติรอบนี้ ร้างกลไกประชาธิปไตยที่ไม่เต็มบาท
10 ส.ค.59 -- เวทีรัฐศาสตร์เสวนา ซึ่งจัดโดยภาควิชาการปกครองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสะท้อนมุมมองทางวิชาการ หัวข้อเรื่อง “นัยและทิศทางการเมืองไทยหลังการลงประชามติ : มุมมองทางรัฐศาสตร์” โดยมีนักวิชาการในคณะเข้าร่วม
โดยนายบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ตนมีความเห็นห่วงต่อภาพทัศน์ของการเมืองไทย หลังมีรัฐธรรมนูญใหม่บังคับใช้ หากเกิดกรณีที่มีข้อกำหนดให้เซ็ตซีโร่พรรคการเมือง จะทำให้การเมืองไทยไร้เสถียรภาพอย่างแน่นอน ทั้งนี้ หากจะให้กลับมามีเสถียรภาพได้ คือต้องมีปืนรองรับเท่านั้น แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะพยายามเขียนบทบัญญัติให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ แต่ต้องไม่ลืมว่าการเมืองไทยมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรคอยู่ ขณะที่สถานะของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ปัจจุบันตนมองว่า มีสถานะเป็นรัฐบาลชั่วคราว อยู่เพื่อรอการเลือกตั้งใหม่ ควรทบทวนและลดระดับการใช้บังคับของมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือคดีที่เกี่ยวเนื่องทางการเมือง เพื่อให้เกิดความปรองดองในประเทศ
ด้านนายธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า การนำเสนอผลการนับคะแนนประชามติฯ ที่ระบุว่า พื้นที่ไหนมีคะแนนอย่างไร โดยใช้สีบ่งบอกของสื่อมวลชน ทำให้ตอกย้ำให้เห็นถึงภาพความขัดแย้งการเมืองสีเสื้อในพื้นที่ต่างๆ ทั้งที่ข้อเท็จจริงในพื้นที่อาจไม่มีความขัดแย้งหรือการแบ่งข้างทางการเมือง
ขณะที่นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ตนมองอายุของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะมีอายุการใช้งานประมาณ 5 ปี เมื่อเทียบกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากต้องการให้อายุของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถใช้บังคับนานต้องปรับเนื้อหาให้แก้ไขหมวดแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความง่ายมากกว่าที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญและต้องปรับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับการบังคับใช้ในภาวะการเมืองยุคปัจจุบัน
ส่วนนายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่าการลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อน โดยเฉพาะการลงมติภายใต้การไม่รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงทำให้การตัดสินใจต้องใช้ยุทธศาสตร์ทางการเมืองมาตัดสิน ซึ่งคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่ตนลงพื้นที่ทำงานวิจัย พบว่า คนชั้นกลาง หรือคนในอาศัยในพื้นที่อำเภอเมือง หรือตำบลใหญ่ หรือกลุ่ม กกปส. หรือกลุ่มพันธมิตรฯ ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญจะมีเปอร์เซ็นต์สูงกว่าคะแนนไม่เห็นชอบ และจากการสอบถามผู้ที่ใกล้ชิดถึงเหตุผลของการลงประชามติ ทราบว่าลงคะแนนเห็นชอบเพราะต้องการให้มีเลือกตั้ง และหลุดพ้นจากการปกครองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ถูกควบคุม ถูกปลดได้ และมีเสียงจากผู้บังคับบัญชา หรือนายร้องขอให้ลงมติรับ ผลประชามติจึงออกมาตามที่รับรู้ ซึ่งส่วนตัวมองว่า การลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะได้ระบบประชาธิปไตยที่ไม่เต็มบาทด้วย แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจออกเสียงโดยขาดการรับรู้ข้อมูล ต้องปล่อยให้พวกเขารับรู้เองว่าเมื่อยอมรับกับระบอบแบบดังกล่าวจะสร้างหายนะอย่างไร
ปิดท้ายโดยนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่น่าคิดและน่าสนใจ คือ รูปแบบการบริหารวิกฤตรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ผู้ที่มีความคิดขัดแย้งสองขั้วสามารถลงมติในทิศทางเดียวกันได้ กล่าวคือ คนจำนวนหนึ่งใช้เหตุผลลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อต้องการการเลือกตั้ง และคนอีกจำนวนหนึ่งใช้เหตุผลรับร่างรัฐธรรมนูญคือเกลียดนักการเมือง ขณะที่ประเด็นของประชาธิปไตยมีผู้สอบถามว่าประชาธิปไตยตายแล้วหรือไม่ ตนมองว่าประชาธิปไตยในเชิงอุดมการณ์นั้นตายแล้ว แต่ประชาธิปไตยในมิติอื่นยังมีช่องทางที่เติบโตได้ ซึ่งมีโจทย์ประชาธิปไตย อาทิ สิทธิ เสรีภาพ ยังต้องร่วมขับเคลื่อนต่อไป เพราะหลักการประชาธิปไตยไม่ใช่หลักการของเสียงข้างมากเท่านั้น เพื่อให้ประชาธิปไตยยั่งยืนและแตกต่างจากระบอบเผด็จการ ด้วยการมีเสียงของประชาชนสนับสนุนร่วมด้วย



